อีกเพียงไม่กี่วัน ประเทศไทยกำลังจะมีการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคใหญ่ อีกครั้ง ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี โดยมีกำหนดจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงได้เชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมชมการฝึกซ้อมและเฝ้ารับเสด็จฯ ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค พุทธศักราช 2569 ตามกำหนดการพิธีซ้อมใหญ่ ครั้งที่ 1 ในวันพุธที่ 21 ตุลาคม 2569 และครั้งที่ 2 ในวันพุธที่ 28 ตุลาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 12.00-18.00 น. ซึ่งประชาชนสามารถร่วมชมการฝึกซ้อมและเฝ้ารับเสด็จฯ ได้บริเวณริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่สะพานกรุงธนบุรีถึงวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร
เนื่องจากขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เป็นพระราชพิธีสำคัญของไทยที่มีความโดดเด่นทั้งด้านประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม วัฒนธรรม และภูมิปัญญาการเดินเรือ โดยเป็นกระบวนเรือพระราชพิธีที่จัดขึ้นในแม่น้ำ มีเรือพระที่นั่งและเรือประกอบกระบวนจำนวนมากเรียงลำดับอย่างเป็นระเบียบ พร้อมฝีพายที่พายเรือให้เคลื่อนไปพร้อมกันอย่างสง่างาม Tonkit360 จึงได้รวบรวมเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับพระราชประเพณีทางน้ำนี้มาให้ทราบกัน
ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย
ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เป็นขบวนเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำของกองทัพและขบวนเรือของพระมหากษัตริย์ที่เป็นราชประเพณีไทยที่มีมาแต่โบราณ ในอดีต จัดขึ้นเพื่อการสงคราม การเสด็จพระราชดำเนินไปทำนุบำรุงศาสนา เช่น การถวายผ้าพระกฐิน หรือการเสด็จฯ แปรพระราชฐานไปยังหัวเมืองต่าง ๆ และในปัจจุบัน จัดเป็น พระราชพิธีสำคัญในโอกาสพิเศษ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก หรือการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร
พบหลักฐานทางประวัติศาสตร์กล่าวถึงเรือพระราชพิธีตั้งแต่สมัยสุโขทัย เกี่ยวกับการใช้เรือในพระราชพิธีลอยประทีป และมีพัฒนาการต่อเนื่องในสมัยอยุธยา ซึ่งถือเป็นยุคทองของขบวนเรือ มีการกะเกณฑ์กำลังพลและแบ่งขบวนเรืออย่างเป็นระบบ โดยในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ขบวนเรือได้รับการบันทึกว่ายิ่งใหญ่ตระการตา มีเรือเข้าร่วมมากกว่า 100-200 ลำ ต่อมาในสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ ได้รับการฟื้นฟูและสืบทอดมา โดยมีการสร้างเรือพระที่นั่งสำคัญหลายลำขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 5
หลังจากงดเว้นไปช่วงหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูขบวนพยุหยาตราทางชลมารคขึ้นอีกครั้งในปี พ.ศ. 2500 และทรงอนุรักษ์การกาพย์เห่เรือไว้ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรม
เรือพระที่นั่งสำคัญมี 4 ลำ
ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ แต่ละลำมีรูปแบบและลวดลายเฉพาะตัว สะท้อนศิลปกรรมไทยและคติความเชื่อที่สืบทอดมา ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ซึ่งมีรูปพระวิษณุประทับบนครุฑบริเวณหัวเรือ เรือพระที่นั่งลำนี้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2539 เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี โดยกองทัพเรือและกรมศิลปากรร่วมดำเนินการ
- เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ โขนเรือเป็นรูปหัวหงส์ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 และเสร็จสมบูรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้รับการยกย่องจากองค์การเรือโลก (World Ship Trust) ให้เป็นมรดกทางทะเลของโลก
- เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช โขนเรือเป็นรูปพญานาค 7 เศียร ปิดทองแท้สลักลาย ใช้เป็นเรือสรงหรือเรือทรงผ้าพระกฐิน
- เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 โขนเรือเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ จัดสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 9 ในโอกาสทรงครองราชย์ครบ 50 ปี (พ.ศ. 2539)
- เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ โขนเรือจำหลักลายเป็นรูปพญานาคจำนวนมาก
มีบทเห่เรือช่วยกำกับจังหวะและสร้างความสง่างาม
หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคมีความไพเราะและศักดิ์สิทธิ์ คือ การเห่เรือ ซึ่งการเห่เรือนั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการเดินเรือไทย บทเห่เรือมีทั้งความไพเราะทางภาษาและจังหวะที่สัมพันธ์กับการพาย เพื่อให้ฝีพายพายเรือได้อย่างพร้อมเพรียงกันตามจังหวะ และช่วยผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อย สำหรับบทเห่เรือ แต่งด้วย กาพย์ยานี 11 และโคลงสี่สุภาพ บอกเล่าเรื่องราวการชมริ้วขบวนเรือ ชมปลา ชมไม้ บทเกี้ยวพาราสี หรือการสรรเสริญพระบารมี โดยกาพย์เห่เรือพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร หรือเจ้าฟ้ากุ้ง เป็นวรรณคดีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประเพณีนี้
ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค พุทธศักราช 2569
ปัจจุบันการจัดริ้วกระบวนเรือพระราชพิธีในการเสด็จพยุหยาตราชลมารคเป็นไปในแนวทางการจัดกระบวนทัพเรือโบราณตามที่ปรากฏหลักฐานสมัยกรุงศรีอยุธยาที่สืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นริ้วกระบวนเรือพระราชพิธีประกอบด้วยเรือ 52 ลำ จัดเรียงกันเป็นริ้วกระบวน 5 ริ้ว ความยาว 1,200 เมตร กว้าง 90 เมตร โดยใช้กำลังพลประจำเรือในขบวนเรือพระราชพิธี รวมทั้งสิ้น 2,200 นาย และในขบวนเรือพระราชพิธี ประกอบด้วยเรือประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1. เรือริ้วสายกลาง จำนวน 10 ลำ ประกอบด้วย
- เรือพระที่นั่งทรง จำนวน 1 ลำ คือ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เป็นเรือพระที่นั่ง สำหรับพระมหากษัตริย์ ทรงประทับ
- เรือพระที่นั่งทรงสำรอง จำนวน 2 ลำ คือ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์
- เรือทรงผ้าไตร จำนวน 1 ลำ คือ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช
- เรือกลองใน-เรือกลองนอก จำนวน 2 ลำ ประกอบด้วย
- เรือกลองใน คือ เรือเรือแตงโม เป็นเรือสำหรับ ผู้บัญชาการขบวนเรือ
- เรือกลองนอก คือ เรืออีเหลือง เป็นเรือสำหรับ รองผู้บัญชาการขบวนเรือ
- เรือตำรวจ จำนวน 3 ลำ ประกอบด้วย เรือตำรวจ 1-3 ซึ่งเป็นเรือของพระตำรวจ มีหน้าที่เป็นองครักษ์
- เรือแซง จำนวน 1 ลำ คือ เรือแซง 7 ซึ่งเป็นเรืออารักขาพระมหากษัตริย์
2. เรือริ้วสายใน จำนวน 2 ริ้ว ริ้วละ 7 ลำ รวมเป็น 14 ลำ ประกอบด้วย
- เรือประตูหน้า จำนวน 2 ลำ ประกอบด้วย เรือทองขวานฟ้า และเรือทองบ้าบิ่น เป็นเรือนำริ้วขบวน
- เรือพิฆาต จำนวน 2 ลำ ประกอบด้วย เรือเสือทะยานชล และเรือเสือคำรณสินธุ์ เป็นเรือนำขบวนที่ใช้ในการรบ
- เรือรูปสัตว์ จำนวน 8 ลำ ประกอบด้วย เรืออสุรวายุภักษ์ เรืออสุรปักษี เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ เรือกระบี่ปราบเมืองมาร เรือพาลีรั้งทวีป เรือสุครีพครองเมือง เรือครุฑเหินเห็จ และเรือครุฑเตร็จไตรจักร เป็นเรือที่แกะสลักหัวเรือเป็นรูปสัตว์จริงหรือสัตว์ในเทพนิยาย เพื่อบอกถึงเรือลำใดเป็นของกรมใด หรือขุนนางผู้ใด
- เรือคู่ชัก จำนวน 2 ลำ ประกอบด้วย เรือเอกไชยเหินหาว และเรือเอกไชยหลาวทอง เป็นเรือชักลากเรือพระที่นั่ง เช่น ชักลากเรือพระที่นั่งเมื่อน้ำเชี่ยว ต้องการให้แล่นเร็วขึ้น เป็นต้น
3. เรือริ้วสายนอก จำนวน 2 ริ้ว ริ้วละ 14 ลำ รวม 28 ลำ ประกอบด้วย
- เรือดั้ง จำนวน 22 ลำ ประกอบด้วย เรือดั้ง 1-22 เป็นเรือป้องกันหน้าขบวนเรือ
- เรือแซง จำนวน 6 ลำ ประกอบด้วย เรือแซง 1-6 เป็นเรืออารักขาพระมหากษัตริย์
จะเห็นได้ว่า ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค นั้น เป็นความวิจิตรตระการตาของพระราชประเพณีทางน้ำที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน ผ่านริ้วขบวนเรือพระราชพิธีอันสง่างาม ซึ่งสะท้อนประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาไทย จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในพระราชพิธีทางน้ำที่งดงามและทรงคุณค่าของโลก




























