Home Uncategorized มีอะไรดี ที่บรูไน (ตอนแรก)

มีอะไรดี ที่บรูไน (ตอนแรก)

บรูไนก็เหมือนกับชนชาติอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเหมือนกับทุกประเทศทั่วโลก ในยุคที่มนุษยชาติยังไม่มีการกำหนดเส้นพรมแดนให้แก่กันและกัน

ความเป็นป่าดงดิบซึ่งเต็มไปด้วยสิงห์สาราสัตว์พืชพรรณธรรมชาติมากมาย และผู้คนก็เคลื่อนย้ายกันได้อย่างเสรี เป็นอิสรภาพที่อยู่ในจินตนาการของมนุษย์

แม้ถนนหนทางบริเวณใจกลางเมืองของบรูไนปัจจุบันจะเจริญรุดหน้าในบรรยากาศที่ถอดรูปมาจากสิงคโปร์และอังกฤษ ซึ่งเป็นต้นแบบสำคัญของบรูไน

ทว่า เมื่อออกนอกเมือง เราจะเห็นป่าเขาลำเนาไพรโอบคลุมรายล้อมความเป็นบรูไนสมัยใหม่ ชนิดที่เรียกว่าไม่น่าเชื่อ ว่าทั้งสองสิ่งจะดำรงอยู่ร่วมกันได้ดี

โดยเฉพาะเมื่อเข้าไปในเขต กัมปง ไอเยอร์ หมู่บ้านกลางน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งถือเป็นชุมชนเก่าแก่ของบรูไน หรือเป็นรากฐานของบรูไนยุคปัจจุบัน

กัมปง ไอเยอร์ หรือ Water Village นอกจากจะมีชื่อเสียงในเรื่องการเป็นชุมชนกลางน้ำอันดับหนึ่งของโลกแล้ว ยังถือเป็นต้นกำเนิดของหมู่บ้านชาวประมง

ซึ่งเป็นแหล่งบ่มเพาะอารยธรรมสมัยใหม่ของบูรไนในยุคที่ยังไม่มีการค้นพบน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สร้างความร่ำรวยให้กับบรูไนเป็นเศรษฐีทุกวันนี้

หากใครเคยไป Singapore History Gallery ก็จะพบรูปแบบการสร้างชาติจากเครื่องมือจับปลาของชาวประมงคล้ายๆ กันที่ Muzium Teknologi Melayu Brunei

เพราะก่อนที่บรูไนจะรุ่มรวยจากธุรกิจค้าน้ำมันดิบและแก๊สใต้ทะเล กัมปง ไอเยอร์ หมู่บ้านกลางน้ำ อายุกว่า 1,300 ปี แห่งนี้ คือหลังพิงอันแข็งแกร่งในช่วงสร้างชาติ

ดังนั้นอารยธรรมประมงของ แห อวน ข่าย ยอ โพงพาง ช้อน สวิง ข้อง เฝือก และเบ็ด คืออุปกรณ์สร้างชาติบูรไนก่อนที่บรูไนจะเป็นบรูไนในทุกวันนี้อย่างแท้จริง

การที่ กัมปง ไอเยอร์ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นชุมชนกลางน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็เพราะ กัมปง ไอเยอร์ ประกอบด้วย 42 หมู่บ้าน และประชากรกว่า 30,000 คน

ดังนั้น การเดินทางสัญจรของชาวกัมปง ไอเยอร์ที่ตั้งรกรากกันมาแต่โบราณจึงต้องอาศัยเรือเป็นพาหนะหลัก โดยในปัจจุบันที่บรูไนเป็นประเทศเจริญแล้ว บรรยากาศก็ยังคงเป็นเช่นนั้น

เหมือนกับชุมชนชาวน้ำทั่วไป ชาวบ้านที่มีฐานะมักสามารถเป็นเจ้าของเรือราคาแพง และสภาพเรือก็ลดหลั่นลงมาตามระดับเศรษฐกิจของแต่ละครัวเรือน

ครอบครัวที่ไม่มีปัญญาซื้อเรือก็จะใช้บริการ Water Taxi ซึ่งมีลักษณะคล้ายเรือหางยาวบ้านเรา แต่มีความกว้างมากกว่าเล็กน้อย และก็สั้นกว่าเล็กน้อย

ที่ริมฝั่งน้ำ ทางรัฐบาลได้จัดสถานที่จอดรถไว้ให้ชาวกัมปง ไอเยอร์ที่ฐานะดี คือสามารถมีรถยนต์ส่วนตัวขับ ซึ่งจากการสังเกตจะเห็นรถยนต์จำนวนมากบนฝั่ง

ความที่ กัมปง ไอเยอร์ เป็นชุมชนกลางน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในชุมชนจึงมีสถานีดับเพลิง สถานีตำรวจ มัสยิด โรงเรียน โรงพยาบาล ร้านอาหาร ร้านขายของ และปั๊มน้ำมัน

สภาพบ้านเรือนโดยทั่วไปก็เหมือนกับสภาพบ้านเรือนริมคลองบางกอกน้อยของไทย คือมีลักษณะเป็นบ้านไม้ริมน้ำ มีตลิ่ง และมีท่าเรือของบ้านแต่ละหลังคาเรือน

การคมนาคม นอกจากจะใช้เรือเป็นพาหนะหลัก กัมปง ไอเยอร์ ยังมีสะพานมากมายที่ทอดระหว่างหมู่บ้านและหน่วยสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ ของรัฐ

เพราะลึกเข้าไปจากบรรดาบ้านริมน้ำ ยังมีบ้านเรือนผู้คนปลูกสร้างซ้อนอยู่ด้านในอีกหลายชั้น บางหมู่บ้านมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกับชุมชนแออัดของไทยไม่น้อย

แม้โดยส่วนใหญ่ กัมปง ไอเยอร์ จะมีสภาพไม่ต่างจากหมู่บ้านชาวประมง แต่ด้วยสภาพชีวิตความเป็นอยู่ ได้มีการเรียกขาน กัมปง ไอเยอร์ ว่าเป็น เวนิซแห่งตะวันออก

ทุกวันนี้ แม้เกือบ 40,000 ชีวิตที่อาศัยอยู่ใน กัมปง ไอเยอร์ จะถูกมองว่าเป็นชนชั้นกลางค่อนไปทางล่าง แต่ กัมปง ไอเยอร์ ก็คือประวัติศาสตร์ที่บรูไนปฏิเสธไม่ได้

บรูไนในปัจจุบัน ประกอบด้วยประชากรเกือบ 400,000 คน แบ่งเป็น คนเชื้อสายมาเลย์ราว 250,000 ชาวจีนมากกว่า 60,000 คน และอินเดียนอีกเกือบ 30,000 คน

ศาสนาที่ชาวบรูไนนับถือคือศาสนาอิสลามนิกายซุนนี่ที่มีมากถึง 70% รองลงมาเป็นศาสนาพุทธนิกายมหายาน 15% โรมันคาทอลิก 10% และศาสนาฮินดู 5%

บรูไนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ออสโตรนีเซียนที่อพยพมาจากไต้หวันเหมือนชาวอินโดนีเซีย โดยคนบูรไนในยุคโบราณจะอยู่บริเวณชายฝั่งตะวันตกของเกาะบอร์เนียวหรือกาลิมันตัน

ประเทศบรูไนใช้ภาษามาเลย์ หรือ Bahasa Melayu เป็นภาษาราชการ ส่วนภาษาอังกฤษ และภาษาจีน หรือภาษาฮินดี เป็นภาษาที่สองซึ่งใช้สื่อสารกันแพร่หลายในชุมชนของตน

สภาพภูมิศาสตร์ของบรูไนประกอบด้วยแผ่นดิน 2 ส่วนที่ไม่ติดกันคือด้านตะวันตก และตะวันออก โดยที่ประชากรร้อยละ 95 อาศัยอยู่ในด้านตะวันตก

บรูไนแบ่งการปกครองออกเป็น 4 เขต คือ เขตบรูไน-มัวรา เขตเบอไลต์ เขตตูตง ในฝั่งตะวันตก และเขตเติมบูรง ในฝั่งตะวันออก

แม้บรูไนจะเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่าร่ำรวยไปด้วยทรัพยากรน้ำมันดิบและแหล่งก๊าซธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำรายได้มาสู่ประเทศแห่งนี้เป็นอันดับหนึ่ง

ทว่า ในความเป็นจริงแล้ว ปริมาณการผลิตน้ำมันของบรูไนนั้น มีมากกว่าของประเทศไทยไม่มากนัก แถมยังน้อยกว่าของมาเลเซียค่อนข้างมากเลยทีเดียว

โดยในปัจจุบัน ประเทศไทยผลิตน้ำมันได้เกือบ 140,000 บาเรล/วัน ขณะที่มาเลเซียผลิตได้ 800,000 บาเรล/วัน ส่วนบรูไนผลิตได้เพียง 180,000 บาเรล/วัน

แต่เนื่องจากบรูไนเป็นประเทศเล็ก มีประชากรเฉลี่ย 4 แสนคน เทียบได้กับภูเก็ตเท่านั้น จึงใช้น้ำมันในประเทศเพียงเล็กน้อย ที่เหลือส่งเป็นสินค้าออกทั้งหมด

อย่างไรก็ดี รัฐบาลบรูไนเริ่มตระหนักว่า ประเทศชาติจะเอาแต่พึ่งพิงรายได้จากทรัพยากรน้ำมันดิบและแหล่งก๊าซธรรมชาติไม่ได้อีกต่อไป

เพราะไม่เพียงแหล่งพลังงานจากฟอสซิลเหล่านี้ได้ลดลงทุกวัน และกำลังใกล้จะหมดลงเพียงเท่านั้น ทว่า มูลค่าราคาขายของพวกมันก็กำลังตกต่ำลงเรื่อยๆ เช่นกัน

โดยทุกวันนี้ บรูไนได้หันมาให้ความสนใจอุตสาหกรรมขนาดเล็ก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่สัมพันธ์กับภาคการเกษตร อาทิ ป่าไม้ ประมง รวมถึงแร่ธาตุต่างๆ

โดยพืชผลการเกษตรที่สำคัญของบรูไนในปัจจุบัน ได้แก่ ข้าว และกล้วย นอกจากนี้บรูไนมีอุตสาหกรรมอื่นๆ อีก อาทิ อาหารแปรรูป เช่น ปลากระป๋อง

ความหวังของบูรไนก็คือ นำผลผลิตทางการเกษตร และอาหารแปรรูปของตน ออกมาเลี้ยงคนในประเทศให้ได้ ก่อนที่จะขยายไปสู่การส่งออก

และน่าจะเป็นหลักประกันการสร้างงานให้กับพลเมือง โดยเฉพาะการรองรับแรงงานที่จะเคลื่อนย้ายออกมาจากภาคการผลิตปิโตรเคมีในอนาคตอันใกล้

อาชีพรองรับในอนาคตอีกอาชีพหนึ่งก็คือ การที่บรูไนกำลังพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์บริการทางการค้าและการท่องเที่ยว เห็นได้จากเริ่มมีทัวร์จีนทยอยมาลงเรื่อยๆ

สอดคล้องกับเป้าหมายในโครงการความร่วมมือของกลุ่ม Brunei Indonesia Malaysia Philippines-East ASEAN Growth Area หรือ BIMP-EAGA นั่นเอง.