สุดยอดคุณแม่ตัวอย่าง “ตุ๊ก นิรัตน์ชญา” เจ้าของเพจ Little Monster

การเลี้ยงดูเด็กสักคนให้เติบโตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคตไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าที่คุณพ่อ คุณแม่จะเรียนรู้ และหากเข้าใจอย่างแท้จริง คุณจะทราบว่าการเลี้ยงลูกให้ประสบผล เริ่มต้นจากต้นทุนที่ทุกบ้านต่างมีเท่าเทียมกัน นั่นคือ ความรัก ความเข้าใจ และความเอาใจใส่ที่ดีพอ ซึ่งแนวทางง่าย ๆ เริ่มได้ที่การศึกษาพัฒนาการของลูก การรู้จักให้เวลากับลูก ไปจนถึงการใช้ร่างกายและหัวใจเลี้ยงดูลูกให้มากขึ้นด้วย

โดยในวันนี้เราจะพาทุกท่านมาทำความรู้จักกับอีกหนึ่งคุณแม่ตัวอย่าง ตุ๊ก นิรัตน์ชญา การุณวงศ์วัฒน์” เจ้าของเพจ Little Monster และเจ้าของรางวัล Best Influencer on Social Media สาขา Kids and Family (ผู้มีอิทธิพลบนโซเชียลมีเดียยอดเยี่ยม กลุ่มเด็กและครอบครัว) ซึ่งถือได้ว่าคุณตุ๊กกลายเป็นตัวแทนคุณแม่ยุคใหม่ไปแล้ว เพราะด้วยการแชร์ประสบการณ์ต่าง ๆ บวกกับการให้กำลังใจพ่อแม่มือใหม่ ในการเลี้ยงลูกผ่านเพจ Little Monster ทำให้มีผู้คนสนใจมาติดตามเรื่องราวของครอบครัวคุณตุ๊กถึงหลักล้านเลยทีเดียว

จุดเริ่มต้นของการสร้างเพจ Little Monster มาจากอะไร

คุณตุ๊ก : จุดเริ่มต้นของการสร้างเพจ เกิดมาจากตุ๊กมีภาวะซึมเศร้าหลังคลอดค่ะ และด้วยปกติเป็นคนเล่นเฟซบุ๊กอยู่แล้ว แต่ไม่อยากจะโพสต์อะไรที่มันเวิ่นเว้อ และไม่ได้อยากทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่โต ก็เลยลองเสิร์ชหาข้อมูลดูว่าเรารู้สึกหดหู่ แล้วมีแฟนเพจอันไหนที่สามารถสื่อ หรือถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของคนเป็นแม่ได้บ้าง แต่ก็ไม่มีเลย เคยบ่นกับสามี เขาก็แนะนำว่าให้ทำเพจเองไปเลย นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเพจ Little Monster ค่ะ

ช่วงแรกที่เป็นคุณแม่มือใหม่ ชีวิตเปลี่ยนไปแค่ไหน

คุณตุ๊ก : ในช่วงแรกที่ตุ๊กเป็นคุณแม่มือใหม่ ชีวิตตุ๊กเปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิงเลยค่ะ ด้วยความที่มันเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก ทำให้เราปรับตัวและทำใจยอมรับความเปลี่ยนแปลงไม่ทัน ตุ๊กเป็นคนที่ชอบทำงานมากค่ะ หลังมีลูกเราทำงานไม่ได้เลย ทั้งเวลาส่วนตัวก็ไม่มี ทุกอย่างเราทุ่มไปให้ลูกหมด ทั้งตุ๊กเองก็ไม่ได้เตรียมใจมาด้วย ว่าหลาย ๆ อย่างมันไม่ได้เป็นไปตามที่เราคิด บวกกับช่วงที่ฮอร์โมนลด และตุ๊กก็เป็นภาวะซึมเศร้าหลังคลอด จินเองก็มีอาการโคลิคคือร้องไห้เยอะมาก มันยิ่งทำให้เรารู้สึกว่า เรายังปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งนี้ค่ะ

ตอนนี้เป็นคุณแม่ลูกสองแล้ว คุณตุ๊กมีวิธีดูแลสุขภาพตัวเองอย่างไรบ้าง

คุณตุ๊ก : เริ่มจากการกินอาหารที่มีประโยชน์ให้มากขึ้นค่ะ บางทีก็มีกิน Junk Food บ้าง แต่จะพยายามที่สุดเลยคือกินผัก เพราะว่าลูกกินผักยาก ตุ๊กก็เลยต้องกินผัก กินอาหารที่มีประโชยน์เป็นตัวอย่างให้ลูกดู ดังนั้นตัวตุ๊กเองจะเป็นคนที่กินของที่มีประโชยน์โดยอัตโนมัติอยู่แล้วค่ะ ส่วนเรื่องของการออกกำลังกาย ยอมรับค่ะว่าไม่ค่อยมีเวลาไปออกกำลังกายเท่าไหร่ ด้วยความที่ตุ๊กเลี้ยงลูกเอง และต้องทำงานควบคู่กันไป เลยหาเวลาได้ยาก แต่หลัง ๆ ก็เริ่มแบ่งเวลาไปออกกำลังกายมากขึ้นค่ะ จะเป็นช่วงที่ฝากลูกไว้กับคุณยายหรือคุณพ่อของเขา ตุ๊กก็จะมาออกกำลังกายกับน้องสาวค่ะ

นิสัยที่แตกต่างกันระหว่าง “น้องจิน” กับ “น้องเรนนี่”

คุณตุ๊ก : สำหรับจินด้วยความที่เป็นลูกคนแรก ตอนเราเลี้ยงเขาเราก็จะประคบประหงมมาก แล้วตุ๊กก็จะมีความกลัวเยอะว่าอันนั้นจะดีไหมอันนี้จะได้ไหม ก็ลองผิดลองถูกมาพอสมควรค่ะ เขาเลยจะโตมาเป็นเด็กที่มีความระมัดระวังค่อนข้างเยอะและก็กินยาก แต่เรื่องกินยากไม่ค่อยแน่ใจนะคะ ว่ามาจากการเลี้ยงดูของเรารึเปล่า แต่พื้นเพของจินเขาจะเป็นคนที่กินยากอยู่แล้วค่ะ ตรงนี้ก็เลยจะเป็นนิสัยที่แตกต่างกันอย่างมากกับเรนนี่ แต่ทั้งจินและเรนนี่เขาก็จะมีนิสัยที่คล้ายกันบ้าง ในแง่ที่เป็นเด็กโลกส่วนตัวสูง เป็นเด็กที่แสดงอารมณ์ค่อนข้างชัดเจน และก็มีอารมณ์ศิลปินอยู่ด้วย โดยเฉพาะจิน เขาจะเป็นคนที่ชอบวาดรูปมาก และเขาก็จะมีความสุขมากเวลาที่เราจัดพื้นที่ให้เขาได้นั่งวาดรูป ได้เล่นของเล่น ส่วนเรนนี่เขายังเด็กอยู่ ก็เลยยังไม่มีคาแร็กเตอร์ที่โดดเด่นเท่าจิน และก็จะติดแม่ค่ะ

ประสบการณ์แสบ และเหตุการณ์ประทับใจของ “น้องจิน” กับ “น้องเรนนี่”

คุณตุ๊ก : ประสบการณ์แสบของจินไม่ค่อยมีนะคะ แต่จะมีเหตุการณ์ที่ตุ๊กประทับใจจินก็คือ ตอนที่คุณยายของตุ๊กเสีย จินเขาจะเห็นตุ๊กนอนร้องไห้ตอนกลางคืนบ่อย เขาเลยจะเป็นคนที่คอยกอดคอยพูดปลอบตุ๊ก และก็จะมีประโยคหนึ่งที่น่ารักแต่ทำเอาเราสะดุ้งอยู่เหมือนกันคือ แม่ไม่ต้องร้องไห้หรอกเดี๋ยวแม่ก็ตายแล้ว (ขำ) เดี๋ยวแม่ก็ได้ไปอยู่กับยายทวดบนสวรรค์ แต่เราก็เข้าใจว่าที่เขาพูด คือเขาไม่อยากให้เราร้องไห้ เราเห็นเขาแล้วเราก็รู้สึกว่า เขาก็เป็นห่วงเรานะ เขาไม่อยากให้เราเสียใจนาน ส่วนประสบการณ์แสบของเรนนี่ จะเป็นเรื่องแย่งของเล่นค่ะ แล้วก็จะเป็นคนที่คิดยังไงก็พูดออกมายังงั้น แต่ที่ประทับใจในตัวเรนนี่ก็คือ เวลาเขามีอะไรเขาจะคิดถึงแม่ก่อน และเขาก็จะเป็นเด็กขี้อ้อนมาก เราเลยรู้สึกว่าเขาน่ารักและเขาก็ห่วงใยเราดีค่ะ

เทคนิคการสอน ให้ลูกพูดภาษาอังกฤษได้เร็วตั้งแต่เด็ก ของคุณตุ๊กคืออะไร

คุณตุ๊ก : ถ้าเราอยากให้ลูกพูดภาษาอังกฤษได้เร็ว ก็ต้องเริ่มตอนที่เขายังเด็กอยู่ค่ะ อาจจะเป็นวัยประมาณที่เขาเข้าใจภาษาไทยแล้ว หรือสื่อสารกับเรารู้เรื่อง เราก็สามารถพูดกับเขาได้เลย แต่ถ้าถามว่ามีเคล็ดลับที่จะทำให้ลูกพูดภาษาอังกฤษได้เร็วไหม สำหรับตุ๊กแล้วตุ๊กไม่ได้มีนะคะ เพราะว่าตุ๊กเริ่มคุยภาษาอังกฤษกับเรนนี่มาน่าจะเกือบปีแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษได้เท่าจิน จะมีบางทีที่เขาสื่อสารกลับมาหาเราเป็นภาษาอังกฤษบ้าง แต่ก็ไม่ได้เยอะค่ะ ยังมีภาษาไทยปนมาอยู่ แต่ว่าทุกครั้งที่เราพูดภาษาอังกฤษเขาเข้าใจแล้ว ฉะนั้นตรงนี้ไม่ได้มีสูตรตายตัว ว่าอยากให้ลูกพูดภาษาอังกฤษได้เร็วขึ้นต้องทำอย่างไร แต่คีย์หลักสำคัญในการที่จะทำให้ลูกพูดภาษาอังกฤษได้ก็คือ ความสม่ำเสมอและความอดทนของคุณพ่อแม่ค่ะ

นอกจากเรื่องของภาษา คุณตุ๊กมีทักษะอื่น ๆ แนะนำคุณพ่อคุณแม่มือใหม่อีกไหม

คุณตุ๊ก : ทักษะที่สำคัญที่เราควรจะเสริมให้กับลูกนอกจากเรื่องของภาษา ก็คือ ทักษะพื้นฐานที่ใช้ในชีวิตประจำวันค่ะ เช่น การเลิกใช้แพมเพิร์ส การหัดนั่งกระโถน การเริ่มที่จะทำความสะอาดตัวเองได้ ล้างมือ แปรงฟัน และก็กินข้าวเอง ใส่รองเท้าเอง ถอด-ใส่เสื้อผ้าเอง เป็นทักษะพื้นฐานที่เราควรจะสอนลูกไว้ด้วยค่ะ

สำหรับคุณตุ๊ก คิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการเลี้ยงลูกคืออะไร

คุณตุ๊ก : สิ่งสำคัญที่สุดในการเลี้ยงลูกของตุ๊กก็คือเวลาค่ะ ถ้าเราไม่ให้เวลากับลูก แต่ให้เป็นสิ่งของหรือเงิน มันจะไม่ได้ช่วยให้ความสัมพันธ์ของเรากับลูกดีเท่าไหร่ สังเกตุได้จากช่วงที่ตุ๊กไม่ค่อยได้เล่นกับจิน หรือไม่ได้ให้เวลากับเขา เขาจะมีอารมณ์ที่หงุดหงิดง่าย และบางทีเราพูดอะไรเขาก็จะไม่ฟัง แต่พอเรามีเวลาให้เขาเยอะ คุยกับเขาเยอะ นอกจากจะทำให้เรารู้จักลูกของเรามากขึ้นแล้ว ลูกยังมีอารมณ์ที่ดี คุยง่าย พูดง่าย สื่อสารกันรู้เรื่องมากขึ้นด้วยค่ะ ตรงนี้ตุ๊กเลยคิดว่าเวลาที่ให้กับลูกนี่สำคัญมาก ๆ

ส่วนตัวคุณตุ๊กมีการวางแผนอนาคตให้กับลูกอย่างไรบ้าง

คุณตุ๊ก : เรื่องอนาคตของจินกับเรนนี่ เราก็จะวางแผนเบื้องต้นในการที่เราสะสมเงินไว้ให้เขาได้เรียนให้จบค่ะ แต่ว่าเรื่องที่จะวางแผนให้เขาเป็นอะไร เขาจะต้องไปเรียนต่อที่ไหน หรือว่าเขาจะมีอาชีพอะไร อันนี้เราไม่ได้วางแผนขนาดนั้นค่ะ เพราะว่าเราจะดูสิ่งที่ลูกชอบ ประกอบกับลักษณะนิสัยเขาด้วย ว่าเขาต้องการที่จะเรียนในด้านไหนควบคู่กันไปค่ะ

สิ่งที่ทำให้เพจ Little Monster แตกต่างจากเพจคุณแม่เพจอื่น

คุณตุ๊ก : ตุ๊กก็ไม่ได้คิดว่าเพจ Little Monster แตกต่างจากเพจแม่ ๆ ท่านอื่นขนาดนั้นนะคะ แต่ว่าสิ่งที่เรานำเสนอตั้งแต่เริ่มต้นทำมาจนถึงทุกวันนี้ ตุ๊กจะนำเสนอประสบการณ์ตรง และสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของการเป็นแม่ผ่านตัวตุ๊กเอง แล้วก็ที่เรารู้สึกคือเมื่อก่อนเราจะมองว่า ชีวิตของคนเป็นแม่และหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นในการเลี้ยงเด็กคนหนึ่ง จะมีความสวยหรู มีความเพอร์เฟคอยู่ในนั้น จากที่คนนอกมองเข้าไป แต่พอเรามีลูกจริง ๆ แล้วเราก็จะรู้ว่ามันไม่ได้เรียบหรู ดูดี ขนาดนั้น มันมีความเหนื่อย มีความยากลำบากในการเลี้ยงคน ๆ หนึ่งให้โตไปเป็นคนที่ดี แต่ว่าในความเหนื่อยมันก็มีความสนุก เฮฮา และก็มีความสุขอยู่ในนั้นด้วยเหมือนกัน ตุ๊กก็เลยเลือกที่จะเอาความรู้สึกตรงนี้มานำเสนอผ่านเพจ Little Monster ค่ะ

พูดถึงรางวัล Best Influencer on Social Media และยอดผู้ติดตามในเพจ Little Monster 2 ล้านกว่าคนหน่อย

คุณตุ๊ก : รู้สึกดีใจมากค่ะที่ได้รับรางวัลนี้ อยากจะขอบคุณทุก ๆ คนที่ให้โอกาสเรา ไม่คิดไม่ฝันเหมือนกันค่ะว่าจะได้รับเลือก ให้ได้รางวัล Best Influencer on Social Media สาขา Kids and Family ขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะ แล้วก็รู้สึกดีใจที่มีคนมาชื่นชอบการเลี้ยงลูกของเรา อยากจะบอกว่าตุ๊กก็ไม่ได้เลี้ยงลูกเป๊ะขนาดนั้น มันก็จะมีผิดมีถูกบ้างเหมือนกันค่ะ เราก็พยายามเลี้ยงลูกให้เข้ากับธรรมชาติของลูกมากที่สุด ขอบคุณมากจริง ๆ ค่ะที่ชื่นชอบเด็ก ๆ

ฝากถึงคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่

คุณตุ๊ก : สุดท้ายนี้ก็ขอให้คุณพ่อคุณแม่ทุกคน มีความสุขกับการเลี้ยงลูก และก็ใช้เวลากับลูกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้นะคะ เพราะว่าเด็ก ๆ โตเร็วมากโตขึ้นทุกวัน และเราก็มีโอกาสแค่ช่วงนี้ช่วงเดียวที่จะได้ทำความรู้จักกับลูก เพราะโตไปเขาก็จะไม่ได้ติดเราแล้ว เขาก็จะไปติดเพื่อน ติดแฟนแทน ก็ขอให้ใช้เวลากับลูกให้มาก ๆ นะคะ ขอบคุณค่ะ

ขอบคุณภาพจากเพจ Little Monster