ข่าวการจากไปอย่างกะทันหันของคนดังหลายคนในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคนที่อายุยังน้อย นอกจากจะสร้างความตกใจให้กับผู้คนในสังคมแล้ว สิ่งหนึ่งที่หลายคนเริ่มตระหนักรู้ก็คือ ชีวิตคือความไม่แน่นอน และ “ความตาย” ไม่ใช่เรื่องของคนแก่เท่านั้น แต่เป็นเรื่องไม่ใกล้ไม่ไกลสำหรับทุกคน คนเราสามารถพบเจอกับเหตุที่อาจทำให้ตายได้ทุกเมื่อ
เรื่องตายก็เรื่องหนึ่ง แต่ถ้าไม่ตายล่ะ? ป่วยเป็นโรคร้าย รักษาตัวมานาน ไม่หายแต่ก็ไม่ตายเสียที หรือประสบอุบัติเหตุ ไม่ตายแต่ก็นอนเป็นผักทำอะไรไม่ได้ บางคนทำไม่ได้แม้กระทั่งการหายใจด้วยตัวเอง ต้องหายใจผ่านเครื่องช่วยหายใจเท่านั้น ดังนั้น ภาพจำของการรอความตายในโรงพยาบาลจึงเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและทรมาน คนจำนวนมากจึงเริ่มตั้งคำถามว่า หากเป็นตัวเองที่ต้องอยู่ในสภาพนั้น เป้าหมายของการรักษาในวาระสุดท้ายก็ไม่ควรจะเป็นการยื้อความตายออกไปอย่างไร้จุดหมายหรือเปล่า แต่ควรเป็นการดูแลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนไทยหันมาสนใจ “การรักษาแบบประคับประคอง” ที่เน้นลดความเจ็บปวด ดูแลทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ เพื่อให้ผู้ป่วยพร้อมจะจากไปอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
เมื่อความตายไม่น่ากลัวเท่าความทรมานก่อนจะตาย การเตรียมความพร้อมในเรื่อง “ความตาย” จึงสำคัญอย่างมากกับชีวิตที่ไม่แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในห้วงเวลาที่เราไม่สามารถตัดสินใจอะไรเกี่ยวกับตัวเองได้อีกแล้ว การตัดสินใจเอาไว้ล่วงหน้า เพื่อไม่ให้เป็นภาระให้คนอื่นต้องมาตัดสินใจแทน จึงเป็นเรื่องที่คนจำนวนไม่น้อยตัดสินใจทำ!
การรักษาที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่การยื้อชีวิตให้นานที่สุดเสมอไป
ในอดีต หากพูดถึงการดูแลรักษาผู้ป่วยระยะท้ายของชีวิต หลายคนอาจนึกถึงภาพการพยายามรักษาทุกวิถีทางเพื่อให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ต่อให้นานที่สุด แต่เมื่อความก้าวหน้าทางการแพทย์พัฒนาไปมาก ผู้คนมีอายุยืนขึ้น คำถามเกี่ยวกับช่วงท้ายของชีวิตก็เริ่มเปลี่ยนไป เพราะความจริงที่เจ็บปวดก็คือ “การมีชีวิตอยู่นานขึ้น” ไม่ได้หมายความว่าคนเราจะมีสุขภาพแข็งแรงตลอดเวลา ผู้ป่วยบางคนต้องอยู่กับโรคเรื้อรัง โรคที่รักษาไม่หาย นอนติดเตียงด้วยอุบัติเหตุ หรือภาวะที่ต้องพึ่งพาผู้อื่นเป็นเวลานาน ขณะที่การรักษาอาจช่วยยืดการทำงานของร่างกายออกไปได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะหายจากโรคหรือทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี และที่สำคัญกว่า คือสภาพจิตใจผู้ป่วย ความเจ็บปวดทางกายภาพที่คนอื่นไม่อาจรู้สึกได้ ความทุกข์ทรมานใจจากอาการเจ็บป่วยและการเป็นภาระของคนรอบตัว บางครั้งก็เป็นเรื่องที่ยากเกินจะรับไหว “การรักษาแบบประคับประคอง” จึงได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจาก
1. ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์
ปัจจุบัน ประเทศไทยอยู่ในระยะ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” เนื่องจากมีสัดส่วนประชากรที่อายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ และกำลังจะมุ่งหน้าสู่ระยะ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แม้ว่าความก้าวหน้าทางการแพทย์จะพัฒนาขึ้นอย่างมากจนสามารถทำให้คนมีอายุที่ยืนขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าคนเราจะมีสุขภาพดีตลอดช่วงชีวิต ผู้สูงอายุจำนวนมากต้องทนอยู่กับโรคเรื้อรังหรือภาวะพึ่งพิง จนกลายเป็นกลุ่มที่ต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่อง และนั่นก็แปลว่าในช่วงท้าย ๆ ของชีวิตของกลุ่มนี้ อาจกินเวลานานกว่าการเจ็บป่วยแบบเฉียบพลันในอดีต
ที่สำคัญ ยิ่งคนเราอายุยืน (จนเกินไป) โอกาสที่จะมีชีวิตอยู่จนเข้าสู่ช่วงที่ไม่สามารถตัดสินใจเรื่องการรักษาตัวด้วยตัวเองก็ยิ่งเพิ่มขึ้น หลายคนจึงคิดล่วงหน้าว่า หากในวันหนึ่งที่ตนพูดหรือตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตของตัวเองไม่ได้อีกแล้ว จะต้องการให้แพทย์รักษาอย่างไร อีกทั้งยังมีความกังวลว่าคนข้างหลังที่มีสิทธิตัดสินใจแทน ก็อาจจะตัดสินใจบนพื้นฐานของตัวเองหรือมีการคิดแทน ไม่ใช่บนพื้นฐานความต้องการของคนป่วย ลูกหลานบางคนอาจจะไม่กล้าปล่อยญาติผู้ใหญ่ไปเพราะความรู้สึกผิด บางคนไม่อยากปล่อยเพราะคิดว่าตัวเองยังเอาอยู่ และบางคนก็ไม่ปล่อยเพราะยังไม่อยากสูญเสีย ดังนั้น มันจะดีกว่าไหม หากเราสามารถวางแผนชีวิตระยะสุดท้ายของเราเองได้ โดยไม่ต้องหวังให้ใครมาตัดสินใจแทน
2. โรคเรื้อรัง โรคที่รักษาไม่หาย มีบทบาทมากขึ้น
ความก้าวหน้าทางการแพทย์สามารถดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคไต โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคทางระบบประสาท หรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ ให้อยู่ได้นานขึ้น ซึ่งนั่นก็ทำให้การดูแลไม่ได้มีแค่การรักษาโรค แต่ต้องจัดกับการความเจ็บปวด อาการไม่สบาย และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยด้วย ขณะเดียวกัน “วิถีของคนป่วย” ส่วนมากก็จะคล้าย ๆ กันตรงที่มักจะเจ็บออด ๆ แอด ๆ เป็นประจำ การรักษาแบบประคับประคองจึงเข้ามาตอบโจทย์ในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ช่วยให้ไม่เจ็บปวดทรมานจนเกินไป และน่าสนใจว่าองค์การอนามัยโลกก็ระบุว่า ความต้องการในการ “รักษาแบบประคับประคอง” ทั่วโลกเพิ่มขึ้น ตามสังคมสูงวัยและภาวะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
เพราะสิ่งที่ตามมาจากการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังหรือโรคที่รักษาไม่หายนั้นอาจดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานาน ในแต่ละช่วงเวลาก็จะแตกต่างกันไป บางช่วงอาจดีขึ้น ใช้ชีวิตได้แทบจะเป็นปกติ บางช่วงอาจทรุดลงและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ทว่าสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะรักษาดีแค่ไหนก็ทำได้แค่พยุงอาการเพื่อให้ทรงตัว กับอีกทางคือแย่ลง ไม่มีทางที่จะกลับไปแข็งแรงได้เหมือนเดิม แต่ถ้าในช่วงที่แย่ลง บวกกับการรักษาแบบยื้อชีวิต สำหรับคนป่วยมันมีแต่ความทรมาน ผู้คนจึงเริ่มคิดได้ ว่าหากถึงวันที่การรักษาไม่สามารถช่วยให้อะไรมันดีขึ้นมากไปกว่าที่เป็นอยู่ เป้าหมายการรักษาจะเป็นอย่างไรต่อไป และเห็นว่า “การพยายามรักษา” ไม่เท่ากับ “คุณภาพชีวิตที่ดี” การเลือกทางที่ง่ายและสบายกว่าจึงอาจดีที่สุด
3. ภาระของครอบครัวและผู้ดูแลเริ่มกลายเป็นเรื่องที่คนต้องคิดจริงจัง
การดูแลผู้ป่วยระยะท้ายไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโรงพยาบาล แต่มีการดูแลต่อเนื่องที่บ้านด้วย นั่นทำให้การรักษาแบบยื้อชีวิตแบบเดิมมักจะสร้างความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายแก่ผู้ป่วย และสร้างความกดดันทางจิตใจ รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายมหาศาลให้แก่ครอบครัว ซึ่งบ่อยครั้งที่การดูแลคนป่วยเพียงคนเดียว สร้างผลกระทบแบบลูกโซ่ไปยังอีกหลายชีวิตที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่แค่ด้านจิตใจ ที่ต้องเผชิญความเครียดสารพัด แต่ยังรวมไปถึงด้านร่างกาย การดูแลคนป่วยอาจคือการอดหลับอดนอนจนตัวเองป่วยตาม หน้าที่การงาน ที่อาจต้องลางานบ่อย ๆ จนเกิดปัญหา หรือแม้แต่ออกจากงาน เศรษฐกิจ การแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่ว สังคม ผู้ดูแลอาจต้องตัดขาดตัวเองจากสังคมไปเลยเพื่อเอาเวลามาดูแลคนป่วย
ที่สำคัญ ถ้าเจ้าของชีวิตไม่ได้ระบุความต้องการไว้ การตัดสินใจในสถานการณ์วิกฤติอาจตกอยู่กับคนในครอบครัวหรือแพทย์ เพราะปัญหาก็คือ ไม่มีใครรู้ความต้องการของเจ้าของชีวิตได้แน่ชัดเท่าตัวเจ้าของชีวิตเอง บางคนอาจต้องการให้ทีมแพทย์พยายามรักษาอย่างเต็มที่ ขณะที่บางคนอาจให้ความสำคัญกับการไม่ต้องเจ็บปวด ไม่ต้องผ่านกระบวนการรักษาที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ หรืออยากใช้ช่วงเวลาสุดท้ายอย่างสงบมากกว่า และตัวคนป่วยก็ไม่มีใครอยากให้คนอื่นต้องมาเดาใจตัวเองในวันที่พูดไม่ได้ การต้องเดาใจหรือคิดแทนมันก็คือภาระอย่างหนึ่งเช่นกัน การเลือกที่จะดูแลแบบประคับประคองจึงอาจช่วยลดภาระความทุกข์ทรมานทั้งกายและใจของคนในครอบครัวได้
4. ความก้าวหน้าและการเผยแพร่ความรู้ของบุคลากรทางการแพทย์
สิ่งที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับการรักษาแบบประคับประคองก็คือ เข้าใจว่ามันคือ “การปฏิเสธการรักษา” หรือ “ไม่ต้องรักษา” หรือ “ปล่อยให้ตาย” ถ้าเกิดอุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วยรุนแรง แต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่แบบนั้น หากแพทย์ยังเห็นว่ามีโอกาสรักษาและกลับมาดำเนินชีวิตได้ การรักษาเพื่อช่วยชีวิตก็ยังทำได้ตามความเหมาะสม เพียงแค่ไม่พยายาม “ยื้อ” การรักษาแบบประคับประคองจึงไม่ใช่การ “ยอมแพ้” หรือ “ทอดทิ้งผู้ป่วย” แต่เป็นการดูแลเชิงรุกเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะหัวใจของการดูแลแบบประคับประคอง คือการบรรเทาความทุกข์ทรมานทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ไปพร้อม ๆ กับการรักษาคุณภาพชีวิต และสามารถเริ่มได้ตั้งแต่ช่วงที่ยังรักษาอยู่ ไม่จำเป็นต้องรอจนวาระสุดท้าย
ซึ่งปัจจุบันมีการสื่อสารข้อมูลเหล่านี้จากแวดวงสาธารณสุข หรือบุคลากรทางการแพทย์มากขึ้นเพื่ออธิบายว่ามันคืออะไร มีสื่อต่าง ๆ ที่พยายามจะทำความเข้าใจและส่งเสริมให้คนตระหนักถึงเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ว่าเป้าหมายทางการแพทย์ไม่ใช่แค่การยืดลมหายใจให้ยาวนานที่สุดด้วยเครื่องมือแพทย์ทุกชนิดเสมอไป แต่คือการรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในช่วงท้ายของชีวิต ดังนั้น การตายอย่างสงบจึงควรเป็นสิทธิที่เจ้าของชีวิตควรเป็นผู้เลือกและตัดสินใจเอง นี่คือสิทธิมนุษยชน โดยไม่ต้องให้ญาติมาช่วยตัดสินใจให้ในสถานการณ์วิกฤติ เมื่อคนเริ่มเห็นว่า “ความตาย” เป็นสิ่งที่วางแผนได้ การรักษาในช่วงสุดท้ายของชีวิตจึงไม่ใช่เรื่องของหมอและครอบครัวเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของเจ้าของชีวิตด้วย
5. การขยายตัวของเครือข่ายบริการและโรงพยาบาล
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีการพัฒนาระบบการรักษาแบบประคับประคองที่บ้านและการวางแผนการดูแลล่วงหน้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลรัฐและเอกชนหลายแห่ง รวมถึงองค์กรภาคประชาสังคม มีการจัดตั้งคลินิกและทีมการรักษาแบบประคับประคองที่เข้าถึงง่ายขึ้น ทำให้ผู้ป่วยและญาติเห็นตัวอย่างความสำเร็จและสัมผัสได้จริง โดยองค์การอนามัยโลก ระบุว่า ไทยมีโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขถึงร้อยละ 92.15 ที่ให้บริการการรักษาแบบประคับประคองในปี 2018 และสำนักงานหลักประกันสุขภาพก็เริ่มครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้านนี้ตั้งแต่ปี 2014 ในด้านจำนวนผู้รับบริการ เพิ่มจาก 9,477 คนในปี 2014 เป็น 51,441 คนในปี 2022
ไม่เพียงเท่านั้น เจตนาที่จะรักษาแบบประคับประคองจากการทำ “พินัยกรรมชีวิต” ก็มีฐานทางกฎหมายในไทยตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ดังนั้น เมื่อระบบสาธารณสุขมีทั้งบริการและกรอบทางกฎหมายรองรับ เรื่องที่เคยถูกมองว่า “ไกลตัว” จึงกลายเป็นเรื่องที่ประชาชนสามารถวางแผนได้จริง ให้ใครสักคนพร้อมรับการดูแลแบบประคับประคองที่เน้นความสุขทางใจ มากกว่าการใช้เครื่องมือราคาแพงในห้อง ICU พยายามยื้อช่วงวาระสุดท้าย และนั่นก็ทำให้ภาครัฐและครอบครัวสามารถบริหารจัดการทรัพยากรสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุดเช่นกัน
พินัยกรรมชีวิต “ขอตายดี” จึงเป็นทางออก
เมื่อ “ความตาย” เป็นเรื่องที่สุดจะหยั่งรู้ได้สำหรับปุถุชน และในขณะเดียวกัน “ความตาย” ก็ไม่ได้เป็นเรื่องของคนที่มีอายุมากเท่านั้น เพราะสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา การเตรียมพร้อมที่จะ “ตายดี” จึงเป็นเรื่องที่ใครหลายคนเริ่มตระหนักถึง แต่ข้อจำกัดก็คือ ในบางสถานการณ์ ตัวผู้ป่วยอาจไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะตัดสินใจเรื่องการรักษาของตัวเองได้ เช่น หมดสติหรือไม่สามารถสื่อสารได้อีกต่อไป คนที่ต้องตัดสินใจแทนในเวลานั้นจึงอาจกลายเป็นครอบครัวและทีมแพทย์ ในขณะที่ครอบครัวก็ต้องคิดแทนหรือตัดสินใจตามเจตนาตัวเอง ส่วนแพทย์ก็รักษาไปตามหน้าที่ เพราะไม่มีใครรู้ความต้องการของเจ้าของชีวิตได้แน่ชัดเท่าตัวเจ้าของชีวิตเอง ว่าต้องการการรักษาอย่างเต็มที่ หรือไม่อยากทรมานรักษายื้อชีวิตทั้งที่ไร้ประโยชน์อีกต่อไป และอยากจากไปอย่างสงบตามธรรมชาติ ดังนั้น เครื่องมือที่คนทั่วไปสามารถใช้แสดงความต้องการของตัวเองได้ก็คือ “พินัยกรรมชีวิต”
หลายคนอาจจะยังไม่ทราบ ว่าความต้องการที่จะตายดีนี้ไม่ใช่เรื่องที่พูดคุยกันเล่น ๆ แต่เป็นกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 หมวดที่ 1 สิทธิและหน้าที่ด้านสุขภาพ มาตรา 12 กำหนดว่า “บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้” ซึ่งสามารถทำได้ในทุกช่วงอายุ เมื่อทำแล้ว สถานพยาบาลและภาคีเครือข่ายที่ขึ้นทะเบียนใช้ระบบ จะสามารถค้นหา เรียกดู และให้การรักษาตามเจตนา โดยไม่เป็นภาระกับญาติที่จะต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร และปัจจุบัน ก็พบว่ามีคนไทยเลือกที่จะทำ “พินัยกรรมชีวิต” พุ่งสูงขึ้นเป็น 10 เท่าเลยทีเดียว!
ข้อมูลจาก นพ.อภิชาติ รอดสม รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ที่ให้สัมภาษณ์กับกรุงเทพธุรกิจ ระบุว่า การแจ้งเจตจำนงด้วยการทำพินัยกรรมชีวิต หรือ Living Will ผ่านระบบออนไลน์ของคนไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากช่วงปลายปี 2568 มีราว 8,000 คน ขณะนี้ เกือบสิ้นปีงบประมาณ 2569 ขยับมาอยู่ที่เกือบ 100,000 คนแล้ว ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมกว่า 10 เท่า โดยพบว่าเพศหญิงทำมากกว่าเพศชาย อีกทั้งยังพบว่าการทำพินัยกรรมชีวิตกำลังขยายวงกว้างไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ด้วย ข้อมูลปัจจุบันพบว่า กลุ่มอายุที่มีการทำพินัยกรรมชีวิตมากที่สุด เป็นเพศหญิง อายุ 60 ปีขึ้นไป รองลงมาเป็นเพศหญิง อายุ 45-59 ปี จากนั้นเป็นเพศชาย อายุ 60 ปีขึ้นไป เพศหญิง อายุ 30-44 ปี และเพศชาย 45-59 ปี และพบคนช่วงอายุ 18-29 ปี ทำพินัยกรรมนี้เช่นกัน โดยเป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย
สาเหตุที่คนไทยเริ่มสนใจที่จะทำพินัยกรรมชีวิตกันเพิ่มขึ้น
- การสื่อสารในสังคม ที่ทำให้เกิดการบอกต่อ ๆ กันว่าเรามีสิทธินี้ และการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ก็ทำให้คนหันมาสนใจเรื่องการเตรียมพร้อมในการเสียชีวิตหรือการตายดีมากขึ้น
- ความต้องการกำหนดอนาคตของตนเองล่วงหน้า เนื่องจากคนรุ่นใหม่และผู้สูงอายุยุคใหม่รักอิสระ และต้องการมีสิทธิ์ในการตัดสินใจเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิตด้วยตนเอง ไม่ต้องการปล่อยให้แพทย์หรือญาติเป็นผู้ตัดสินใจในนาทีวิกฤติ เช่น ตอนที่หมดสติหรือไม่สามารถสื่อสารได้ แทนทั้งหมด ซึ่งอาจตัดสินใจไม่ตรงกับความต้องการ
- บทเรียนจากความทุกข์ทรมานของคนรอบข้าง หลายคนเคยเห็นตัวอย่างญาติสนิทหรือคนรู้จักที่ต้องนอนใส่ท่อช่วยหายใจและเครื่องมือแพทย์ระโยงระยางเต็มตัวในวาระสุดท้าย ที่จะตายก็ตายไม่ได้ และถึงยังมีชีวิตอยู่ก็อยู่ได้ด้วยการยื้อ ไม่สามารถที่จะกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติอีกต่อไปแล้ว ซึ่งสร้างความสะเทือนใจและเป็นแรงผลักดันให้ไม่อยากเผชิญชะตากรรมแบบเดียวกัน
- การป้องกันความขัดแย้งและความรู้สึกผิดในครอบครัว การที่ผู้ป่วยทำพินัยกรรมชีวิตระบุความประสงค์ไว้อย่างชัดเจน จะช่วยปลดล็อกความรู้สึกผิดหรือความขัดแย้งของลูกหลาน ให้พวกเขากล้าตัดสินใจทำตามความประสงค์ของผู้ป่วย ว่าการตัดสินใจยุติการยื้อชีวิตไม่ได้เกิดจากความอกตัญญู แต่ทำตามเจตนารมณ์ที่เจ้าตัวระบุไว้
- กฎหมายและช่องทางที่เข้าถึงง่ายขึ้น การมีพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ที่รับรองสิทธิ์ในการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขเพื่อยืดชีวิต ประกอบกับการอำนวยความสะดวกในการจัดผ่านระบบออนไลน์ สามารถเข้าเว็บไซต์และสามารถทำเองได้เลย มีแบบฟอร์มและคำแนะนำในการทำอย่างชัดเจน อีกทั้งยังสามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงรายละเอียดได้ตลอดเวลาที่ต้องการ ทำให้คนกล้าที่จะจัดการเรื่องนี้
- การเปลี่ยนผ่านทางความคิดเรื่องความตาย ปัจจุบันคนไทยเริ่มเปิดกว้างในการพูดคุยเรื่องความตายอย่างมีสติ มีความตระหนักถึงความสำคัญและเข้าใจการทำพินัยกรรมชีวิตเรื่องการตายดีมากขึ้น จากเดิมที่อาจจะคิดว่าเป็นการแช่งตัวเอง ก็มีการพยายามทำความเข้าใจว่าไม่ใช่ แต่ให้เห็นว่าการเตรียมตัวก่อนตายนี้ เป็นการช่วยเหลือทุก ๆ คนทั้งตัวเอง ลูกหลาน และสังคม การวางแผนล่วงหน้าจึงไม่ใช่เรื่องอัปมงคลอีกต่อไป แต่เป็นการบริหารจัดการชีวิตในช่วงสุดท้ายด้วยความเข้าใจและมีสติ รวมถึงเป็นการแสดงความรับผิดชอบอย่างหนึ่งต่อตนเองและคนข้างหลัง
ข้อควรรู้เกี่ยวกับพินัยกรรมชีวิต “ขอตายดี”
- การแสดงเจตนาไม่รับบริการสาธารณสุขเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้าย ไม่ใช่การเร่งให้เสียชีวิต แต่เป็นการจากไปอย่างสงบตามธรรมชาติ มีช่วงเวลาความทุกข์ทรมานในระยะท้ายให้สั้นที่สุด ไม่ยืดเยื้อด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์
- พินัยกรรมชีวิตนี้ไม่ได้หมายความว่า “ไม่ต้องรักษา” ถ้าเกิดอุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วยรุนแรง แต่ถ้าแพทย์ยังเห็นว่ามีโอกาสรักษาหายและกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติ การรักษาเพื่อช่วยชีวิตก็ยังทำได้ตามความเหมาะสม
- การทำพินัยกรรมชีวิตช่วยลดความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยจากการรักษาที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนแก่หรือคนป่วยที่อยู่ในสภาพช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ นั่นคือภาระของคนรอบข้าง ซึ่งมันทรมานทั้งคนป่วยและคนที่ดูแล ดังนั้น รักษาเท่าที่ไหวและสมควรทำ จากนั้นก็ให้เป็นเรื่องของธรรมชาติให้ได้จากไปอย่างสงบแบบที่เราเลือกเอง ก็น่าจะสบายใจกับทุกฝ่ายที่สุด พร้อมทั้งปลดล็อกภาระทางจิตใจ ค่าใช้จ่ายอันมหาศาลของครอบครัว และช่วยลดภาระงบประมาณสาธารณสุขของประเทศในการยื้อชีวิตที่ไร้ประโยชน์ เนื่องจาก
- ผู้ป่วยทรมาน การอยู่ในห้องไอซียู (ICU) หรือการนอนติดเตียงนาน ๆ โดยไร้การรับรู้ มักนำมาซึ่งความเจ็บปวดทางกายและใจ แม้จะพยายามยื้อชีวิตไว้ก็ตาม
- ภาระของโรงพยาบาล เตียงในโรงพยาบาล โดยเฉพาะในห้อง ICU มักจะแน่นขนัด และการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระงานและค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่ว
- ภาระของครอบครัว ลูกหลานหลายคนต้องเสียสละลาออกจากงาน เพื่อมาดูแลพ่อแม่หรือญาติสนิทที่อยู่ในระยะสุดท้าย นอกจากนี้ ยังมีภาระทางใจจากการต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาที่ยืดเยื้อ
- ค่าใช้จ่ายที่มหาศาล ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากต้องนอนในโรงพยาบาลเอกชน หรือใช้เครื่องมือแพทย์ราคาแพง อาจสูงถึงหลักล้านบาท หรือกระทั่งสิบล้านบาทได้ในเวลาอันสั้น ต่างประเทศมีตัวเลขที่ชัดเจนว่า ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในช่วง 6 เดือนสุดท้ายของชีวิตอาจสูงถึงครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพตลอดทั้งชีวิต ขณะที่ในประเทศไทยที่มีระบบรักษาฟรี หากเป็นกรณีที่เป็นการ “ยืดการตาย” หรือที่เรียกว่า “มีชีวิตอยู่ได้ด้วยเครื่องมือแพทย์” ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่เป็นงบประมาณประเทศก็จะยิ่งสูงขึ้น
ปัจจุบัน การทำพินัยกรรมชีวิต “ขอตายดี” สามารถทำได้ผ่านออนไลน์ ด้วยการจัดทำแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Living Will) ก็สามารถทำได้ตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2562 ซึ่งเมื่อทำเอกสารนี้แล้ว ก็สามารถส่งต่อให้ครอบครัว ผู้ที่สามารถตัดสินใจแทน หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ยามที่เราไม่สามารถสื่อสารหรือไม่มีสติสัมปชัญญะที่จะตัดสินใจได้อีกแล้วเมื่อกำลังอยู่รับบริการสาธารณสุข เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลที่ได้รับสิทธิและขึ้นทะเบียนกับระบบก็จะสามารค้นหา เรียกดูหลังสือฉบับนี้ได้ เพื่อให้การรักษาตามที่เราแสดงเจตนาไว้
ขั้นตอนการทำพินัยกรรมขอตายดีออนไลน์
1. เข้าระบบที่เว็บไซต์ https://e-livingwill.nationalhealth.or.th จากนั้นดูคำอธิบายการเขียนได้ที่ https://www.nationalhealth.or.th/elivingwill
2. สมัครเป็นผู้ใช้ระบบ โดยการสร้างบัญชีการใช้งานด้วย ThaiD หรือเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก
3. จัดทำหนังสือแสดงเจตนาที่ต้องการ โดยท่านที่มีหนังสือเดิมอยู่แล้ว สามารถเลือกทำในรูปแบบการแนบไฟล์ หรือ “ทำใหม่” ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์
4. หนังสือแสดงเจตนาฯ จะถูกจัดเก็บในระบบ สามารถเรียกดู พิมพ์ ส่งต่อให้ผู้ตัดสินใจแทน ปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันและยกเลิกหนังสือได้ด้วยตนเอง
5. สถานพยาบาลและภาคีเครือข่ายที่ขึ้นทะเบียนใช้ระบบ สามารถค้นหาเรียกดู และสถานพยาบาลให้การรักษาตามเจตนา
จากจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถามต่อการรักษาที่เน้นการยื้อชีวิต สู่ความเข้าใจและเปิดรับการรักษาแบบประคับประคอง ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คนไทยตระหนักว่าเราสามารถ “ออกแบบวาระสุดท้ายของชีวิต” ได้ด้วยตนเอง ผ่านการทำ พินัยกรรมชีวิต (Living Will) ดังนั้น นี่จึงไม่ใช่แค่เอกสารทางกฎหมาย แต่อาจเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายแห่งความรัก ความรับผิดชอบ และความเข้าใจ ที่เรามอบให้กับทั้งตัวเราเองและคนข้างหลังที่เรารัก





























