
น่าจะประมาณเดือนที่แล้วเห็นจะได้ ช่วงที่ซีรีส์ไทยเรื่อง อย่า กลับ บ้าน กำลังเป็นกระแสแรง ๆ อยู่ในโลกออนไลน์ ความที่ไถฟีดเฟซบุ๊กหาอะไรอ่านไปเรื่อย ๆ ก็ไปพบเข้ากับตัวอย่างของซีรีส์ไทยจาก Netflix อีกเรื่องที่กำลังจ่อคิวเตรียมลงสตรีมในช่วงเดือนหน้า (ซึ่งก็คือเดือนธันวาคม) ในตัวอย่างดันเจอหน้าคูม “อิ้งค์ วรันธร” เจ้าแม่เพลงเศร้า ที่โผล่มาแบบแว่บหนึ่ง ก็เลยนึกสนใจขึ้นมาทันทีว่าคูมอิ้งค์วางไมค์ชั่วคราวแล้วหันมาลงจอแล้วสินะ ตอนนั้นก็เลยจำชื่อเรื่องของซีรีส์ไว้ก่อน (ไม่จำวันฉาย) เดี๋ยวพอถึงเดือนหน้าแล้วค่อยเข้า Netflix ไปหาดูอีกทีว่าปล่อยสตรีมหรือยัง
แต่ก็ยังไม่ทันจะได้เข้าไปคุ้ย ๆ ใน Netflix ว่าซีรีส์เรื่องนั้นปล่อยสตรีมหรือยัง ก็ดันไปเห็นรีวิวแบบผ่าน ๆ ในเฟซบุ๊กเข้าเสียก่อน ก็เลยรู้แน่ชัดว่าซีรีส์ปล่อยแล้ว แต่ดูเหมือนว่าซีรีส์เรื่องนี้จะไม่เป็นกระแสดังเท่า อย่า กลับ บ้าน, สืบสันดาน หรือสาธุ แต่ก็ไม่เป็นไร ตั้งใจไว้แล้วว่าจะดูก็ดูเลย อยากรู้เหมือนกันว่าซีรีส์ Netflix สัญชาติไทยจะมีอะไรใหม่ ๆ ว้าว ๆ มานำเสนออีก

ซึ่งหลังจากเปิด Netflix เข้าไปพิมพ์หาชื่อเรื่องตามที่จำมา ก็ได้มีโอกาสโฟกัสกับชื่อภาษาอังกฤษของซีรีส์แบบจริงจัง ที่ใช้ชื่อ ว่า Tomorrow and I น่าสนใจที่ Tomorrow ไม่ได้แปลว่า “พรุ่งนี้” แต่แปลว่า “อนาคต” แน่นอนแหละว่าพรุ่งนี้มันก็เป็นอนาคตเหมือนกัน เพียงแต่มันมีขอบเขตที่ใกล้กว่า เพราะผ่านไป 24 ชั่วโมง พรุ่งนี้ก็มาถึงจนกลายเป็นปัจจุบัน แต่อนาคตมันไม่ได้มีขอบเขตที่แน่นอนว่าเมื่อไร มันแค่ยังมาไม่ถึง มันก็ยังคงเป็นอนาคตไปเรื่อย ๆ
อนาคต หรือ Tomorrow and I เป็นซีรีส์ไทยเรื่องล่าสุดใน Netflix นำเสนอวิถีชีวิตในอนาคตของประเทศไทยที่มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้กันอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น เป็นเมืองไทยในอนาคตที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีชนิดที่ว่าเกลื่อนเมืองไปหมด อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า “เทคโนโลยี” เหล่านี้จะเข้ามาท้าทายกับ “ขนบไทย” มากกว่าที่จะประสานให้กลมกลืนกัน นำเสนอออกมาเป็นเรื่องราว 4 ตอนจบ เป็น 4 เรื่อง 4 ประเด็น 4 รสชาติที่มีความแตกต่างกัน แต่นำเสนอ “อนาคตในแบบไทย ๆ” ที่มองยังไงก็แค่เป็นยุคที่ประเทศไทยเอาเทคโนโลยีล้ำหน้าเข้ามาใช้ประโยชน์เท่านั้น แต่สัมผัสไม่ได้ว่าเทคโนโลยีสุดล้ำ มันนำพาประเทศไปสู่จุดที่พัฒนาแล้วแต่อย่างใด
คนที่เขาเกิดมาแล้วเกลียดร่างกายตัวเอง โคตรทรมานเลยนะเว้ย มันเหมือนกับ เหมือนกับคนไม่มีบ้านอยู่

“นิราศแกะดำ” เป็นเรื่องที่เรารู้สึกว่าพล็อตหักมุมที่สุดแล้วในบรรดา 4 เรื่อง เรื่องย่อคร่าว ๆ ก็คือ จะเล่าเรื่องราวความรักของ “นนท์” สถาปนิกหนุ่ม และ “นุ่น” สาวเก่งที่เป็นทั้งแพทย์พ่วงด้วยการนักบินอวกาศหญิงคนแรกของไทย เธอมีผลงานสุดเจ๋งอย่างโปรเจกต์ 3D Organ Printing ซึ่งจริง ๆ การพรินต์อวัยวะไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการวิทยาศาสตร์ เพียงแต่มันยังไม่มีใครทำสำเร็จ หากเธอทำได้สำเร็จ การค้นพบของเธอจะช่วยชีวิตผู้ป่วยได้จำนวนมหาศาล เพราะไม่ต้องพึ่งพาการบริจาคอวัยวะอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม โปรเจกต์ดังกล่าวทำให้นุ่นต้องเดินทางไปดวงจันทร์เป็นเวลา 3 ปี เพื่อทำการทดลองเพาะเลี้ยงหัวใจในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ
ในระหว่างที่นุ่นทำภารกิจเสร็จสิ้นและกำลังเดินทางกลับโลก ก็เกิดเหตุสลดขึ้น นนท์ที่รักนุ่นมากทำใจเรื่องการจากไปของเธอไม่ได้ จึงมีความคิดที่จะ “โคลนนิ่ง” ร่างของนุ่นขึ้นมาใหม่ โดยไปขอความช่วยเหลือจาก “หมอวี” เพื่อนสนิทของนุ่น ที่ทำธุรกิจโคลนนิ่งร่างสัตว์เลี้ยงที่จากไปแล้ว แต่การโคลนร่างของมนุษย์เป็นเรื่องผิดกฎหมาย นอกจากนั้น การโคลนนิ่งครั้งนี้ยังทำให้นนท์ล่วงรู้ความลับบางอย่างของนุ่นที่เขาเองก็ไม่เคยรู้มาก่อน เนื่องจากการโคลนนิ่งจำเป็นต้องดึงข้อมูลความทรงจำทุกอย่างจากสมองของร่างต้นแบบออกมาเพื่อถ่ายโอนไปยังร่างโคลน ความทรงจำในสมองของนุ่นนี่แหละที่เป็นปัญหา และได้กลายเป็นบททดสอบความรักของนนท์ที่มีต่อนุ่นไปโดยปริยาย

เปิดมาเรื่องแรกก็ชงมาซะเข้มเลยล่ะขอบอก เพราะมันเป็นการหยิบยกประเด็นที่ท้าทายทั้งเรื่องศีลธรรม กฎหมาย อีกทั้งยังแหกกฎธรรมชาติในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด และจบลงแบบเศร้า ๆ แต่ประทับใจมาก ๆ ในเรื่องของการค้นหาตัวตนขึ้นมาเล่นอีก อย่างที่บอกไปตอนต้นก็คือ ความทรงจำบางอย่างในสมองของนุ่น กลายเป็นสิ่งที่ท้าทายความรักของนนท์ขึ้นมาเฉย พอดูจบแล้วแบบ เอ้อ! หาให้ได้นะ คนที่เขารักในตัวตนของเราจริง ๆ รักทุกอย่างที่เป็นเรา รักที่เราเป็นแบบนี้ รักเราจนอนุญาตให้เราได้รักตัวเอง ถ้าหาไม่เจอ ก็จงอย่าเสียดายที่จะแห้งตายไปแบบนี้ 555
จริง ๆ ถ้าจั่วหัวขึ้นมาว่าการค้นหาตัวเองของนุ่นเป็นประเด็นเกี่ยวกับอะไร มันก็เหมือนสปอยล์ไปเกินครึ่งเรื่องแล้วอะ เผื่อใครไม่ชอบการถูกสปอยล์ก็จะไม่บอกละกัน มันเป็นความลึกซึ้งที่อยากให้ไปลองดูกันเองมากกว่า ที่สำคัญคืออยากให้เห็นการแสดงของ “พี่บอย ปกรณ์” ที่แสดงออกมาได้ดีมาก สื่อสารความรู้สึกของคนที่สูญเสียคนรักและพยายามทำทุกวิถีทางที่จะให้เธอกลับมาจากความตายได้แบบใจเจ็บตามเลย บีบหัวใจโคตร ๆ ที่สำคัญคือความรักของนนท์ที่มีให้นุ่น อยากจะเอามือป้องปากแล้วตะโกนถามว่า ผู้ชายแบบนนท์เนี่ยมีอีกไหมค้าาา หาได้ที่ไหนเอ่ย? เพราะนนท์ไม่ควรมีคนเดียวจริง ๆ ขนาดจะเอาเธอกลับมา ยังเสียสละที่จะให้เธอกลับมา “แบบที่เธออยากเป็น” เลย

เพราะตัวนนท์ตระหนักแล้วแหละว่าเขาอยากให้คนที่เขารักได้มีความสุขจริง ๆ สักที ด้วยชีวิตที่จบไปของนุ่น เธอเคยทรมานกับการที่ต้องอดทนอยู่กับสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเธอ โดนบีบบังคับสารพัดให้เธอต้องเป็นในสิ่งที่ควรจะเป็นและพ่อแม่อยากให้เป็น มากกว่าที่จะได้เป็นตัวเอง ไหน ๆ เธอก็จะมีโอกาสกลับมามีชีวิตอีกครั้งทั้งที่มันฝืนระบบทุกอย่างแถมยังต้องทำด้วยความยากลำบาก ชีวิตใหม่ของเธอก็ควรจะได้มีชีวิตแบบที่เธออยากมี ได้เป็นในสิ่งที่เธออยากเป็นมากกว่า แค่ตัดสินใจ “เปลี่ยน” บางอย่างของนุ่นเท่านั้น เพื่อให้นุ่นที่เคยไม่มีความสุขกับชีวิต ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่สุขสมหวัง ส่วนตัวของนนท์จะขอเป็น “บ้าน” ที่ช่วยประคับประคองและสนับสนุนให้เธอได้เป็นในสิ่งที่เธออยากเป็นก็พอ
วิธ เจสไม่ได้แค่อยากรวย แต่เจสอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง

“เทคโนโยนี” ขอบอกว่าเรื่องนี้ค่อนข้างจะดูยากนิดนึง ไม่ใช่เพราะดัดจริตรับไม่ได้ที่มันนำเสนอเรื่องของเซ็กซ์แบบฉ่ำ ๆ หรอกนะ แต่มันมีความตรงกันข้ามของการนำเสนอความล้ำของเทคโนโลยี Sex Robot ที่แบบโคตรล้ำ ฟังก์ชันต่าง ๆ เหมือนจริงสุด แต่ดันนำมานำเสนอด้วยมูดแอนด์โทนสไตล์ยุค 60s กลิ่นอายของสุนทรียะแบบโบราณที่เราเข้าไม่ถึง มันทำให้รู้สึกว่าดูยาก บวกกับความกระอักกระอ่วนใจนิด ๆ ที่ตัวเนื้อเรื่องนำเสนอเรื่องเซ็กซ์แบบโฉ่งฉ่างไปหน่อย ดูไม่มีศิลปะในการนำเสนอเลย ก็ยิ่งทำให้ดูยากขึ้นไปอีก
สำหรับพล็อตเรื่องของเรื่องนี้จะอ้างอิงถึงดินแดนสมมติแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า กามาลอร์ (Gamalore) ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าจริง ๆ จะสื่อถึงความปลอมเปลือกจากคำว่า “กำมะลอ” มากกว่า ดินแดนแห่งนี้ปฏิเสธการมีอยู่ของอุตสาหกรรมเซ็กซ์ และไม่ยอมรับว่ามีการค้าประเวณี ทั้งที่มันเป็น soft power ของแทร่ของดินแดนนี้ด้วยซ้ำ จนทำให้ “เจสสิก้า” สาวเก่งและแกร่ง ลูกสาวของหญิงขายบริการคนหนึ่ง ลุกขึ้นมาท้าทายระบบคร่ำครึของดินแดนแห่งนี้ด้วยการปลุกปั้นธุรกิจสตาร์ตอัปที่มีชื่อว่า “PARADISE X” ขึ้นมา เพื่อหวังจะสร้างรายได้เข้าประเทศและเปลี่ยนดินแดนกามาลอร์ให้เป็นดินแดนสุดบันเทิงเริงใจที่สุดในโลก เหมือนได้ขึ้นสวรรค์ทั้งที่ยังไม่ตายก็ไม่ปาน

ส่วนผลิตภัณฑ์ที่เธอนำมาเสนอขายก็ไม่ใช่อะไรหน่อมแน้มแบบ Sex Toy แต่มันคือของจริงอย่าง Sex Robot ที่พัฒนาขึ้นโดยอาศัยฐานข้อมูลจากเหล่าโสเภณีตัวแม่ผู้มีประสบการณ์ช่ำชอง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ Sex Robot สามารถเสิร์ฟสุขเรื่องบนเตียงได้อย่างไม่มีความบกพร่องใด ๆ และคนที่รับหน้าที่เป็นผู้ทดสอบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ก็ไม่ใช่ใครอื่น “วิธ” แฟนหนุ่มของเจสสิก้านั่นเอง หุ่นทุกรุ่นที่ผลิตออกขาย เขาที่คลั่งไคล้ในเรื่องเซ็กซ์ทดสอบมาหมดแล้ว การันตีได้ว่าหุ่นยนต์ทุกรุ่นเด็ดจริง
ถ้าเรื่องแรกชงมาเข้ม เรื่องที่สองก็ปรุงมาซะแซ่บ! แต่ก็นะ ด้วยความที่มันนำเสนอตรงเกินไปจนขาดศิลปะในการนำเสนอ มันเลยแข็งทื่อไปหมด โฉ่งฉ่างเกินความจำเป็น พอใส่การนำเสนอกลิ่นอายโบราณ ๆ เข้าไปอีกมันเลยรู้สึกขัด ๆ ดูแล้วไม่ลื่นไหลเท่าไร ส่วนตัวเนื้อเรื่องก็เหมือนพยายามจะใส่ความหักมุมเข้าไปนิดนึง ผลปรากฏว่าดันเดาง่ายไปหน่อย เลยลดความตื่นเต้นในการดูไปเยอะ แถมยังจบแบบที่เราไม่เห็น “ความเปลี่ยนแปลง” แบบที่ตัวเจสสิก้าอยากจะเห็น ก็นึกว่าเธอจะสู้ยิบตาจนฝ่าด่านโหด นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้จริง ๆ ซะอีก

ที่พอจะชวนลุ้นระหว่างทางก็คือ การที่เจสสิก้ากำลังทำสิ่งที่ท้าทายระบบนั่นแหละ แรก ๆ ดูเหมือนว่าเธอแค่อยากเอาชนะขนบดั้งเดิมของประเทศนี้ (กามาลอร์) ฉากโต้เถียงกับตัวแทนรัฐบาลเลยดูใส่อารมณ์ เถียงข้าง ๆ คู ๆ ไม่มีชั้นเชิง ไม่โชว์ความว้าวของผู้หญิงระดับ CEO ที่พาธุรกิจแหกด่านศีลธรรมอันดีมาขนาดนี้เลย ทั้งที่เราคาดหวังคำพูดเด็ด ๆ แบบที่ฝ่ายตรงข้ามเถียงไม่ออกหน้าหงาย แต่ทำไม่ถึงไง ที่สำคัญ การที่ธุรกิจของเธอถูกโจมตีอย่างหนักจากคนในสังคม หรือที่ภาครัฐมองว่ามันขัดต่อศีลธรรมอันดีงามของบ้านเมือง ประเด็นหลักไม่ใช่เพราะประเด็นเรื่องเซ็กซ์ แต่เป็นเรื่อง “หุ่นยนต์” ต่างหาก ตัวซีรีส์ก็ไม่พยายามดันหรือตอบคำถามเท่าไรว่าทำไมต้องเป็นหุ่นยนต์
แต่ก็มีจุดที่ประทับใจตรงที่นำเสนอความปากว่าตาขยิบของสังคมนี้ เมื่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์ธุรกิจของเธอมันรุนแรงจนถึงขั้นที่เธอต้องพยายามเข้าหาพวกคนใหญ่คนโต ติดสินบนหรือต้องทำอะไรต่าง ๆ นานาเพื่อให้ธุรกิจของเธอได้ไปต่อ มันก็ดูล้อกันไปกับความเป็นจริงดี ว่าพวกคนมีอำนาจได้ประโยชน์อะไรจากการที่ธุรกิจเรื่องเพศผิดกฎหมาย อีกทั้งยังสาวไปถึงปมของเจสสิก้าด้วย ส่วนตัว เราอ่านออกว่าทำไมเธอถึงพยายามผลักดันให้มีการใช้หุ่นยนต์เป็นเครื่องมือบำบัดความใคร่ในสังคมที่ไม่มี้ไม่มีโสเภณี แต่เรื่องดันทำไม่สุด เพราะไปให้ความสำคัญกับประเด็นที่เรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ซะ เรื่องโสเภณีก็ไม่เคลียร์ด้วย เข้าใจแล้วว่าทำไมเราถึงไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง
ท่านรู้สึกโดดเดี่ยวบ้างหรือเปล่า ที่ต้องรู้ว่าตัวเองเป็นบัวดอกเดียวที่บานสะพรั่ง ท่ามกลางบัวดอกอื่นในโคลนตม

“ศาสดาต้า” ถือเป็นเรื่องที่แหวกจากทั้ง 3 เรื่องอย่างชัดเจนตรงที่ใช้ความเป็นชายนำเรื่อง แตกต่างจากเรื่องอื่น ๆ ที่ชูความเจ๋งแบบตะโกนของผู้หญิง โชว์พลังการขับเคลื่อนสังคมไปสู่ความเปลี่ยนแปลงของผู้หญิง และเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ 2 คนที่ร่วมมือกันเพื่อพลิกวิกฤติ แต่เรื่องนี้ไม่มีตัวละครหลักเป็นผู้หญิงเลย แถมยังนำเสนอเรื่องในวงการสงฆ์ ที่ถูกกำหนดไว้ว่ามีแค่ผู้ชายเท่านั้นที่บวชได้ (กฎหมายไทยไม่ได้รับรองภิกษุณี) แถมยังท้าทายวงการสงฆ์ด้วยว่าถ้าผู้คนหันไปบูชา AI พระสงฆ์ในฐานะนักบวชที่มีหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาจะยังจำเป็นอยู่ไหม หรือให้พระเทค (โนโลยี) เข้ามาแทนที่เลยดี
ซีรีส์ตอนนี้จะนำเสนอเรื่องราวในวงการพระพุทธศาสนา ในยุคที่ผู้คนเสื่อมศรัทธาในตัวนักบวชของศาสนาเต็มกลืน เสียดสีเรื่องโจรที่ใช้ผ้าเหลืองหากินแบบเต็ม ๆ ไม่มีเซ็นเซอร์ สารพัดความระยำตำบอนในวงการสงฆ์แบบที่เราเห็นกันในข่าวนั่นแหละ ทำให้คนในช่วงปีนั้นไม่เหลือแม้แต่ความเกรงใจในผ้าเหลืองด้วยซ้ำ การที่ผู้คนหันหลังให้พระพุทธศาสนา ถูกสังเกตโดย “พระอเนก” อดีตวิศวกรไอทีของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่หันหน้าเข้าหาพระพุทธศาสนาตั้งแต่โยมแม่ตาย และยึดถือพระพุทธศาสนาเป็นสรณะตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
หลวงพี่อเนกเห็นว่าคนรุ่นใหม่หันไปใช้เทคโนโลยี AI สุดอัจฉริยะที่ชื่อว่า Ultra เป็นที่พึ่งแทนศาสนา AI ตัวนี้รวบรวมข้อมูลหลักธรรมคำสอนที่ถูกต้องตามพระไตรปิฎกเอาไว้ ด้วยความสามารถในการเรียนรู้ข้อมูลหรือดาต้าได้เป็นจำนวนมาก และมีระบบเก็บแต้มความดีที่จะได้รับแต้มเพิ่มทุกครั้งหลังจากทำภารกิจทำความดี แต้มสามารถอัปเลเวลได้ และสามารถนำไปแลกของรางวัลต่าง ๆ ได้ด้วย ตามคอนเซปต์ที่ “นีโอ” ผู้ออกแบบเชื่อและยึดถือว่า ทำบุญชาตินี้ก็ต้องได้รับผลบุญในชาตินี้ เพราะเขามีอดีตที่น่าเจ็บปวดจากการที่พ่อแม่เป็นคนที่งมงายจัด ๆ ในเรื่องการทำบุญและหวังจะได้รับผลบุญใจชาติภพหน้า จนนำไปสู่จุดจบที่น่าหดหู่

ก็นะ ด้วยความที่หลวงพี่อเนกเห็นช่องโหว่ของระบบแต้มบุญที่นำไปสู่ความเชื่อและการทำดีแบบผิด ๆ จงใจทำดีแบบปลอม ๆ เพื่อหวังแต้มบุญเอาไปแลกนั่นแลกนี่ จะทำบาปกับใคร ทำใครเดือดร้อนก็ไม่สน กูจะเอาแต้มบุญจากภารกิจต่าง ๆ หรือกลายเป็นเทรนด์ที่แข่งกันอวดแต้มบุญอย่างสนุกสนาน หาได้เข้าถึงแก่นของการทำความดีจริง ๆ จนนับวันการทำความดีของคนยิ่งถูกบิดเบือน ในฐานะที่ศึกษาพระพุทธศาสนามาจนถึงแก่นแล้ว ปล่อยไว้ไม่ได้ที่คนในสังคมจะเข้าใจอะไรผิด ๆ จึงหาวิธีให้ได้คุยกับคนสร้าง Ultra หลังจากได้คุย ก็มีเหตุผลพอที่จะทำให้คนเลิกศรัทธาพระสงฆ์ไปบูชา AI แทน แต่ AI ก็มีปัญหาในเรื่องของการเก็บข้อมูลของผู้ใช้ด้วย ที่ไม่อาจรู้ได้ว่าจะถูกนำไปทำอะไรบ้าง
แต่พระอเนก คือพระน้ำดีที่มีเหลืออยู่ไม่มากแล้ว เปรียบเหมือนกับดอกบัวที่โผล่พ้นน้ำ (ในบัว 4 เหล่า) สามารถบานสะพรั่งอย่างงดงาม ท่ามกลางดอกบัวใต้โคลนตมอื่น ๆ มากมาย นี่เป็นสิ่งที่นีโอค่อนแคะ และหยั่งเชิงว่าสุดท้ายพระอเนกจะเป็นบัวพ้นน้ำจริง ๆ ไหม หรือก็โลภมากละทางโลกไม่ได้แบบพระอื่น ๆ มันก็ดูชิงไหวชิงพริบอยู่นะ แต่ชวนรู้สึกอึดอัดชะมัด เพราะถึงนี่จะไม่ใช่คนสายบุญที่อุทิศตนเพื่อการทำความดี แต่ก็เป็นคนที่รู้จักผิดชอบชั่วดีมากพอที่จะรู้ว่า AI ของ Ultra ก็ทำขึ้นมาเพื่อหวังผลกำไร และพยายามจะให้ปัญญาประดิษฐ์เข้าไปแทนที่พระสงฆ์ในพระรัตนตรัย ซึ่งในฐานะตัวแทนสงฆ์ฝ่ายดี พระอเนกจะฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้กลับมาน่าศรัทธาเลื่อมใสอีกครั้งเอง
ในที่สุด พระอเนกก็สามารถกู้ศรัทธาในพระพุทธศาสนากลับมาจนได้ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ และความรู้ความสามารถของตัวเองที่ติดตัวมาตั้งแต่สมัยเป็นฆราวาส แต่ค่ะแต่ ช่วงเวลาแห่งความสุขสมหวังที่เกิดขึ้นในช่วงที่ยังมีเวลาเหลืออยู่ประมาณ 15 นาทีท้ายเรื่องเนี่ย มันไว้ใจไม่ได้ค่ะแม่! นี่ก็แอบคิดอยู่ว่ามันง่ายไปไหมวะที่จะมงลงสวย ๆ แบบนี้ แล้วก็เป็นอย่างที่คิดจริง ๆ คดีพลิกในตอนจบจ้า สุดท้ายมนุษย์เราก็โดนเทคโนโลยีสุดฉลาดเล่นงานเอาจนได้ (แต่นี่ไม่โทษเทคฯ นะ โทษความสะเพร่าของมนุษย์มากกว่า) ทำให้ในที่สุด สิ่งที่พระอเนกทำขึ้นมาก็มลายหายไป พังหมดทุกอย่าง และตัดสินใจที่จะคืนสู่ความปกติของตัวเอง ในขณะที่ Ultra ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ 555

สำหรับเรื่องที่ 3 นี่นะขอนอกเรื่องนิดนึง มันมีอยู่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราสามารถอดทนดูความน่าอึดอัดของเรื่องนี้ได้จนจบก็คือ เจ้า iBuddy เด็กวัด AI ของหลวงพี่อเนก แพ้ความน่ารักของเจ้านี่อ่าา มันเป็นสิ่งไม่มีชีวิตที่เขาสร้างคาแรกเตอร์ของมันได้น่ารักดี บวกกับความผูกพันที่เดินตามหลวงพี่บิณฑบาตมาหลายปี หลวงพี่แกก็จับแต่งองค์ทรงเครื่องเหมือนเณรน้อย นุ่งสบงห่มจีวร ต่อแขนกลไว้ค่อยถือย่ามพระด้วย แถมแกก็คอยชาร์จแบตนั่งขัดเช้าขัดเย็น ประคบประหงมชวนคุยเหมือนเป็นลูกในไส้ เห็นชัดเลยว่าหลวงพี่แกก็รักของแกอะนะ ส่วนอิเจ้า iBuddy นี่ก็อยู่เป็น ช่างฉ้อเลาะ ทำตัวเหมือนมีจิตใจไม่ใช่แค่หุ่นยนต์
ทำไมเขาใช้โลกไม่เผื่อเราเลยวะ ใช้เหมือนว่าจะไม่มีคนมาใช้ต่อจากเขา

“เด็กหญิงปลาหมึก” เป็นเรื่องราวที่ดูแล้วเบากว่าอีก 3 เรื่องที่ผ่านมา แต่กลับเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเราที่สุด และสร้างความเดือดร้อนในทุกหย่อมหญ้า ด้วยสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ถูกหยิบโยงให้เข้ากับการเมือง การบริหารจัดการปัญหาของรัฐบาลที่ดูแลประชาชนไม่ทั่วถึง (หรือตั้งใจละเลยกันแน่) ทำให้คุณภาพชีวิตของคนบางกลุ่มต้องได้รับความเดือดร้อนมากกว่าคนอื่น ๆ หรืออาจจะเป็นที่รองรับมหาภัยพิบัติทั้งมวลก็ได้ เป็นกลุ่มที่ต้องจำใจยอมเสียสละรับความเดือดร้อนทุกอย่างไว้เพื่อช่วยเหลือคนในพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางของประเทศ ที่จะได้รับความเสียหายไม่ได้ ตรงกับคำที่ว่า “ฝนตกทั่วฟ้า แต่เปียกไม่เท่ากัน”
ซีรีส์เรื่องนี้นำเสนอปัญหาสิ่งแวดล้อมเมื่อโลกมาถึงจุดที่ทุกแห่งทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับปรากฏการณ์ “ฝนอึด” เป็นภัยธรรมชาติที่เกี่ยวเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน มีฝนตกต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืนโดยไม่มีหยุดมานานถึง 2 ปีกว่าแล้ว ไม่มีแดดและก็ไม่มีความหวังด้วย (กรี๊ด! ถ้ามันเกิดขึ้นจริง ๆ ฉันตายแน่ ๆ แค่ฝนตกผิดฤดูเมื่อเช้าวันศุกร์ก็ขนลุกจะแย่) เพราะพื้นที่หลายแห่งเริ่มจมน้ำเนื่องจากน้ำระบายไม่ทัน แต่เนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2572 (ซีรีส์เรื่องนี้จะมาก่อนกาลไหมวะ) ทุกจังหวัดปรับผังเมืองให้สูงขึ้น หรือก็คือสร้างเมืองที่เหนือขึ้นไปจากที่เราอยู่กันในปี 2567 คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่กันที่เมืองชั้นบน ส่วนเมืองชั้นล่างเดิม ถูกปล่อยร้างให้เป็นพื้นที่ระบายน้ำ
แต่…มีบางชุมชนที่ยังต้องใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองชั้นล่าง โดยเฉพาะเด็กตัวเล็ก ๆ อย่าง “เด็กหญิงกัลปังหา” และ “เด็กหญิงมุกมาดา” สองสาวเพื่อนซี้จากชุมชนสลัมนีโอคลองเตย พวกเธอและคนในชุมชนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ต้องใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองชั้นล่าง รองรับน้ำทั้งจากบนฟ้าและเมืองชั้นบน ไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาช่วยเหลือ ต้องคอยกังวลว่าบ้านจะจมน้ำเมื่อไร และยังต้องกังวลกับอาการเจ็บป่วยที่มากับน้ำอีก แต่ความสิ้นหวังของพวกเขาก็ดูมีแสงสว่างขึ้นมา เมื่อพวกเขาดูข่าวแล้วพบว่าองค์การอนามัยโลกค้นพบวิธีการเอาตัวรอดในสภาวะฝนตกไม่หยุด คือ “วัคซีนมนุษย์น้ำ” ที่มีตัวยาต้านไวรัสและแบคทีเรียที่มากับน้ำ แต่วัคซีนนี้มีผลข้างเคียง คือจะมีหนวดปลาหมึกงอกออกมาใต้คาง!

ถึงมันจะดูประหลาดแต่ก็เป็นวิธีที่จะรอดตาย อย่างไรก็ตาม เรื่องวัคซีนดูจะห่างไกลจากพวกเขา เมื่อรัฐบาลทหารของไทยในเวลานั้นไม่สนับสนุนวัคซีนตัวประหลาดนี่ เด็กหญิง 2 คนทนดูความเดือร้อนของผู้ใหญ่ในชุมชนไม่ไหว และรู้สึกว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเฮงซวยเกินไป จึงมานั่งปรึกษากันตามประสาเด็ก ๆ ว่าด้วยกำลังของเด็กผู้หญิงแค่ 2 คนจะพอทำอะไรได้บ้าง ทันใดนั้น เด็กหญิงมุกที่เห็นโฆษณาหนึ่งบนบิลบอร์ดใหญ่ก็ปิ๊งไอเดียหนึ่งขึ้นมา ส่งเด็กหญิงปังไปทำภารกิจสำคัญที่เด็กทำได้ ด้วยความตั้งใจที่จะกอบกู้สลัมนีโอคลองเตยให้ได้กลับมาใช้ชีวิตที่ดีอีกครั้ง
เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวมั้งที่น่าจะสะท้อนถึงอนาคตของประเทศไทยในอีกหลายปีข้างหน้าได้ตรงปกที่สุดละ 555 ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ทุกอย่างเหมือนถูกแช่แข็งให้อยู่เหมือนเดิม ก็แบบในปัจจุบันที่แทบไม่มีอะไรต่างจากอดีตเลย อนาคตที่ว่าก็คงไม่ต่างจากที่เป็นอยู่ในปัจุบันเท่าไรหรอก ถ้าไม่นับความเฮงซวยของพาร์ทรัฐบาล ก็เป็นตอนที่นำเสนอได้น่ารักดี ความไร้เดียงสาของเด็ก ๆ ที่อยากช่วยเหลือชุมชนสลัมของตัวเองให้พ้นวิกฤติ แถมมีแมวส้มปีศาจที่กลายพันธุ์เพราะน้ำท่วมมาสร้างสีสันด้วย ที่สำคัญคือ “พี่นีออน” ที่เด็กหญิงมุกคลั่งไคล้อยู่ก็งานดี๊ดี เป็นตัวละครที่โผล่มาแป๊บเดียว แต่ชุบชูใจชะนีบ้าผู้ชายได้ดีมากเลยทีเดียว

คำพูดที่เด็กหญิงปังตั้งคำถาม เอาดี ๆ มันก็น่าคิดนะ คนยุคก่อน ๆ ใช้โลกแบบไม่เผื่อให้คนรุ่นหลังเลย ใช้เหมือนจะไม่มีคนมาใช้ต่อ จนคนรุ่นเราต้องมารับสภาพโลกที่ย่ำแย่สุด ๆ แล้วคนรุ่นเราก็ไม่ได้ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้เท่าที่ควรทั้งที่ตัวเองก็เดือดร้อนกันอยู่ ยังคงใช้โลกแบบไม่เผื่อให้คนรุ่นหลังแบบรุ่นหลาน รุ่นเหลน แล้วคนรุ่นต่อไปก็จะมานั่งด่าคนรุ่นเราต่อว่าใช้โลกกันแบบสิ้นเปลืองขนาดนี้ จะมีพวกเขาเพื่อให้คอยรับกรรมที่บรรพบุรุษก่อไว้หรือยังไง และในอีกมุมก็คือ พาร์ทรัฐบาลที่ไม่รู้จะมีไว้ทำอะไร นอกจะไม่ช่วยเหลือแล้วยังถ่วงความเจริญสุด (ในเรื่องนะ) ซึ่งในเรื่องเราก็จะได้รู้อีกว่ารัฐบาลชุดนี้เนี่ยมันไร้ประโยชน์จริง
ซีรีส์เรื่อง อนาคต (Tomorrow and I) อาจไม่ใช่ซีรีส์ที่ดีที่สุดในการนำเสนอภาพต่าง ๆ ที่เป็นความคร่ำครึในสังคม ถึงแม้ว่าเราจะอยู๋ในยุคที่เทคโนโลยีพาคนไปตั้งรกรากอยู่บนดวงจันทร์ได้สำเร็จ พรินต์อวัยวะจากเซลล์ของผู้ป่วยมาใช้ได้ มีหุ่นยนต์ AI เดินเกลื่อนเมือง หรืออีกมุมของความเจริญด้านเทคโนโลยีที่มันทำลายธรรมชาติจนเรา ship หายวายป่วงกันทั่วโลก แต่ท้ายที่สุดเรื่องมันก็จบลงแบบไม่มีอะไรเปลี่ยนไป ในเมื่อผู้คนจำนวนหนึ่งไม่ยอมที่จะเปลี่ยน และซีรีส์ก็ไม่ได้ให้ข้อเสนอแนะอะไรที่มากกว่าการนำเสนอภาพที่เราก็รู้กันอยู่แล้ว ถึงอย่างนั้นก็แสดงให้เห็นว่าวงการภาพยนตร์บ้านเราก้าวไปถึงจุดที่นำเสนออะไรแบบนี้ได้แล้ว แม้ว่าจะจำกัดอยู่ในแพลตฟอร์มสตรีมก็เถอะ!🛰






























