ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีดราม่าหรือเรื่องราวไวรัลที่เกี่ยวข้องกับสนามบิ
Tonkit360 จึงได้ลองรวบรวมกฎหลัก ๆ ทั่วไปเกี่ยวกับการขึ้นเครื่
1. เรื่องเอกสารที่ต้องใช้สำหรับการเดินทาง
- เที่ยวบินภายในประเทศ ต้องใช้บัตรประชาชนตัวจริง, ใบขับขี่, หรือ passport ตัวจริง (บางสายการบินรองรับดิจิทัลไอดีผ่านแอปพลิเคชันรัฐ เช่น ThaID ตามเงื่อนไข)
- เที่ยวบินระหว่างประเทศ ต้องใช้ Passport ที่มีอายุเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือนนับจากวันเดินทาง และเอกสารอนุญาตเข้าประเทศปลายทาง (Visa) หากประเทศปลายทางกำหนด
- ชื่อ-นามสกุล ชื่อบนตั๋วเครื่องบิน (Boarding Pass) ต้องตรงกับเอกสารยืนยันตัวตนทุกอักษร
2. เรื่องเวลาในการรายงานตัวและขึ้นเครื่อง
- เวลาเช็กอิน
- เที่ยวบินในประเทศ: ควรถึงสนามบินก่อนบินอย่างน้อย 1.5 – 2 ชั่วโมง
- เที่ยวบินระหว่างประเทศ: ควรถึงสนามบินก่อนบินอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง
- เวลาปิด Gate ประตูขึ้นเครื่องมักจะปิดก่อนเวลาเครื่องออกประมาณ 10-20 นาที หากไปไม่ทัน Gate ปิด สายการบินอาจปฏิเสธการขึ้นเครื่อง
- ควรตรวจสอบหมายเลขประตูขึ้นเครื่องและเวลาขึ้นเครื่องจากหน้าจอสนามบินเป็นระยะ เพราะอาจมีการเปลี่ยนแปลง
- หากเดินทางเป็นกลุ่มและอยากนั่งติดกัน แนะนำให้เช็กอินพร้อมกัน ทั้งการเช็กอินหน้าเคาน์เตอร์และออนไลน์ สำหรับการเช็กอินออนไลน์ ควรรีบเช็กอินทันทีที่ระบบเปิด ถ้าช้า อาจเหลือที่แบบฟันหลอกระจายกันอยู่ เพราะที่นั่งติดกันอาจจะถูกคนที่จ่ายเงินล็อกไปแล้ว หรือถูกคนที่เช็กอินก่อนหน้าจับจองไปหมด
- ข้อควรระวัง*** เที่ยวบินที่ออกเดินทางหลังเที่ยงคืน ผู้โดยสารต้องไปสนามบินตั้งแต่คืนก่อนหน้า วิธีคำนวณเวลาง่าย ๆ หากเห็นเวลาเดินทางบนตั๋วเป็นช่วงเวลา 00.00-03.00 น. (เป็นเวลาที่เชื่อมโยงกับเวลาต้องไปถึงสนามบินแล้ว) ให้ดูวันที่ในตั๋วเครื่องบิน แล้วลบออก 1 วัน จะได้วันที่ต้องไปถึงสนามบิน ซึ่งควรเผื่อเวลาเคาน์เตอร์เช็กอินช่วงดึกด้วย เพราะช่วงดึกบางสนามบินอาจเปิดช่องตรวจน้อยลง กล่าวคือ หากบินช่วง 00.00-03.00 น. ช่วงเวลาที่ต้องเดินทางออกจากบ้านและไปเช็กอินอยู่ที่สนามบิน ควรจะต้องอยู่ในช่วง 21.00-24.00 น. ของ “วันก่อนหน้า” ทั้งหมด
3. เรื่องน้ำหนักและขนาดของสัมภาระ
- กระเป๋าถือขึ้นเครื่อง (Carry-on) ต้องมีขนาดและน้ำหนักไม่เกินข้อกำหนดของสายการบิน ซึ่งปกติแล้วจะอนุญาตกระเป๋าเดินทาง 1 ใบใหญ่ + กระเป๋าส่วนตัว 1 ใบเล็ก (เช่น กระเป๋าเป้/กระเป๋าลาก + กระเป๋าสะพาย) น้ำหนักรวมมักอยู่ที่ ไม่เกิน 7 kg (บางสายการบินให้ 10 kg) และขนาดของกระเป๋าต้องใส่ช่องเก็บของเหนือศีรษะหรือใต้ที่นั่งด้านหน้าได้ ที่สำคัญคือ ต้องเป็นน้ำหนักและขนาดที่ผู้โดยสารผู้เป็นเจ้าของสามารถจัดการกับสัมภาระของตัวเองได้โดยไม่ต้อง “ใช้” ให้พนักงานต้อนรับมายกเก็บให้ เนื่องจากพนักงานไม่ได้มีหน้าที่ต้องยกกระเป๋าหนักๆ ให้ผู้โดยสารทุกคน
- กระเป๋าโหลดใต้ท้องเครื่อง คือสิ่งของที่มีขนาดใหญ่ น้ำหนักเกิน ไม่สามารถจัดเก็บได้อย่างปลอดภัย หรือเป็นสิ่งที่ไม่อนุญาตให้ถือขึ้นเครื่อง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทตั๋วและสายการบิน บางสายการบินกำหนดน้ำหนักสำหรับโหลดใต้ท้องเครื่อง หากน้ำหนักเกินก็จะต้องเสียค่าบริการสัมภาระส่วนเกินเพิ่มเติม
4. เรื่องข้อจำกัดของของเหลว เจล สเปรย์
กฎนี้เน้นเป็นพิเศษสำหรับ กระเป๋าถือขึ้นเครื่อง (Carry-on) ทั้งสำหรับเที่ยวบินในประเทศและระหว่างประเทศ มาตรฐานจำกัดของเหลวในการตรวจค้น มีหลักเกณฑ์ที่ผู้โดยสารควรรู้ ดังนี้
- ขนาดบรรจุภัณฑ์ ของเหลว เจล และสเปรย์ในกระเป๋าถือขึ้นเครื่อง แต่ละชิ้นต้องมีความจุในภาชนะ ไม่เกิน 100 มิลลิลิตร (ยึดตามตัวเลขที่ระบุบนฉลากข้างขวด แม้ของเหลวข้างในจะเหลือครึ่งเดียวก็ตาม) ข้อกำหนดนี้ครอบคลุมเครื่องสำอาง ครีม โลชั่น ยาสีฟัน น้ำหอม และผลิตภัณฑ์ลักษณะเดียวกันด้วย
- ปริมาตรรวม รวมกันทุกชิ้นต้องไม่เกิน 1,000 มิลลิลิตร (1 ลิตร) อาจแปลให้เข้าใจง่าย ๆ ว่าสามารถนำขึ้นได้ไม่เกิน 10 ชิ้น
- การจัดเก็บ แนะนำให้เก็บภาชนนะบรรจุของเหลวทั้งหมดใส่รวมในถุงพลาสติกใสแบบซิปล็อก เพื่อความสะดวกในขั้นตอนการตรวจสอบ
- ยา อาหารสำหรับทารก และของเหลวบางประเภทอาจได้รับการยกเว้นภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
- สำหรับ กระเป๋าโหลดใต้ท้องเครื่อง สามารถโหลดของเหลวที่มีขนาดเกิน 100 มิลลิลิตรได้ไม่จำกัดจำนวน
5. เรื่องแบตเตอรี่สำรอง (Power Bank) & อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
เรื่องนี้เป็นข้อกำหนดที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะประเทศไทยมีมาตรการควบคุม Power Bank เพิ่มเติมที่ปรับปรุงในปี 2569
- ห้ามนำ Power Bank ใส่กระเป๋าโหลดใต้ท้องเครื่องเด็ดขาด ต้องนำใส่กระเป๋า ถือติดตัวขึ้นเครื่อง (Carry-on) เท่านั้น
- ความจุที่อนุญาต
- ความจุ ต่ำกว่า 20,000 mAh (หรือไม่เกิน 100 Wh) นำขึ้นเครื่องได้
- ความจุ 20,000-32,000 mAh (หรือ 100-160 Wh) นำขึ้นเครื่องได้ ไม่เกินคนละ 2 ชิ้น
- ความจุ เกิน 32,000 mAh (หรือเกิน 160 Wh) ห้าม นำขึ้นเครื่องและห้ามโหลดใต้ท้องเครื่องทุกกรณี
- ฉลากความจุ ต้องมีตัวเลขระบุความจุ mAh/Wh บนตัว Power Bank อย่างชัดเจน หากลบเลือนจนมองไม่เห็น เจ้าหน้าที่มีสิทธิ์ไม่อนุญาตให้นำขึ้น
- ห้าม ชาร์จ Power Bank บนอากาศยาน และห้ามใช้ Power Bank ชาร์จโทรศัพท์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างเที่ยวบิน
- ห้าม เก็บ Power Bank ไว้ในช่องสัมภาระเหนือศีรษะ ต้องเก็บไว้ในตำแหน่งที่หยิบถึงได้สะดวก เช่น กระเป๋าหน้าเบาะ หรือพกติดตัว
6. เรื่องสิ่งของต้องห้ามและของควบคุม
สิ่งของบางประเภทไม่สามารถนำขึ้นเครื่องบินได้ (ทั้งถือขึ้นเครื่องและโหลดใต้ท้องเครื่อง) หรืออาจต้องจัดเก็บในรูปแบบเฉพาะ เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ การระเบิด หรือเป็นอันตรายต่อผู้โดยสาร
- ห้ามนำขึ้นเครื่องทั้ง Carry-on และโหลดใต้ท้องเครื่อง
- วัตถุไวไฟ/ระเบิด, สารเคมีอันตราย, ก๊าซอัดพัด
- ห้ามนำขึ้นเครื่อง (Carry-on) แต่โหลดใต้ท้องเครื่องได้
- ของมีคมทุกชนิด (กรรไกร, มีดตัดเล็บ, คัตเตอร์, เข็ม)
- อุปกรณ์ช่าง/วัตถุคล้ายอาวุธ (ประแจ, ไขควง, สนับมือ)
- กีฬาบางประเภท (ไม้กอล์ฟ, ไม้เบสบอล)
-
อาวุธปืนและเครื่องกระสุน ไม่สามารถนำติดตัวขึ้นห้องโดยสาร ต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่สายการบินและกฎหมายกำหนด
***จากข้อ 4-6 จะเป็นหน้าที่ของ “เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย” สิ่งที่ต้องรู้ก็คือ งานในตำแหน่งนี้ “ไม่ใช่งานบริการ” หน้าที่ของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย คือ การป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมทางอากาศ เช่น การพกอาวุธ วัตถุระเบิด หรือของอันตราย/ของต้องห้าม ขึ้นเครื่อง เพราะฉะนั้น น้ำเสียง พฤติกรรม และท่าทางของเจ้าหน้าที่จึงต้องเข้มงวด เด็ดขาด มีอำนาจ และเป็นทางการ เพื่อควบคุมสถานการณ์และป้องกันภัยคุกคาม คำสั่งหรือการตรวจค้นความปลอดภัยต้องทำตามขั้นตอน เป็นกฎระเบียบสากลที่เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามโดยไม่มีข้อยกเว้น
7. เรื่องการใช้โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
- ต้องเปิดโหมดเครื่องบิน (Airplane Mode) ตามคำแนะนำของสายการบินเมื่อถึงเวลาที่กำหนด
- การเปิดโหมดเครื่องบินไม่ได้หมายความว่าจะห้ามใช้โทรศัพท์ตลอดเที่ยวบิน ผู้โดยสารยังสามารถใช้งานบางฟังก์ชัน เช่น ดูหนัง อ่านหนังสือ หรือฟังเพลงแบบออฟไลน์ได้
- การเปิด Wi-Fi หรือ Bluetooth อาจทำได้หากสายการบินอนุญาต
- อุปกรณ์ขนาดใหญ่ เช่น แล็ปท็อป อาจต้องจัดเก็บระหว่างเครื่องบินขึ้นและลงจอดตามคำสั่งของลูกเรือ
- ห้ามใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีอาการผิดปกติ เช่น แบตเตอรี่บวม ร้อนจัด หรือมีควัน หากพบความผิดปกติระหว่างบินต้องแจ้งลูกเรือทันที
8. เรื่องการปฏิบัติตัวระหว่างเครื่องบินขึ้นและลงจอด
ช่วงเครื่องบินขึ้นและลงจอดเป็นช่วงที่ต้องปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด ผู้โดยสารต้องปฏิบัติดังนี้
- คาดเข็มขัดนิรภัยให้เรียบร้อย ซึ่งสัญญาณรัดเข็มขัดนิรภัย ไม่ได้ปรากฏเฉพาะตอนเครื่องบินขึ้นและลงจอดเท่านั้น หากเปิดสัญญาณระหว่างเที่ยวบิน ผู้โดยสารก็ต้องกลับไปนั่งและคาดเข็มขัดให้เรียบร้อย
- ปรับพนักพิงเบาะให้อยู่ในตำแหน่งตั้งตรง
- พับโต๊ะวางอาหารด้านหน้า
- จัดเก็บสัมภาระให้เรียบร้อย ไม่กีดขวางทางเดิน
- เปิดม่านหน้าต่างตามคำแนะนำของลูกเรือ
- ไม่ลุกเดินหรือเข้าห้องน้ำในช่วงที่มีสัญญาณให้คาดเข็มขัดนิรภัย
9. กฎเกี่ยวกับการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า
- ห้ามสูบบุหรี่บนเครื่องบิน รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้า
- ห้ามใช้บุหรี่ไฟฟ้าระหว่างเที่ยวบิน แม้จะไม่เกิดควันหรือกลิ่นก็ตาม
- ห้ามดัดแปลงหรือทำให้ระบบตรวจจับควันในห้องน้ำของเครื่องบินไม่สามารถทำงานได้
- บุหรี่ไฟฟ้าและแบตเตอรี่สำรองต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดการขนส่งแบตเตอรี่ลิเทียมของสายการบิน
- การฝ่าฝืนอาจมีความผิดตามกฎหมาย และอาจส่งผลให้ผู้โดยสารถูกดำเนินการตามมาตรการของสายการบินด้วย
10. เรื่องการปฏิบัติตามคำสั่งของลูกเรือและกฎความปลอดภัย
ลูกเรือไม่ได้มีหน้าที่เพียงให้บริการอาหารและอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยภายในห้องโดยสารด้วย ผู้โดยสารจึงต้องปฏิบัติตามคำแนะนำและคำสั่งด้านความปลอดภัย เช่น
- ตั้งใจฟังการสาธิตวิธีใช้อุปกรณ์ช่วยชีวิตก่อนเครื่องออก
- ศึกษาตำแหน่งทางออกฉุกเฉินและเสื้อชูชีพ
- ไม่กีดขวางทางเดินหรือทางออกฉุกเฉิน
- ไม่ทะเลาะวิวาท คุกคาม หรือรบกวนผู้โดยสารคนอื่น
- ไม่ขัดขวางการทำงานของลูกเรือ
- หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของลูกเรืออย่างเคร่งครัด
- หากผู้โดยสารมีพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อความปลอดภัยของเที่ยวบิน ลูกเรือและกัปตันมีอำนาจดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจรวมถึงการปฏิเสธการขนส่งหรือการแจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อเครื่องลงจอด
ทั้งหมดนี้เป็นกฎหลัก ๆ ที่ผู้โดยสารควรทราบ และสำหรับมือใหม่ที่อาจจะเพิ่งเคยขึ้นเครื่องบินหรือไม่ได้บินบ่อย ๆ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ทุกท่านจัดการชีวิตได้ง่ายขึ้นมาก





























