สถานการณ์เด็กเกิดใหม่ของประเทศไทยล่าสุดอยู่ในภาวะวิกฤติ ซึ่งอาจพูดได้ว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 75 ปี โดยสถิติในปี 2568 พบว่า ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่เพียง 416,574 คน ซึ่งสร้างสถิติเป็นจำนวนที่ต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี ที่สำคัญ ยังเป็นจำนวนที่ลดลงจนต่ำกว่า 5 แสนคนต่อปีต่อเนื่องเป็นปีที่สอง จากที่ในปี 2567 ก็มีเด็กเกิดใหม่ 462,240 คน และข้อมูลจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง พบว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ของไทย 10 ปี ย้อนหลัง 2559-2568 เด็กเกิดใหม่ของไทยลดลงต่อเนื่องเกือบทุกปี
เพราะแนวโน้มในปี 2569 ที่ปัจจุบันยังเหลือเวลาอยู่อีกราว ๆ 2 เดือน มีสถิติที่น่าสนใจว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มีเด็กเกิดใหม่เพียง 176,445 คน เท่านั้น ลดลงร้อยละ 12.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 นั่นจึงทำให้มีโอกาสเป็นไปได้ว่าตลอดทั้งปี 2569 ยอดเด็กเกิดใหม่อาจจะไม่ถึง 4 แสนคนเป็นครั้งแรก!
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็กำลังเผชิญกับภาวะประชากรติดลบ เมื่อ “คนตายมากกว่าคนเกิด” ต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 5 โดยประเทศไทยเกิดภาวะคนตายมากกว่าคนเกิดครั้งแรกในปี 2564 (ช่วงโควิด-19) และสถิติล่าสุดปี 2568 ที่มีเด็กเกิดใหม่เพียง 416,574 คน แต่มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 559,684 คน ส่งผลให้ดุลประชากรในปีเดียวติดลบถึง -143,110 คน และจากประมาณการปี 2569 อัตราการเจริญเติบโตของประชากรไทยอยู่ที่ร้อยละ -0.4 โดยมีอัตราการเกิดเพียง 5.7 คนต่อประชากรพันคน สวนทางกับอัตราการตายที่สูงถึง 9.6 คนต่อประชากรพันคน
ในทางตรงกันข้าม เทรนด์ Pet Humanization หรือก็คือ “การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเสมือนลูก/สมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว” กลับยิ่งเติบโต ลูกหลานของคนไทยในเวลานี้ล้วนแล้วแต่เป็นบรรดาสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขและแมวมากกว่า ปรากฏการณ์นี้ คือการที่เจ้าของไม่ได้มองสัตว์เลี้ยงเป็นแค่สัตว์เลี้ยงเฝ้าบ้านหรือสัตว์แก้เหงาอีกต่อไป แต่ยกฐานะให้เป็น “สมาชิกในครอบครัว” หรือ “ลูก” ส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมความใส่ใจ การใช้จ่าย และการเติบโตของเศรษฐกิจที่เรียกว่า Petconomy ซึ่งมีมูลค่
เปย์หนักเพื่อลูกรัก
ข้อมูลอินไซต์จากวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ชี้ให้เห็นว่าอนาคตของตลาดสัตว์เลี้ยงไทยนั้นน่าจับตา มีงานวิจัยล่าสุดที่เผยในงาน Pawssible Society : Pet Society Conference 2025 สะท้อนว่าคนยุคใหม่หันมาเลี้ยงสัตว์เสมือนสมาชิกครอบครัวมากขึ้น และผลจากการรักหมาแมวเหมือนลูก จึงมีข้อมูลรองรับอย่างชัดเจน ว่าไม่ว่าเศรษฐกิจจะแย่แค่ไหน หรือตัวเองจะต้องอดมื้อกินมื้อ แต่ลูก ๆ 4 ขาจะต้องอิ่ม เมื่อเดินเข้าร้านอาหารสัตว์ จ่ายแพงแค่ไหนก็ย่อมได้ โดยต้องไม่ลดเกรดหรือเปลี่ยนยี่ห้อเด็ดขาด ส่วนตัวเองนั้น กลับไปกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเอาก็ได้!
ข้อมูลจาก ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ttb analytics ประเมินว่าในปี 2569 นี้ มูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงไทยจะแตะระดับ 100,000 ล้านบาท และที่น่าสนใจก็คือ พลังการเปย์ของกลุ่ม Pet Parent หรือก็คือกลุ่มคนที่เลี้ยงสัตว์เหมือนลูก ยอมควักกระเป๋าจ่ายสูงถึงปีละ 41,100 บาทต่อตัว คิดเป็นมูลค่าที่สูงกว่าการเลี้ยงแบบปล่อยอิสระถึง 5 เท่า (เลี้ยงแบบปล่อย จ่ายแค่ราว ๆ 7,745 บาท/ปี)
ตัวเลขที่ใกล้เคียงกันของ CMMU ก็ฉายให้เห็นภาพเดียวกัน ว่าตลาดสัตว์เลี้ยงไทยโตเฉลี่ยปีละ 13.2% จาก 33,000 ล้านบาทในปี 2562 ขึ้นมาเป็น 92,000 ล้านบาทในปี 2568 และจะทะลุ 1.01 แสนล้านบาทในปี 2569 นี้ เฉลี่ยแล้วคนไทยทุ่มเงินดูแลสัตว์เลี้ยงสูงถึง 50,500 บาทต่อตัวต่อปี ซึ่งคิดเป็นมูลค่าที่สูงกว่าการเลี้ยงสัตว์แบบระบบเปิดหรือปล่อยอิสระทั่วไป ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 7,910 บาทต่อตัวต่อปี ถึงเกือบ 6 เท่า
ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลที่ว่า คนไทยที่เลี้ยงสัตว์ร้อยละ 65 มองสัตว์เลี้ยงเป็นลูกหรือสมาชิกครอบครัว ร้อยละ 33 เลี้ยงเพื่อคลายเหงา ส่วนร้อยละ 2 เลี้ยงสัตว์เพื่อการบำบัดเยียวยาจิตใจ อย่างไรก็ตาม มันก็คือกราฟที่สวนทางกันชัดเจนกับอัตราเด็กเกิดใหม่ของไทยที่ต่ำลงทุกปี จากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมไทยที่ครอบครัวมีขนาดเล็กลง คนรุ่นใหม่ที่ไม่อยากมีลูกเพิ่มขึ้น วิถีชีวิตคนเมืองที่นิยมอยู่คนเดียวมากขึ้น รวมถึงโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ล้วนเป็นปัจจัยส่งเสริมให้คนเมืองหันมานิยมเลี้ยงสัตว์กันมากขึ้น โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เมืองที่คนอยู่คนเดียวเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ค่าเลี้ยงลูกที่แพงขึ้นทุกปีถูกเปลี่ยนทิศไปเป็นค่าเลี้ยงหมาแมวแทน
หมาแมวเป็นเหมือนลูก คอนเทนต์อวดลูกจึงมาแรง
เนื่องจากปัจจุบัน สัตว์เลี้ยงมีบทบาทต่อเจ้าของมากขึ้
อย่างไวรัลล่าสุดที่กำลังเป็นที่ฮือฮาบนเฟซบุ๊ก เมื่อการร่วมบริจาคเงินเพื่อสมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยของโรงพยาบาลหลายแห่ง กลายเป็นพื้นที่ของการ “อวดลูก ๆ” ที่เหล่าพ่อแม่ต่างพากันร่วมทำบุญในนามของสัตว์เลี้ยงลูกรัก อวดทั้งความน่ารักและบางรายก็อวดความเป็นลูกพระยานาหมื่นด้วยจำนวนเงินบริจาค ให้ลูก ๆ ได้เข้าข่ายเป็นผู้บริจาครายใหญ่ ใบอนุโมทนาบัตรทางออนไลน์เต็มไปด้วยภาพของเหล่าสัตว์เลี้ยงที่ได้ชื่อว่า “นักบุญทุนพ่อแม่” ไม่ว่าจะเป็นหมา แมว ไก่ นก เต่า วัว ยันพารามีเซียม ร่วมกันสมทบทุน พ่อแม่ก็ภูมิใจที่ลูก ๆ ได้มีพื้นที่สื่อจนเป็นที่รู้จัก
ดูเหมือนว่าปรากฏการณ์ Treatonomics หรือก็คือการยอมทุ่มเงินก้อนเล็ก ๆ เพื่อซื้อความสุขและเยียวยาใจด้วยสัตว์เลี้ยงแสนรัก ในวันที่เป้าหมายใหญ่ ๆ ดูไกลเกินเอื้อมและยากจะไขว่คว้า เพราะเหล่าสัตว์เลี้ยงได้กลายเป็นพื้นที่แห่งความสุขในการมอบความรักของคนไทยจำนวนมากไปแล้ว หลายคนยอมตัดค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน แต่ไม่ลดเกรดอาหารน้องหมาและเกรดทรายแมวของน้องแมว ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าเจ้าของพร้อมทุ่มเทงบประมาณและใส่ใจคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยง เปรียบเสมือนการเลี้ยงดูบุตรคนหนึ่ง ทั้งด้านอาหาร เกรดพรีเมียม การแพทย์ และสินค้าบริการที่เกี่ยวข้อง





























