Home Work & Living Living UPOV 1991 คืออะไร คนละเรื่องเดียวกันกับ “กะเพรา”?

UPOV 1991 คืออะไร คนละเรื่องเดียวกันกับ “กะเพรา”?

เรื่องราวการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพราพันธุ์ใหม่ 4 สายพันธุ์ของบริษัทเอกชนเจ้าหนึ่งดูท่าว่าจะไม่จบลงง่าย ๆ เสียแล้ว และยังคงถูกพูดถึงอยู่อย่างต่อเนื่องในหลากหลายแง่มุมยาวข้ามสัปดาห์ ด้วยความที่ “ใบกะเพรา” เป็นสิ่งที่ใกล้ตัวคนไทยมาก ๆ โดยเฉพาะกับเหล่าเกษตกรและพ่อค้าแม่ขายอาหาร ไหนจะชื่อของบริษัทเอกชนที่คนไทยจำนวนมากมีอคติเป็นทุนเดิม รวมถึงวิธีการสื่อสารของสื่อในช่วงแรก ๆ การเคลื่อนไหวและการตั้งคำถามขององค์กรไม่แสวงผลกำไรองค์กรหนึ่ง และข้อจำกัดในการทำความเข้าใจข้อกฎหมายของชาวบ้านทั่วไป ทำให้ใบพืชใบเล็ก ๆ ในจานข้าว กลายเป็นเรื่องใหญ่และดูท่าว่าจะไปไกลกว่าที่ควรจะเป็น

ในขณะที่ดราม่าเรื่องใบกะเพรายังคงดำเนินต่อไป ก็มีอีกเรื่องน่าสนใจที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง ดังที่หลายคนอาจจะได้เห็นคำว่า UPOV 1991 ปรากฏอยู่ในดราม่าครั้งนี้ด้วย คำถามคือ UPOV 1991 คืออะไร และเกี่ยวข้องกับใบกะเพราอย่างไร เป็นเรื่องเดียวกัน คนละเรื่อง หรือคนละเรื่องเดียวกัน ซึ่งใครจะคิดว่า พืชผักที่คุ้นเคยชนิดนี้จะพาเราไปทำความรู้จักกับข้อตกลงระหว่างประเทศได้! ในบทความนี้จะไม่พูดถึงประเด็นดราม่าอื่น ๆ ที่ยังคงถกเถียงกันอยู่ แต่จะเน้นที่เรื่องของ UPOV 1991 ถูกหยิบเข้ามาพูดถึงในเรื่องกะเพรา

UPOV 1991 คืออะไร

UPOV 1991 มีชื่อเต็ม ๆ ว่า International Convention for the Protection of New Varieties of Plants (1991 Act) แปลเป็นภาษาไทยคือ อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ฉบับปรับปรุงล่าสุดเมื่อ ค.ศ. 1991 เป็นกติกาสากลที่ให้สิทธิบัตรหรือสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาแก่ “นักปรับปรุงพันธุ์พืช” เพื่อคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ที่มนุษย์พัฒนาขึ้นมา มีเป้าหมายหลักคือ ส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ และให้สิทธิทางทรัพย์สินทางปัญญา

หลักการสำคัญคือ ผู้พัฒนาพันธุ์พืชใหม่สามารถยื่นขอรับความคุ้มครองได้ หากพันธุ์นั้นมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ เช่น มีความใหม่ แตกต่างจากพันธุ์อื่น มีความสม่ำเสมอ และมีความคงตัว

อย่างไรก็ดี สิทธิดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าผู้ได้รับความคุ้มครองเป็นเจ้าของพืชชนิดนั้นทั้งหมด แต่เป็นสิทธิที่เกี่ยวข้องกับพันธุ์พืชซึ่งได้รับความคุ้มครอง โดยเฉพาะการขยายพันธุ์และการนำส่วนขยายพันธุ์ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ตามขอบเขตของกฎหมาย

สาระสำคัญของ UPOV 1991

สิ่งที่ต้องเข้าใจก็คือ UPOV 1991 มีประเด็นสำคัญหลายด้าน ไม่ได้มีแค่เรื่องเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่ออย่างที่ถูกพูดถึงในข่าวหรือที่ใครหลายคนเข้าใจผิด หัวใจสำคัญของอนุสัญญาฉบับนี้คือ การกำหนดสิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ และขอบเขตที่ผู้อื่นจะนำพันธุ์พืชที่ได้รับความคุ้มครองไปใช้ได้ โดยมีสาระสำคัญหลัก ๆ คือ

1. หลักเกณฑ์การขอรับความคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่

พันธุ์พืชที่จะได้รับความคุ้มครองต้องมีคุณสมบัติหลัก 4 ประการ ได้แก่

  • ความใหม่ (Novelty) ต้องไม่เคยมีการจำหน่ายหรือเผยแพร่พันธุ์พืชนั้นในลักษณะที่ขัดกับเงื่อนไขด้านระยะเวลาที่อนุสัญญากำหนด
  • ความแตกต่าง (Distinctness) ต้องแตกต่างจากพันธุ์พืชอื่นที่เป็นที่รู้จักอย่างชัดเจน
  • ความสม่ำเสมอ (Uniformity) ต้องมีลักษณะสำคัญสม่ำเสมอตามเกณฑ์ที่กำหนด
  • ความคงตัว (Stability) ลักษณะสำคัญของพันธุ์ต้องคงเดิมหลังการขยายพันธุ์

นอกจากนี้ ต้องมีชื่อพันธุ์ที่เป็นไปตามข้อกำหนดด้วย

2. ขอบเขตสิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์

ผู้ได้รับความคุ้มครองมีสิทธิควบคุมการกระทำบางประเภทที่เกี่ยวข้องกับส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครอง เช่น

  • การผลิตหรือขยายพันธุ์
  • การเตรียมส่วนขยายพันธุ์เพื่อใช้ขยายพันธุ์
  • การเสนอขายและจำหน่าย
  • การนำเข้าและส่งออก
  • การเก็บรักษาส่วนขยายพันธุ์เพื่อวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมข้างต้น

โดยกิจกรรมเหล่านี้จะอยู่ภายใต้เงื่อนไขและข้อยกเว้นของอนุสัญญา ไม่ใช่ทุกการกระทำที่เกี่ยวข้องกับพืชชนิดนั้นจะต้องขออนุญาตเสมอไป

3. สิทธิอาจครอบคลุมถึงผลผลิตในบางกรณี

หากมีการใช้ส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และผู้ถือสิทธิไม่มีโอกาสอันสมควรใช้สิทธิของตนกับส่วนขยายพันธุ์นั้นมาก่อน สิทธิอาจขยายไปถึงผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ภายใต้เงื่อนไขของอนุสัญญา ประเด็นนี้ทำให้การคุ้มครองไม่ได้จำกัดอยู่ที่เมล็ดพันธุ์เพียงอย่างเดียวในทุกสถานการณ์ และก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ทรงสิทธิจะเป็นเจ้าของผลผลิตทุกชิ้นที่มีพันธุ์พืชนั้นเกี่ยวข้อง

4. พันธุ์พืชที่พัฒนาต่อยอดจากพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครอง

อนุสัญญากำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับพันธุ์พืชที่พัฒนาต่อยอดจากพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครอง หรือที่เรียกว่า Essentially Derived Varieties (EDVs) นั่นทำให้ในบางกรณี แม้จะมีการพัฒนาพันธุ์ใหม่ แต่หากพันธุ์นั้นยังคงลักษณะสำคัญที่เกิดจากพันธุ์ต้นทางไว้เป็นส่วนใหญ่ และเป็นไปตามเงื่อนไขของอนุสัญญา การนำไปใช้ประโยชน์บางประเภทอาจต้องได้รับอนุญาตจากผู้ถือสิทธิในพันธุ์ต้นทางด้วย

5. ข้อยกเว้นสำหรับการใช้พันธุ์พืช

UPOV 1991 ไม่ได้กำหนดให้ต้องขออนุญาตในทุกกรณี จะมีข้อยกเว้นหลักที่สมาชิกต้องกำหนดไว้ ได้แก่

  • การกระทำส่วนตัวที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์
  • การกระทำเพื่อการทดลอง
  • การใช้พันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองเพื่อปรับปรุงพันธุ์อื่น

ซึ่งข้อยกเว้นเหล่านี้มีขอบเขตแตกต่างกัน และการนำพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปพัฒนาพันธุ์ใหม่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำพันธุ์เดิมไปผลิตหรือจำหน่ายได้อย่างไม่มีข้อจำกัดในทุกกรณี

6. การเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ หรือ Farm-saved Seed

ประเด็นนี้มีความเกี่ยวข้องกับเกษตรกรโดยตรงมากที่สุด คือ UPOV 1991 เปิดทางให้ประเทศสมาชิกเลือกกำหนดข้อยกเว้น เพื่ออนุญาตให้เกษตรกรนำผลผลิตจากพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองซึ่งปลูกในพื้นที่ของตนเองกลับมาใช้ขยายพันธุ์ในพื้นที่ของตนเองได้ โดยต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตที่สมเหตุสมผลและคุ้มครองผลประโยชน์โดยชอบธรรมของผู้ปรับปรุงพันธุ์ กล่าวคือ ข้อยกเว้นนี้เป็นทางเลือกที่ประเทศสมาชิกสามารถกำหนดได้ ไม่ใช่ข้อยกเว้นที่อนุสัญญาบังคับให้ต้องมีอย่างครอบคลุมทุกพืชและเกษตรกรทุกประเภท

7. ระยะเวลาคุ้มครอง

UPOV 1991 กำหนดระยะเวลาคุ้มครองขั้นต่ำไว้ สำหรับพันธุ์พืชทั่วไป ขั้นต่ำคือไม่น้อยกว่า 20 ปี ส่วนไม้ประดับหรือไม้ยืนต้น ขั้นต่ำคือไม่น้อยกว่า 25 ปี

8. การคุ้มครองพันธุ์พืชไม่ได้เท่ากับการอนุญาตให้ปลูกหรือจำหน่ายโดยอัตโนมัติ

การได้รับสิทธิในพันธุ์พืชเป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนการอนุญาตให้ผลิต จำหน่าย นำเข้า หรือส่งออกพันธุ์พืชตามกฎระเบียบด้านการเกษตรและการค้าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หมายความว่า การได้รับความคุ้มครองไม่ได้ทำให้พันธุ์พืชนั้นสามารถผลิตหรือจำหน่ายได้โดยอัตโนมัติ หากยังมีข้อกำหนดอื่นที่ต้องปฏิบัติตาม

สำหรับประเทศไทย รัฐบาลไทยอยู่ระหว่างการเจรจาทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งทางฝั่ง EU มีข้อเสนอให้ไทยปรับกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชให้สอดคล้องกับ UPOV 1991 นั่นทำให้ประเด็นเหล่านี้ยังต้องพิจารณาควบคู่กับกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่และข้อเสนอในการเจรจา FTA ระหว่างไทย-EU ซึ่งรัฐบาลระบุเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 ว่ายังไม่ได้ข้อยุติ โดยทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกรมวิชาการเกษตรระบุว่า อยู่ระหว่างพิจารณาปรับปรุงกฎหมายภายใน (พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช) ให้เหมาะสม และยังไม่ได้ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิก UPOV 1991

ส่วนการที่กลุ่มเกษตรกร ชาวนา และภาคประชาสังคมในไทย เช่น เครือข่ายคัดค้าน UPOV 1991 ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านนั้น เนื่องจากกังวลว่าจะทำให้เกษตรกรไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองได้ ต้นทุนเมล็ดพันธุ์สูงขึ้น 2-6 เท่า และอาจเกิดการผูกขาดเมล็ดพันธุ์โดยบริษัทข้ามชาติ

ดังนั้น หากประเทศไทยจะปรับกฎหมายให้สอดคล้องกับ UPOV 1991 สิ่งที่ต้องพิจารณาจึงไม่ใช่แค่การเพิ่มความคุ้มครองให้ผู้พัฒนาพันธุ์พืช แต่ยังรวมถึงการออกแบบข้อยกเว้นที่เหมาะสมกับเกษตรกรไทย ตลอดจนผลกระทบต่อการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์และต้นทุนการผลิตในระยะยาว เนื่องจากประเด็นสำคัญของ UPOV 1991 คือการกำหนดขอบเขตสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ รวมถึงการนำเมล็ดพันธุ์ที่เก็บจากผลผลิตกลับไปปลูกต่อ อนุสัญญาฉบับนี้จึงเปิดทางให้ประเทศสมาชิกกำหนดข้อยกเว้นสำหรับเกษตรกรที่ต้องการนำผลผลิตจากพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองกลับไปใช้ขยายพันธุ์ในพื้นที่ของตนเองได้ แต่ต้องย้ำว่าข้อยกเว้นดังกล่าวเป็นทางเลือกที่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขและขอบเขตที่กำหนด ไม่ใช่สิทธิที่ได้รับโดยอัตโนมัติในทุกกรณี

ทำไม UPOV 1991 จึงเกี่ยวข้องกับกะเพรา

กรณีของเรื่องกะเพรา เป็นตัวอย่างที่ช่วยให้เห็นภาพว่า พืชชนิดเดียวกันสามารถมีหลายพันธุ์ และพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองอาจมีสถานะทางกฎหมายแตกต่างจากพันธุ์ทั่วไป แต่สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดก็คือ การได้รับความคุ้มครองไม่ได้ทำให้กะเพราทุกสายพันธุ์ตกอยู่ภายใต้สิทธิของบริษัท ประชาชนยังสามารถปลูกกะเพราทั่วไปเพื่อบริโภคได้ตามปกติ แต่การนำพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปขยายพันธุ์หรือจำหน่ายเพื่อการค้าต่างหาก ที่ต้องพิจารณาขอบเขตสิทธิและข้อยกเว้นตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ดี ประเด็นที่สังคมสนใจในเวลานี้ ไม่ใช่แค่ว่าใครเป็นเจ้าของสิทธิในกะเพราพันธุ์ใด แต่ยังรวมถึงที่มาของทรัพยากรพันธุกรรม กระบวนการพัฒนาพันธุ์ และการแบ่งปันผลประโยชน์จากการนำทรัพยากรเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์

UPOV 1991 กับกะเพรา เป็นคนละเรื่องเดียวกัน!

สรุปก็คือ เรื่องของ UPOV 1991 กับเรื่องกะเพราที่ถกเถียงกันอยู่ในเวลานี้ “เป็นคนละเรื่อง แต่มีความเกี่ยวข้องกัน” คือทั้งสองเรื่องอยู่ภายใต้ประเด็นใหญ่เดียวกัน คือสิทธิในพันธุ์พืช แต่เป็นคนละกรณีทางกฎหมาย

กรณีของกะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ที่มีการจดทะเบียนคุ้มครองสายพันธ์ุ ประเด็นที่ยังคงถกกันเดือดและชาวบ้านจำนวนไม่น้อยก็เข้าใจผิด ได้รับการคุ้มครองภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ของไทย โดยเป็นการใช้กฎหมายไทยที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่การจดทะเบียนภายใต้ UPOV 1991 สิทธิที่เอกชนรายนั้นได้รับไม่ได้หมายความว่าบริษัทเป็นเจ้าของกะเพราทุกพันธุ์ หรือห้ามประชาชนเด็ดใบกะเพรามาปรุงอาหารหรือปลูกขาย แต่เกี่ยวข้องกับการขยายพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองและการใช้ประโยชน์ตามขอบเขตของกฎหมาย

ส่วน UPOV 1991 กับกติกาคุ้มครองพันธุ์พืชของไทยในอนาคต เป็นประเด็นเกี่ยวกับการปรับมาตรฐานการคุ้มครองพันธุ์พืช ซึ่งอาจส่งผลต่อสิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์และเงื่อนไขการใช้เมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร หากประเทศไทยเข้าร่วมและปรับกฎหมายให้สอดคล้องกับอนุสัญญา โดยจุดที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษคือ UPOV 1991 เปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกกำหนดข้อยกเว้นเรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์จากผลผลิตไว้ปลูกต่อได้ แต่ไม่ได้บังคับให้ต้องยกเว้นในทุกกรณี จึงต้องพิจารณาว่าประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขอย่างไร หากไทยจะเข้าร่วม

ดังนั้น ในเวลานี้ หลายคนกำลังสับสนจากการที่ UPOV 1991 ซึ่งเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศเกี่ยวกับการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ถูกหยิบขึ้นมาพูดปะปนจนกลายเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะสถานะของไทยในเวลานี้ ยังไม่ได้ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิก UPOV 1991 แต่อย่างใด นี่จึงเป็นอีกเรื่องที่ต้องนำไปถกเถียงกันว่าประเทศไทยควรจะเข้าร่วมหรือไม่ และหากเข้าร่วมแล้ว อนุสัญญาฉบับนี้จะส่งผลต่อสิทธิของเกษตรกรอย่างไร

พูดง่าย ๆ ก็คือ การที่เอกชนรายดังกล่าวได้รับความคุ้มครองพันธุ์พืชที่ทางบริษัทเสียเงินจ้างนักวิจัยพัฒนาขึ้นมาตามกฎหมายไทย ไม่ได้แปลว่าประเทศไทยเข้าร่วม UPOV 1991 อย่างเป็นทางการแล้ว และการถกเถียง-คัดค้านเรื่อง UPOV 1991 นั้น ก็ไม่ได้ทำให้สิทธิของเอกชนรายนี้ในพันธุ์กะเพราทั้ง 4 พันธุ์ กับประเด็นสิทธิของเกษตรกรที่อาจไม่ได้รับความเป็นธรรมในการเข้าร่วม UPOV 1991 กลายเป็นเรื่องเดียวกันโดยอัตโนมัติด้วย