Home Work & Living Living ออกแบบงานศพหลังตัวตาย ฟังดูน่ากลัวแต่ใกล้ตัวจนหนีไม่พ้น

ออกแบบงานศพหลังตัวตาย ฟังดูน่ากลัวแต่ใกล้ตัวจนหนีไม่พ้น

ข่าวการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นับเป็นข่าวเศร้าข่าวใหญ่ที่สะเทือนไปทั้งโลก เพราะผู้คนจำนวนไม่น้อยรู้จักพระองค์ดี แม้ว่าจะไม่ใช่พลเมืองของสหราชอาณาจักร และไม่ใช่พสกนิกรที่อยู่ใต้พระบรมโพธิสมภารของควีนเอลิซาเบธที่ 2 ก็ตาม ส่วนนี้ก็ต้องยอมรับว่าพระองค์คือประมุขที่ทรงเป็นที่รู้จัก เป็นที่นิยม และมักจะถูกกล่าวถึงในสื่อบันเทิงอยู่บ่อยครั้ง

จากข่าวความสูญเสียครั้งใหญ่ของเกาะอังกฤษในรอบ 70 ปี ทำให้เราได้ความรู้อะไรหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวเนื่องกับข่าวนี้ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่หลาย ๆ คนก็เพิ่งรู้ คือสิ่งที่เรียกว่า แผนปฏิบัติการ London Bridge is down มีหลาย ๆ เพจ หลาย ๆ เว็บไซต์ที่ให้ความรู้เรื่อง London Bridge is down เอาไว้ว่าเป็นปฏิบัติการที่ทางการสหราชอาณาจักรวางแผนไว้ล่วงหน้าในกรณีที่ควีนเอลิซาเบธที่ 2 สวรรคต เป็นรหัสที่ใช้บอกคนวงใน เช่น นายกรัฐมนตรี และบุคคลสำคัญอื่น ๆ ให้ทราบว่าสมเด็จพระราชินีนาถสวรรคตแล้ว จะได้เริ่มปฏิบัติตามแผนที่กำหนดไว้ ซึ่งแผนนี้ถูกวางขึ้นตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1960 และมีการปรับปรุงเรื่อยมาทุกปี

สาเหตุที่ต้องมีการวางแผนนี้ สืบเนื่องมาจากการที่งานพระศพในอดีตส่วนใหญ่มักจะเต็มไปด้วยความไม่เรียบร้อย อะไร ๆ ก็ไม่พร้อม มีข้อผิดพลาดในการบริหารจัดการ เรื่องเหล่านี้เข้าใจได้หากเป็นคนธรรมดาสามัญ แต่กับระดับประมุขของประเทศ สำนักพระราชวังและรัฐบาลต้องเตรียมรับมือให้สมพระเกียรติ รวมถึงเรื่องของการสืบทอดราชบังลังก์ มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคง จึงสมควรต้องมีการวางแผนล่วงหน้า พฤติการณ์เหล่านี้จึงถูกเปลี่ยนแปลง เมื่อสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงหันมาวางแผนเตรียมงานพระศพของพระองค์ตั้งแต่ปีค.ศ. 1875 ก่อนที่พระองค์จะสวรรคตในปีค.ศ.​ 1901 หรือใน 26 ปีให้หลังนั่นเอง

แล้วสามัญชนคนธรรมดาอย่างเราล่ะวางแผนได้บ้างหรือเปล่า เพราะความตายเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด และใคร ๆ ก็หนีไม่พ้น แม้ว่าหลาย ๆ คนอาจวาดฝันเอาไว้ว่าจะมีอายุยืนให้ถึง 90 ปีหรือ 100 ปี หรือต่อให้มีความคิดว่าไม่อยากตายก็ตาม แต่ไม่มีใครหน้าไหนทั้งนั้นที่ฝืนธรรมชาติข้อนี้ได้ ซึ่งในความเป็นจริงเราอาจจะจากไปกะทันหันโดยไม่ทันตั้งตัวด้วย แทนที่จะจากไปแบบที่ยังไม่ทันได้เตรียมตัวอะไรเลย แล้วคนข้างหลังต้องมาจัดการทุกอย่างให้แบบที่พวกเขาสะดวก ทั้งที่จริง ๆ เจ้าของงานอาจจะไม่ชอบก็ได้ ไหน ๆ ก็ครั้งสุดท้ายแล้ว มันจะไม่ดีกว่าหรือหากเราออกแบบชีวิตหลังหมดลมหายใจของเราเอาไว้แล้ว แล้วให้คนข้างหลังสานต่อปณิธานสุดท้ายที่เราทำไม่ได้แทน

งานศพของฉัน ทำไมฉันถึงไม่มีสิทธิ์เลือกล่ะ!

จริง ๆ ต้องบอกก่อนว่าคนไทยหลาย ๆ คนอาจมีความเชื่อว่าการวางแผนล่วงหน้าเช่นนี้เป็นการแช่งตัวเอง แต่ความจริงคือคนเราทุกคนไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า และต่างก็ไม่รู้เหมือน ๆ กันนั่นแหละว่าจะถึงเวลาของตัวเองเมื่อไร เราอาจจะอายุยืนกว่าที่คิด หรือชีวิตสั้นกว่าที่คาดก็ได้ อย่างไรก็ดีมันไม่ได้แปลว่าเราจะต้องตายวันนี้พรุ่งนี้ และก็ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นแนวคิดของคนที่ไม่อยากจะมีชีวิตอยู่หรือวางแผนอัตวินิบาตกรรมเอาไว้ คนกลุ่มนี้ยังคงใช้ชีวิตแบบปกติธรรมดาทุกวัน แค่เป็นการเตรียมความพร้อมไว้เมื่อความตายเดินทางมาถึงก็เท่านั้น

ทำไมล่ะ? ทำไมคนมางานศพเราจะต้องใส่ชุดสีดำหรือขาวเท่านั้น ทำไมจะต้องเปิดแต่เพลงธรณีกรรแสง มอญร้องไห้ หรือพญาโศกให้บรรยากาศมันเศร้าหดหู่ด้วย ในเมื่อเจ้าของงานไม่ชอบ ทำไมถึงต้องบังคับกันแม้แต่ในวาระสุดท้าย ถ้ามันเป็นงานของเรา เราก็มีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนไม่ใช่หรือ เลือกเกิดก็ไม่ได้แล้ว ตายก็ยังเลือกไม่ได้อีก ชีวิตจะน่าเศร้าไปไหน!

ด้วยเหตุนี้ ในช่วงหลายปีให้หลังมา จึงเริ่มมีคนบางกลุ่มที่เสนอความคิดว่า จะเป็นไปได้ไหมที่เราจะ “ออกแบบงานศพ” ของตัวเองไว้ล่วงหน้า ไหน ๆ ก็ต้องตายอยู่แล้ว ฉันจึงอยากให้งานศพของฉันเป็นแบบนี้และฉันก็เตรียมการไว้แล้ว (เช่น งบประมาณในการจัดงาน) หรือแม้กระทั่งบางคนอาจจะไม่ต้องการจัดงานศพเลยก็ได้ สิ่งนี้ควรจะให้เป็นไปตามปณิธานที่เจ้าของงานตั้งใจไว้ครั้งสุดท้ายหรือเปล่า

ยกตัวอย่างเช่น งบประมาณไม่ควรเกินเท่านี้ (บางกรณีคนตายกันเงินส่วนหนึ่งไว้เพื่องานศพของตัวเองโดยเฉพาะ) อยากจัดงานด้วยธีมสีที่ชอบ ตกแต่งด้วยดอกไม้ที่ชอบ ไม่เอาพวงหรีดเพราะรกพื้นที่วัด รูปหน้าโลงต้องเป็นรูปนี้เท่านั้นเพราะตั้งใจถ่ายให้สวยที่สุด โลงไม่เอาแบบลวดลายโบราณ ๆ เพราะมันดูน่ากลัว บรรยากาศไม่เอาหดหู่ ไม่อยากให้ญาติหรือเพื่อนร้องไห้ฟูมฟายมากเกินไป เสื้อผ้าที่อยากใส่ขอเป็นชุดเก่ง อยากไปแบบสวย ๆ เพลงที่อยากให้เปิด ของกินที่อยากให้เสิร์ฟในงาน วิธีการจัดการกับร่าง ฯลฯ ก็เราเป็นเจ้าของงานนี่นา!

เพราะทุกการจากไป ไม่ว่าจะวัฒนธรรมไหนก็จะมีงานศพตามมา บ่อยครั้งที่มันเป็นความโกลาหลวุ่นวายของบรรดาญาติ ๆ ผู้ที่ยังอยู่ข้างหลัง กับการเดาใจคนตายว่าอยากได้งานศพแบบไหน ตอนมีชีวิตอยู่ก็ไม่เคยรู้เลยว่าเราชอบ ไม่ชอบอะไร หรือไม่ก็มัดมือชกจัดแบบที่ตัวเองสะดวกไปเลย ทั้งที่คนตายอาจจะไม่ชอบรูปแบบงานแบบนี้สุด ๆ ไปเลยก็ได้ เดี๋ยวก็จะหาว่าคนตายไปเข้าฝันเพราะไม่พอใจงานศพที่จัดให้อีก

การออกแบบงานศพของตัวเองไว้ก่อนจึงช่วยลดภาระการตัดสินใจของคนที่ยังอยู่ ลดความวุ่นวายในการจัดการการจากไปแบบกะทันหัน เพราะแค่ทำตามแผนที่เราเขียนไว้ให้ ป้องกันความขัดแย้งในครอบครัว และที่สำคัญที่สุด คือเพื่อให้งานศพเกิดขึ้นในแบบที่เราต้องการ ไปสู่ “ที่ชอบ ๆ” จริง ๆ เพราะนี่คือครั้งสุดท้ายที่ร่างของเราจะอยู่บนโลกใบนี้ ซึ่งการเตรียมความพร้อมให้ตัวเองก่อนตาย จริง ๆ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการทำเรื่องบริจาคอวัยวะหรือบริจาคร่างกาย หรือการทำพินัยกรรมเลย ชีวิตเป็นของเรา ในเมื่อเรามีปณิธานแล้วก็ไม่อยากให้ใครมาตัดสินใจแทน

ในเมื่อการตายเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อทุกขณะ และเราก็ไม่รู้ว่าจะถึงคิวของเราเมื่อไรด้วย จะช้าหรือจะเร็วไม่รู้เลย เพราะฉะนั้น วางแผนไว้ก่อน แล้วส่งแผนนี้ให้กับบรรดาคนรอบข้างที่ไว้ใจ เพื่อที่พวกเขาจะได้ช่วยเนรมิตงานในแบบที่ทำให้เราได้ไปที่ชอบ ๆ จริง ๆ

ชีวิตจริงจากไปแล้ว แล้วชีวิตเสมือนบนออนไลน์ล่ะ?

อีกกรณีที่น่าสนใจก็คือ บัญชีโซเชียลมีเดียของเรา ถ้าเราเสียชีวิตไปแล้ว บัญชีของเราจะเป็นอย่างไรต่อไป เนื่องจากโลกยุคปัจจุบันนี้มันเป็นไลฟ์สไตล์ปกติของคนเราที่จะมีบัญชีโซเชียลมีเดียไว้ใช้งาน แล้วคนส่วนมากก็ไม่ได้เล่นอยู่แค่แพลตฟอร์มเดียวด้วย จึงเกิดเป็นคำถามที่ว่าถ้าตัวตนจริง ๆ ของเราไม่อยู่แล้ว แต่ตัวตนเสมือนในโลกออนไลน์ของเราจะยังคงบัญชีไว้อยู่ต่อไปแบบนั้นหรือ? ตราบใดที่แพลตฟอร์มนั้น ๆ ยังให้บริการอยู่ และก็ไม่มีใครที่มีรหัสจะเข้าไปจัดการแทนเราด้วย แล้วเราจะทำอย่างไรดี

จริง ๆ แล้ว มีแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียบางแพลตฟอร์มที่เราสามารถทำเรื่องจัดการเอาไว้ล่วงหน้าได้ว่าหากเราจากไปแล้ว ไม่สามารถอยู่ใช้งานบัญชีแล้ว จะต้องทำอย่างไรกับบัญชีของเรา เริ่มต้นที่ Facebook ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เราสามารถตั้ง “ผู้สืบทอดบัญชี” ไว้ล่วงหน้าได้ โดยอาจเป็นพ่อแม่ พี่น้อง ญาติ หรือเพื่อนสนิท เพื่อที่ว่าหลังจากที่เราจากไปแล้ว เขาผู้นี้จะเป็นคนที่ดูแลจัดการบัญชีของเราได้บางส่วน โดยสิ่งที่เขาสามารถจัดการกับบัญชีเราได้ จะมีอยู่ 2 วิธีคือ การตั้งเป็นบัญชีเราให้เก็บไว้เป็นอนุสรณ์ หรือจะทำการลบบัญชีของเราไปเลยก็ได้ อย่างไรก็ดี จะไม่มีใครเข้าสู่ระบบบัญชีของเราได้ แม้กระทั่งผู้สืบทอดบัญชี

การเก็บบัญชีไว้เป็นอนุสรณ์ จะปรากฏคำว่า “ระลึกถึง (remembering)” ขึ้นที่หน้าโปรไฟล์ของเรา โดยที่กิจกรรมต่าง ๆ ที่เราทำไว้ก่อนจากไปจะยังคงอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่จะมีพื้นที่ให้เพื่อนหรือครอบครัวมาแบ่งปันความทรงจำของเราหลังจากไปแล้ว

Instagram มีวิธีจัดการกับบัญชีของผู้ล่วงลับคล้าย ๆ กับ Facebook ต่างกันตรงที่เราไม่สามารถตั้งผู้สืบทอดบัญชีล่วงหน้าได้ แต่ผู้ที่รู้ข่าวการจากไปของเราสามารถส่งคำร้องไปที่ Instagram ให้เก็บบัญชีเราดังกล่าวไว้เป็นอนุสรณ์ได้เช่นเดียวกับ Facebook โดยแสดงหลักฐานยืนยันการเสียชีวิต ทว่าจะมีเพียงสมาชิกในครอบครัวที่ใกล้ชิดเท่านั้น ที่จะส่งคำขอเพื่อลบบัญชีของเราออกจาก Instagram ได้ โดยแสดงหลักฐานที่แสดงว่าเป็นสมาชิกครอบครัวที่ใกล้ชิดของผู้ถึงแก่กรรม เช่น สูติบัตรของบุคคลที่ถึงแก่กรรม มรณบัตรของบุคคลที่ถึงแก่กรรม หรือเอกสารแสดงอำนาจตามกฎหมายในท้องถิ่นนั้น เพื่อแสดงว่าเป็นผู้ดำเนินการแทนที่ถูกต้องตามกฎหมายของบุคคลที่ถึงแก่กรรม

Google เป็นอีกบัญชีออนไลน์ที่มีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก Google จะมี “เครื่องมือจัดการบัญชีที่ไม่ใช้งาน” ซึ่งตัวเราสามารถเข้าไปวางแผนเกี่ยวกับบัญชีที่ไม่มีความเคลื่อนไหว โดยเลือกระยะเวลาได้ตั้งแต่ 3-18 เดือน หาก Google ตรวจจับได้ว่าบัญชีไม่มีการใช้งานใด ๆ เลยเป็นระยะเวลาตามที่เราตั้งค่าไว้ ก็จะมีตัวเลือกให้เราเลือกว่าจะจัดการกับบัญชีของเราต่อไปอย่างไร จะลบหรือจะคงไว้ (แต่ไม่ได้แสดงบัญชีเป็นอนุสรณ์) ทว่าถ้าเราไม่ได้ตั้งค่าอะไรไว้ก่อนจากไป ครอบครัวใกล้ชิดสามารถยื่นคำขอไปที่ Google เพื่อปิดบัญชีหรือขอเนื้อหาบางส่วนจากบัญชีได้ ซึ่งจะครอบคลุมถึงบริการอื่น ๆ ของ Google ที่เป็นบัญชีเดียวกัน เช่น YouTube, Gmail หรือ Google Drive ด้วย

สำหรับบัญชี Twitter และ Line จะไม่ได้มีตัวเลือกให้ตั้งค่าล่วงหน้าสำหรับผู้จัดการบัญชี รวมถึงไม่ได้มีฟังก์ชันในการตั้งบัญชีไว้เป็นอนุสรณ์ สิ่งที่ทำได้มีแค่การส่งคำขอเพื่อปิดบัญชี โดยญาติหรือผู้แทนตามกฎหมาย โดยบัญชีก็จะคงอยู่ตามเดิม หากไม่ได้มีการดำเนินการใด ๆ ส่วน TikTok ยังไม่มีนโยบายการจัดการบัญชีหลังเสียชีวิตแต่อย่างใด

การตาย อาจเป็นเรื่องที่ฟังดูน่ากลัว แต่มันใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครหนีความตายพ้น ดังนั้น มันก็น่าจะดีกว่าไหม หากเราได้จัดการทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทาง แม้กระทั่งในวาระสุดท้ายของตัวเราเอง