Home Work & Living Work วิธีดูแลสุขภาพจิตคนวัยทำงาน ให้ออกห่างจากอารมณ์หดหู่

วิธีดูแลสุขภาพจิตคนวัยทำงาน ให้ออกห่างจากอารมณ์หดหู่

คนวัยทำงาน เป็นกลุ่มคนที่มีภาระหน้าที่หลายอย่างที่ต้องรับผิดชอบ ทั้งเรื่องส่วนตัวของตัวเอง เรื่องหน้าที่การงาน เรื่องครอบครัวที่ต้องดูแล และแน่นอนว่าทุกสิ่งอย่างมันไม่อาจสมบูรณ์แบบตามใจนึกได้ ไม่ว่าเราจะวางแผนต่าง ๆ ไว้รัดกุมแค่ไหนก็ตาม เพราะยังมีปัจจัยภายนอกอีกหลายประการที่พร้อมจะประดังประเดเข้ามาอยากมีส่วนร่วม เกิดเป็นปัญหาถาโถมลูกใหญ่ แรงกระแทกก็หนักบ้างเบาบ้าง สุดแท้แล้วแต่เวรแต่กรรมที่ทำไว้

วัน ๆ มีปัญหามากมายโผล่เข้ามาทักทาย แถมยังเจอแรงกระแทกหนักหน่วงแบบนี้ ต่อให้เป็นคนที่เข้มแข็ง ใจแข็งแกร่งแค่ไหน มันก็คงมีสักวินาทีนั่นแหละที่รู้สึกว่ามันชักจะมากเกินไปแล้ว เครียด จิตใจเริ่มไม่มั่นคง เริ่มท้อแท้ สิ้นหวัง หดหู่ เศร้าซึม จากภาวะทางอารมณ์ที่เดี๋ยวเป็นเดี๋ยวหาย ก็อาจกลายเป็นปัญหาทางสุขภาพจิตที่เกาะแน่นไม่ไปไหน เมื่อสุขภาพจิตแย่ลง การทำงานของร่างกายก็ปรวนแปรตามไปด้วย ถ้าเราต้องอยู่กับความเศร้า มีอารมณ์หดหู่เป็นเพื่อนสนิททุกวันแบบนี้ ในที่สุดโรคซึมเศร้าอาจถามหาได้

โดยเฉพาะกับสังคมในที่ทำงาน ที่คนวัยทำงานหลายคนถึงกับบ่นอุบว่ามันเป็นพิษถึงขนาดที่ชวนให้เป็นโรคประสาทได้เลย เพราะปัญหาอาจเกิดได้กับตัวงานก็ได้ เพื่อนร่วมงานนำมาก็ได้ หัวหน้าก็ได้ เจ้านายก็ได้ หรือแม้แต่สภาพแวดล้อมอื่น ๆ ก็สามารถทำให้เรารู้สึกแย่ เศร้าใจ และใช้ชีวิตแบบหดหู่ไปวัน ๆ ได้หมด ถ้าอย่างนั้น เราต้องรู้จักวิธีดูแลสุขภาพจิตของตนเองให้ออกห่างจากความเศร้าและอารมณ์หดหู่ ก่อนที่เรื่องจะแย่ลง และอะไร ๆ มันจะสายเกินไป

รู้จักตนเอง

การบอกให้ตัวเองรู้จักตัวเอง ฟังดูแล้วมันออกจะแปลก ๆ ใช่ไหมล่ะ ใครบ้างล่ะที่จะไม่รู้จักตัวเอง ขอบอกเลยว่ามีเยอะแยะเลยแหละ พวกที่ไม่รู้จักตัวเองจริง ๆ น่ะ ที่ใช้ชีวิตอยู่ทุกวันนี้ก็แค่ไหลไปกระแสความเป็นไป ที่คิดว่ามันน่าจะต้องเป็นแบบนี้แหละ เกิดเป็นอคติว่าฉันจะทำอย่างนั้น จะเป็นอย่างนี้ ทั้ง ๆ ที่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองต้องการจริง ๆ หรอก เอาใหม่ มาทำความรู้จักตนเองและเข้าใจตนเองเสียใหม่ว่าจริง ๆ แล้ว “ฉันคือใคร” รู้ข้อดีข้อด้อยของตัวเอง เป้าหมายในชีวิต ชอบไม่ชอบอะไร รวมถึงความสามารถในการรับมือและอดทนกับปัญหาลิมิตสูงสุดแค่ไหน ถ้าเกินตัวจะได้รู้ว่าต้องถอยมาตั้งหลักแล้ว

ตั้งความคาดหวังให้น้อยลง

การเป็นคนที่คลั่งไคล้ในความสมบูรณ์แบบน่ะไม่ใช่เรื่องผิด แล้วก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดีด้วย แต่ปัญหามันอยู่ที่การตั้งความหวังไว้สูง ๆ มั่นใจเกินร้อย แล้วก็ไม่เผื่อพื้นที่ไว้ให้กับความผิดหวังเลยต่างหาก แบบนั้นมันเสี่ยงเกินไป ยิ่งสูงถ้าพลาดตกลงมาโดยไม่มีอะไรรองรับแรงกระแทกมันก็ยิ่งเจ็บหนัก รู้ว่าชอบความท้าทายแต่อย่าสุดโต่งขนาดนั้น คนที่แทบจะไม่เคยพลาดเลยมักจะประมาท พอมันผิดแผนจริง ๆ ทีนี้ก็เอาแต่โทษตัวเองวนไป บั่นทอนจิตใจตัวเองลงไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น ต้องบริหารความเสี่ยง มีความยืดหยุ่น คาดหวังให้น้อยกว่าเดิมสักนิด เผื่อใจเผื่อผิดหวังบ้าง

มีวิธีเยียวยาและให้กำลังใจตนเอง

ก่อนจะโตมาเป็นผู้ใหญ่ หลาย ๆ คนน่าจะเคยได้รับคำเตือนมาบ้างว่าชีวิตวัยผู้ใหญ่จะมั่นคงได้ เราต้องมีวิธีเยียวยาตัวเองเวลาที่เจอเข้ากับเรื่องแย่ ๆ และมีวิธีที่จะให้กำลังใจตัวเองให้ลุกขึ้นไปต่อเวลาล้ม คือมีโหมดชาร์จพลังเป็นของตัวเองอย่าหวังพึ่งคนอื่น ตอนยังเด็ก ๆ อาจไม่ค่อยเข้าใจ แต่พอโตมานี่รู้เรื่องเลย โลกแห่งความเป็นจริงมันไม่ได้สวยงาม ทุกคนต่างต้องดิ้นรนเพื่อตัวเอง ล้มเอง เจ็บเอง และสุดท้ายต้องลุกเอง มีแค่เราเองเท่านั้นที่ช่วยเหลือตัวเองได้ เราจึงต้องทำให้ตัวเองมีความสุขให้ได้เวลาที่ความทุกข์มาเยือน วิธีไหนก็ได้ เลือกให้เหมาะกับตัวเอง

มีที่ปรึกษาที่ดีและไว้ใจได้

ต่อให้เป็นคนเก่งแค่ไหน บางครั้งมันก็อาจจะยากเกินไปที่จะต้องเยียวยารักษาแผลใจของตนเอง การมีที่ปรึกษาที่ดีและไว้ใจได้เป็นสมบัติส่วนตัวถือเป็นเรื่องที่น่าอิจฉาที่สุดแล้ว มันอุ่นใจดีตรงที่เรารู้ว่าเราไม่ได้หัวเดียวกระเทียมลีบอยู่บนโลกที่กว้างใหญ่ใบนี้ ไม่ต้องโดดเดี่ยวเหมือนต่อสู้อยู่คนเดียว หันไปทางไหนก็ยังเจอคนที่เรารักและรักเราอยู่รอบตัว เช่น ครอบครัวที่รักและเข้าใจ เป็นผู้ฟังที่ดี และพูดคุยปรึกษาปัญหาได้ หรือแม้แต่กัลยาณมิตรที่คอยสนับสนุนและช่วยเหลืออยู่เคียงข้าง ถึงจะไม่ใช่คนเพื่อนเยอะ แต่คุณภาพเน้น ๆ

พักผ่อนให้เพียงพอ

พักผ่อนในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าให้นอนให้ครบ 8 ชั่วโมงก่อนตื่นเช้ามาทำงาน (แต่ก็ควรทำแบบนั้น) ทว่าหมายความว่าให้แบ่งเวลาทำงานและเวลาพักผ่อนส่วนตัวออกจากกันอย่างเหมาะสมและสมดุล ทำงานหนักทำงานเหนื่อยมาตั้งเท่าไร คนเราก็ควรมีสิทธิ์ได้พักผ่อนให้ตัวเองหายเหนื่อยหายเครียดอย่างเต็มที่ วันลาพักร้อนที่มีลองใช้ดูบ้างก็ได้ ไม่ต้องรักงานมากเสียจนลืมรักตัวเอง อย่าหักโหมจะทำงานอย่างเดียว มันจะพังเอาทั้งกายและใจ ร่างกายไม่ใช่เครื่องจักร และจิตใจก็ไม่ใช่หินผา ถ้าเริ่มรู้สึกว่างานนำมาซึ่งความหดหู่ หมดไฟ ไม่มีความสุข ต้องพัก!

อย่ากลัวการลาออก

ถ้างานที่ทำอยู่หรือสภาพแวดล้อมในการทำงานมันเป็นพิษเป็นภัยกับตัวเองมากเกินไป อารมณ์ประมาณว่าต้องถอนหายใจทุกเช้าก่อนก้าวเท้าเดินเข้าออฟฟิศ ต้องหลบไปตั้งสติและร้องไห้ก่อนเข้าประชุม สะดุ้งโหยงใจเต้นแรงมากทุกครั้งเวลาที่ได้ยินเสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์ (ไม่ใช่โทรศัพท์ตัวเองก็ยังผวา) ถ้ามีอาการถึงขั้นนี้แล้วเนี่ย ต้องรู้แล้วนะว่าสภาพจิตใจตัวเองไม่ปกติแล้ว ก็อย่าฝืนทนอยู่ต่อไปเลย ลาออกมาเถอะ การอดทนอยู่ต่อไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นหรอก ทำร้ายตัวเองเปล่า ๆ ตกงานยังหางานใหม่ได้ แต่บาดแผลในจิตใจที่ย่ำแย่แตกสลายน่ะมันรักษาหายยากนะ

ขอความช่วยเหลือหากเกินลิมิตที่จะรับมือ

ข้อนี้เป็นเหตุผลว่าทำไมคนวัยทำงานอย่างเรา ๆ ต้องตระหนักรู้ในตนเองตลอดเวลา โดยเฉพาะการรู้ว่าลิมิตความอดทนสูงสุดของตัวเองมันอยู่ที่ตรงไหน ถ้าปัญหาต่าง ๆ ที่เราต้องเผชิญหน้าและรับมือมันหนักหน่วงเกินไป เริ่มควบคุมอารมณ์ของตนเองไม่ได้ ความเศร้าใจ ความหดหู่กัดกินให้ทุกข์ทรมาน จนความสามารถในการบอกว่า “ยังไหว” ใกล้ถึงจุดแม็กซ์เต็มแก่แล้ว เราต้องรีบขอความช่วยเหลือ การไปพบจิตแพทย์ไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนบ้า (แต่ถ้ายังฝืนจะรับมือเองอาจได้บ้าจริงแน่) ใจเราเป็นของเรา มีอยู่ดวงเดียวต้องดูแลให้ดี ๆ