ความน่าเบื่อเมื่อกดรีโมต และเวลาที่สูญไปในแอปฯ สตรีมมิ่ง

จอห์น ทเวลฟ์ ฮอว์คส นักเขียนนิยายแนว Dystopian Novel หรือนิยายโลกสมมติในอนาคตที่สะท้อนความจริงจากโลกปัจจุบัน (ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นโลกสมมติที่หมดหวัง) ได้บรรยายถึงการนั่งดูทีวีของเขา ณ สนามบินแห่งหนึ่งเอาไว้ว่า

“ผมใช้เวลาในระหว่างนั่งรอขึ้นเครื่องของตนเองในบาร์ของสนามบิน และระหว่างนั่งดื่มนั้นก็ได้มีโอกาสดูทีวีที่ถูกเปิดทิ้งเอาไว้ไปด้วย สิ่งที่ผมได้รับจากข่าวสารในทีวีคือ ข่าวอาชญากรรมที่เกิดขึ้นทั่วเมือง จำนวนผู้เสียชีวิตจากฝีมือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เรื่องราวของสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายขึ้นเรื่อย ๆ ทุกข่าวที่ได้เห็น ได้ยิน ทำให้ผมรู้สึกตระหนกตกใจแทบทุกข่าว พอตัดเข้าโฆษณาผมก็รู้สึกว่าสินค้าในโฆษณาทุกตัว คือความจำเป็นในชีวิตที่ต้องมี ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วไม่จำเป็นเลย ทั้งหมดที่ผมได้จากการนั่งดูทีวีในบาร์วันนั้น และทำให้รู้สึกได้ว่าสารที่ถูกส่งออกมาจากทีวีนั้น ทำให้ผู้รับชมกลายเป็นเหยื่อของข่าวสารและเหยื่อทางการตลาด อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

เป็นข้อความของ ทเวลฟ์ ฮอว์คส ที่เขียนไว้นานแล้วนะคะ แต่ยังคงสะท้อนสังคมในปัจจุบันได้ดี และเชื่อมโยงไปยังหัวข้อที่ชวนคุณผู้อ่านคุยในวันนี้ อยากให้ลองสังเกตตัวเองกันดูค่ะ ว่าทุกวันนี้เมื่อคุณหยิบรีโมตโทรทัศน์ขึ้นมาถืออยู่ในมือ ในยุคที่โทรทัศน์มีให้เลือกชมมากกว่า 15 ช่อง คุณมีช่องหรือรายการประจำที่ได้ดูกันอย่างจริงจังแค่ไหน เพราะเท่าที่ถามเพื่อนในรุ่นราวคราวเดียวกัน ส่วนใหญ่แล้วไม่มีรายการที่รับชมประจำ หรือชื่อรายการบางรายการเมื่อถูกเอ่ยขึ้นก็ได้รับการถามกลับมาว่ามีรายการแบบนี้อยู่ด้วยหรือ ในขณะที่บางคนได้แต่ส่ายหัวปฏิเสธ พร้อมกับบอกว่าไม่ได้ดูทีวีนานแล้ว ดูแต่คลิปในยูทูบ เสพข่าวผ่านทางเฟซบุ๊ก

ส่วนผู้เขียนที่ยังทำงานอยู่ในแวดวงนี้ การดูทีวีจึงเป็นเรื่องที่อยู่ในชีวิตประจำวัน แต่สิ่งที่น่าเบื่อมากที่สุดคือการกดรีโมตเพื่อหาช่องที่เรารู้สึกว่าไม่ต้องตกเป็นเหยื่อข่าวสารและเหยื่อทางการตลาด เหมือนที่ ทเวลฟ์ ฮอว์คส บอกนั้นยากเต็มที เพราะไม่ว่าช่องไหนก็พยายามยัดเยียดการเล่าข่าวที่เอาเนื้อหามาจากคลิปในโซเชียลมีเดีย เอาพิธีกรที่ไม่ใช่นักข่าว หรือไม่มีประสบการณ์ในการทำข่าวมาอ่านเนื้อหาที่ต้องขายความน่าเชื่อถือ และความรับผิดชอบในฐานะสื่อสารมวลชน ด้วยการใส่ลีลาและน้ำเสียงให้ดูตื่นเต้นเกินจริง จนกลายเป็นว่าวิธีการเหล่านี้ คือเส้นทางสู่ความสำเร็จของรายการข่าว หรือแม้กระทั่งการแทรกไทอินเข้ามาในรายการข่าว จนกลายเป็นเรื่องปกติกันไปแล้ว

นอกเหนือจากความรู้สืกเบื่อที่ต้องกดรีโมตรัว ๆ เวลาเจอเนื้อหาแบบที่เล่าไว้ในพารากราฟด้านบน การดูทีวีสมัยนี้ก็สามารถตกเป็นเหยื่อทางการตลาดได้ง่าย ๆ เพราะวิธีการทำโฆษณาในรูปแบบของการขายตรงที่มีเกือบทุกช่อง จนทำให้คนยุคนี้รู้สึกว่าการกินอาหารเสริมกลายเป็นของจำเป็น ทั้งที่ในความเป็นจริง ชื่ออาหารเสริมก็บอกอยู่แล้วว่าไม่ได้จำเป็น

เรื่องแบบนี้คือสิ่งที่คนดูทีวีต้องเจอทุกวัน เจอทุกชั่วโมง หรือทุกครึ่งชั่วโมง ทำให้หลายคนเริ่มเบื่อ หันไปหาแพลตฟอร์มใหม่ในระบบสตรีมมิ่ง ที่ไม่ต้องเจอกับข่าวในแบบที่พวกเขาไม่อยากดู ไม่ต้องเจอกับการขายตรงที่ถูกยิงรัว ๆ ผ่านหน้าจอทีวี แต่ก็อีกนั่นแหละ การดูหนัง ดูซีรีส์ผ่านระบบสตรีมมิ่ง ก็กลายเป็นเรื่องที่หลายคนต้องตั้งคำถามกับตนเองที่ยอมเสียค่าสมาชิกแบบรายเดือน เพราะนอกจากจะไม่ได้ดูจนคุ้มค่าสมาชิกแล้ว หลายคนเสียเวลากับการอยู่หน้าจอเพื่อเลือก “หน้าหนัง” ที่ตนเองรู้สึกว่าอยากดู แต่พอเข้าไปดูแล้ว ก็ต้องจัดเวลาให้ดี เพราะการดูซีรีส์ในระบบแบบนี้ ส่วนใหญ่แล้วทุกคนจะมีความอยากรู้ต่อไปเรื่อย ๆ จนทำให้ต้องดูจนจบในเวลาอันสั้น

หากคุณสังเกตตนเองแล้วได้คำตอบที่ไม่ได้ต่างจากผู้เขียน คุณจะรู้เลยว่าการรับชมทีวีในปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งการเป็นสมาชิกแอปฯ สตรีมมิ่งนั้น ไม่น่าจะใช่เรื่องจำเป็นในชีวิตเรานัก เพราะถ้ารายการข่าวยังคงเสนอคลิปเรื่องเดียวกัน ต่างแค่คนเล่าที่ไปกันตามลีลาของแต่ละช่อง หรือซีรีส์ในแอปฯ สตรีมมิ่ง ที่มีเรื่องที่เป็นเรื่องเด่นเพียงเรื่องเดียว ส่วนที่เหลือกลับมีคุณภาพี่ไม่ต่างจากหนังแผ่นในอดีต หากต้องเดินทางมาถึงความรู้สึกนี้ เห็นทีผู้เขียนและคุณผู้อ่านคงต้องพิจารณาว่าเราควรเสียเวลาเพื่อนั่งรับชมทีวีหรือไม่ หรือบอกเลิกสมาชิกแอปฯ สตรีมมิ่ไปเลยดีกว่า แล้วใช้เวลาในการทำกิจกรรมอื่น หรือหาความรู้เพิ่มเติม

เขาว่ากันว่าเวลาที่เราเสพติดสิ่งใด ถ้าต้องเลิกหรือต้องการหยุดเสพติดมัน ก็ขอแค่หยุดให้ความสนใจ แล้วเราจะห่างมันไปโดยปริยาย เพราะในช่วงที่เราห่างไปนั้นสิ่งที่เราเคยเสพติดไม่ได้ส่งผลใด ๆ ต่อการดำเนินชีวิตแม้แต่น้อย

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ