Home Uncategorized ดีหรือแย่เนี่ย? วิเคราะห์ “กฎใหม่ 3 ข้อ” ของศึก “แชมเปี้ยนส์ ลีก” และ “ยูโรป้า ลีก” ปีหน้า!

ดีหรือแย่เนี่ย? วิเคราะห์ “กฎใหม่ 3 ข้อ” ของศึก “แชมเปี้ยนส์ ลีก” และ “ยูโรป้า ลีก” ปีหน้า!

คุณเคยดูฟุตบอลแล้วคิดในใจว่า “แหม ถ้าเปลี่ยตัวได้อีกคนก็ดีสินะ” หรือ “ทำไมนักเตะคนนี้ไม่มีชื่อเลยล่ะ ถ้ามีชื่อ ก็น่าจะช่วยทีมได้” ไปจนถึงว่า “ให้ตายสิ ซื้อนักเตะมาก็แพง แต่ดันมาเจอกฎไม่ให้ลงเฉย” การบ่นแบบนี้น่าจะหมดไปในซีซั่นหน้าแล้วล่ะ (อย่างน้อยก็ในถ้วยยุโรป) เพราะสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือยูฟ่า ได้ไอเดียบรรเจิด! จัดการปรับกฎในการแข่งขันฟุตบอลสโมสรยุโรปทั้งหมด แต่กฎใหม่ๆนั้น จะมีรายละเอียด รวมถึงข้อดี–ข้อเสียอย่างไรกันบ้าง Tonkit360 จะพามาดู และวิเคราะห์กันเลย!

กฎที่ 1: แบ่งเวลาแข่งออกเป็นสองช่วง

ภาพจาก pxhere.com

รายละเอียด: ยูฟ่าได้วางเวลาถ่ายทอดสดใหม่สำหรับทั้งรายการยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และรายการยูโรป้า ลีก โดยในฤดูกาลหน้า ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก นั้นได้แยกเวลาถ่ายทอดสดออกเป็นสองช่วง โดยจะมีเกมการแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่มทั้งหมด 4 เกม (แยกเป็น 2 เกมในคืนวันอังคาร และ 2 เกมในวันคืนพุธ) ที่จะได้มาเตะกันก่อน ในช่วงเวลา 00:55 ตามเวลาไทย (17:55 ตามเวลาอังกฤษ)

ส่วนในยูโรป้า ลีก นั้นก็จะมีการปรับกฎคล้ายๆกัน โดยจะแยกช่วงเวลาถ่ายทอดสดตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม จนถึงรอบ 16 ทีมสุดท้าย ออกเป็นสองช่วงเหมือนกับยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เช่นกัน

ข้อดี: ทีนี้ ถ้ามีฟุตบอลคู่ใหญ่ที่จะเตะกันในช่วงวันแข่งที่เหมือนกัน เราก็อาจจะไม่ต้องเลือกดูแล้ว เพราะยูฟ่าอาจจะปรับเอาฟุตบอลคู่ใหญ่ มาลงในช่วงตีหนึ่งก่อน ตามมาด้วยอีก 6 คู่ที่เหลือในช่วงเวลา 2:45 (19:45 ในเวลาอังกฤษ) และอย่าลืมว่า ถ้าโชคดีและทีมที่เชียร์ได้เตะก่อน ก็แปลว่าเราจะได้นอนเร็วขึ้นนิดหน่อยด้วยนะ! (แต่พอเป็นรอบน็อกเอาท์ ก็จะเตะพร้อมกันเหมือนเดิมนะ เช่นเดียวกับเกมรอบแบ่งกลุ่มนัดสุดท้าย)

ข้อเสีย: จริงๆก็ไม่มีนะ แต่การเปลี่ยนแปลง ก็จะต้องมีการ “จำผิด” กันบ้าง ระวังไว้ด้วยล่ะ อย่าลืมตั้งนาฬิกาปลุกให้ถูกนะว่าทีมที่เราเชียร์นั้นแข่งเวลาไหน ทางที่ดีคือการใช้แอปฯ ตารางการแข่งขันคอยช่วยเตือน จะช่วยได้มากเลยทีเดียว

กฎที่ 2: ว่าด้วยเรื่อง…ตัวสำรอง

รายละเอียด: Tonkit360 ขอรวมมาเลย 2 กฎในหนึ่ง เพราะยูฟ่าจัดการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ ด้วยการเพิ่มกฏการเปลี่ยนตัวสำรองคนที่ 4 ได้ในกรณที่เกมการแข่งขันเข้าสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษ ทรงจะคล้ายๆกับกฎการขอดูภาพช้าในเทนนิส ที่ผู้เล่นจะได้สิทธิ์การขอดูภาพเพื่มขึ้นมา 1 ครั้งเมื่อเข้าช่วงไทเบรค

อีกหนึ่งกฎที่น่าจะทำให้เกมดูน่าสนใจมากขึ้น คือการที่ยูฟ่าประกาศเพิ่มจำนวนตัวสำรองในเกมการแข่งขัน จากเดิมที่มี 7 คน ให้เป็น 12 คน เหมือนกับโปรแกรมระดับชาติในการแข่งขันฟุตบอลโลก และศึกยูโรเป็นต้น แต่อันนี้จะใช้ได้ในนัดชิงเท่านั้นนะ (ทั้งถ้วย UCL UEL และศึกซูเปอร์ คัพ ด้วย)

ข้อดี: ยิ่งเข้ามาในช่วงทดเวลาพิเศษ ถ้าเกิดนักเตะเกิดเจ็บขึ้นมา ทีมแต่ละทีมก็จะมีโอกาสได้เปลี่ยนตัวอีกหนึ่งครั้ง ทีนี้แฟนบอลก็ไม่ต้องมาเถียง ไม่ต้องใช้ข้ออ้างกันแล้วว่า “ถ้านักเตะไม่เจ็บ ไม่เป็นตะคริวนะ ก็คงชนะไปแล้ว” เพราะทีมจะมีโอกาสเปลี่ยนตัวได้อีกครั้ง ถ้าจำเป็นจะต้องทำ หรือบางทีเราอาจจะได้เห็นการเปลี่ยนตัวที่ “พลิกชีวิต” ในช่วงต่อเวลาพิเศษก็ได้ (เช่นตอนที่ฟาน กัล เปลี่ยนเอาทิม ครูล ลงมาเซฟจุดโทษในฟุตบอลโลกปี 2014)

https://www.instagram.com/p/BeyRIU0nwmL/

ยิ่งการเพิ่มจำนวนนักเตะในม้านั่งสำรองไปอีกด้วยแล้ว ผู้จัดการทีมก็จะมีตัวเลือกในการเปลี่ยนตัวมากขึ้น หรือถ้าไม่แน่ใจว่านักเตะคนนี้ฟิตพร้อมหรือเปล่า ก็ยังสามารถใส่ชื่อมาได้ โดยไม่ต้องเสียดายโควตานักเตะสำรองเลย โดยยูฟ่ามองว่า การเพิ่มตัวสำรอง จะช่วยผู้จัดการทีมในการบริหารตัวนักเตะได้ง่ายขึ้นด้วย (เอาง่ายๆคือ ตัดปัญหา “รักพี่ เสียดายน้อง” นั่นเอง) โดยเฉพาะถ้าเป็นนัดชิงอีก ใครที่ได้มีโอกาสไปนั่งเป็นตัวสำรอง ก็คงเป็นเรื่องดีแน่นอน ยิ่งถ้าเป็นเด็กดาวรุ่งด้วยแล้ว มันคงเป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีเลยล่ะ

ข้อเสีย: อรรถรสของเกมจะหายไปหรือเปล่านะ เพราะตอนนี้เราก็แทบจะไม่ต้องลุ้นแล้วว่า ใครจะโดนตัดชื่อ หรือไม่ตัดชื่อในเกมสำคัญหรือเปล่าแล้ว เพราะตอนนี้ผู้จัดการทีมสามารถใส่ชื่อนักเตะในม้านั่งสำรองได้ถึง 12 คนเลย

ส่วนในแง่ของการเปลี่ยนตัวเพิ่มนั้น ก็อาจจะมองได้ว่า มันจะทำให้เกมเสีย “ดราม่า” ไปหรือเปล่า เพราะเราอาจจะไม่ได้ดูการใช้ “กึ๋น” ของผู้จัดการทีมแบบเมื่อก่อนแล้ว ว่าจะเสี่ยงเปลี่ยนตัวครบ 3 คนไปเลยในช่วง 90 นาที หรือจะเก็บโควตาตัวสำรองไว้ใช้ในช่วงทดเวลาพิเศษ เพราะยังไงก็มีโควต้าเปลี่ยนอีกคนในช่วงทดเวลาพิเศษอยู่แล้ว

กฎที่ 3: นักเตะสามารถเล่นได้มากกว่า 1 สโมสร!

รายละเอียด: กฎนี้น่าจะทำให้แฟนบอลทั้งอาร์เซน่อล และบาร์เซโลน่าต่างบ่นเป็นเสียงเดียวว่า “มาช้าไปนะ!” เพราะถ้ายูฟ่าตั้งกฎนี้ในปีนี้ พวกเขาก็จะสามารถใช้นักเตะตัวเก่งที่เพิ่งจะซื้อมาช่วงมกราคมปีนี้ได้ นอกจากนั้น ยูฟ่ายังตั้งกฎ ให้ทีมสามารถเลือกนักเตะที่เคยลงสนามในการแข่งขันไปแล้ว ได้ถึง 3 คนด้วย จากเดิมที่ได้แค่ 1 คน

ข้อดี: กฎนี้น่าจะทำให้การย้ายตัวในช่วงเดือนมกราคมของทีมในยุโรปดูน่าสนใจมากขึ้น การทำแบบนี้จะทำให้นักเตะที่มีปัญหาในทีมระหว่างฤดูกาล หรืออยากย้ายทีม โดยเฉพาะในทีมใหญ่ๆ (เช่นโอบาเมย็อง และคูตินโญ่ เป็นต้น) สามารถย้ายทีมได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะอดลงสนามในเกมยุโรป

แถมการที่ยูฟ่าเปิดโอกาสได้ทีมสามารถเปลี่ยนรายชื่อนักเตะได้ถึง 3 คนแบบนี้ เราน่าจะได้เห็นนักเตะระดับสตาร์ ย้ายทีมสลับขั้วกันมากขึ้นในช่วงตลาดเดือนมกราคมในอนาคต การแข่งขันก็น่าจะมีความเข้มข้นมากขึ้นไปในตัวด้วย

ข้อเสีย: ถ้าย้ายได้ ต้นสังกัดก็ต้องกลัวล่ะสิเนี่ย! เพราะตอนนี้ถ้านักเตะอยากย้าย พวกเขาก็ไม่ต้องกลัวแล้วว่าจะไม่ได้ลงสนามในถ้วยยุโรป ทีมอาจจะต้องระมัดระวังในการปล่อยนักเตะไปให้กับทีมคู่แข่งในยุโรปมากขึ้นในอนาคต เพราะตอนนี้พวกเขาไม่สามารถ “แกล้ง” ส่งนักเตะคนที่ว่าลงสนามในถ้วยยุโรป เพื่อไม่ให้ทีมใหญ่ทีมอื่นซื้อได้แล้ว

แต่ที่น่าสงสัย คือถ้าเปลี่ยนรายชื่อนักเตะแล้ว นักเตะคนใหม่จะสามารถใช้เบอร์เสื้อซ้ำกันได้หรือเปล่า เพราะในปีนี้ เราเห็นนักเตะอย่างเฮ็นริค มาคิตาร์ยาน ใส่เบอร์ 77 ในถ้วยยุโรป แทนที่จะใส่เบอร์ 7 เหมือนในลีก เพราะว่าเบอร์ 7 นั้นจะไปซ้ำกับเบอร์ที่อเล็กซิส ซานเชล เคยใส่ให้กับอาร์เซน่อลในถ้วยยุโรปแล้วนั่นเอง

แฟนบอลทั้งหลายล่ะ ถูกใจหรือเปล่าสำหรับกฎใหม่ที่ยูฟ่าเตรียมจะใช้กันในปีหน้า หรือคิดว่ามีกฎไหนบ้างที่ทุกคนคิดว่าน่าจะลองเปลี่ยนดู อย่าลืมมาแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้นะครับ!