เรื่องมีอยู่ว่าหลังจากรัฐบาลไทยได้เปิดให้ประชาชนผู้มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี ไปใช้สิทธิ์รับสวัสดิการรัฐ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันง่ายๆว่าลงทะเบียนคนจน ปรากฏว่ามีคนไปลงชื่อกันอย่างล้นหลามกว่าสิบล้านคน จนจริงบ้างไม่จริงบ้างก็ว่ากันไป
แต่ที่น่าสนใจกว่าคือพอเปิดโอกาสให้คนเหล่านั้น แจ้งความจำนงในการฝึกฝนอาชีพเพื่อแก้จน กลับมีคนไม่สนใจถึงครึ่งหนึ่ง งั้นแสดงว่าพอใจสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเองอยู่แล้วหรืออย่างไร
ก็เลยย้อนกลับมาคิดเอาเองว่า การจำกัดความคำว่า “จน” ถ้าใช้มาตรฐานตัวเลขทางรายได้ต่อปีอย่างเดียวมันใช้ได้จริงหรือไม่ หรือต้องใช้เพราะมันไม่มีมาตรวัดอย่างอื่นที่ง่ายกว่านี้แล้ว
จริงๆคำว่า “จน” นั้นก็มีหลายแง่มุม มีทั้ง “จนเงิน”, “จนใจ”, “จนปัญญา”, “จนหนทาง” ถ้าคนไม่มีเงินแต่ไม่จนใจ ไม่จนปัญญา ไม่จนด้วยโอกาส มีความสามารถและมีวิชาชีพติดตัว คนๆนั้นก็น่าจะจนได้ไม่นาน
คนรวยถ้าไม่มีความสามารถไม่มีวิชาชีพติดตัว ใช้เงินอย่างไม่ประมาณตัว ก็ไม่น่าจะรวยอยู่ได้นานเช่นกัน และคงไม่แคล้วกลายเป็นคนจนได้ในที่สุด โอกาสในการสร้างปัญหาให้สังคมในเรื่องอื่นๆก็มีเช่นเดียวกัน
ผมเห็นคนที่มีฐานะปานกลางแต่รู้จักคำว่า “พอ” อยู่อย่างพอมีพอกิน มีความสุขล้นมากมายหลายครอบครัว และพร้อมกับเห็นคนพอมีเงินที่พยายามจะตามคนอื่นให้ทัน เขามีอะไรจะต้องมีให้ได้หมด สุดท้ายก็ต้องอยู่บนวิถีความไม่พอดี ดูแล้วเหมือน “คนขาด” ที่ต้องวิ่งไล่เติมให้เต็มอยู่ตลอดไป
ที่พูดมาทั้งหมดนี้เพียงจะแสดงความคิดว่า อย่าตัดสิน “ความจน” ด้วยเรื่องเงินอย่างเดียวเท่านั้น มีความจนอย่างอื่นที่น่ากลัวกว่าการจนเงินยิ่งนัก เช่น “จนปัญญา” หรือ “จนหนทาง”
ดังนั้นการปรับปรุงเรื่องการศึกษา การเข้าถึงแหล่งทุน แหล่งที่พึ่งพาหรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในสังคมไม่ให้บ้าวัตถุจนเกินไปจึงเป็นสิ่งจำเป็น
สุดท้ายคือการพัฒนาวิชาชีพ หางานให้คนทำให้ได้มากที่สุด เพราะหากคนมีงานทำหนึ่งคนก็สามารถลดภาระหรือช่วยเหลือสมาชิกคนอื่นๆของครอบครัวได้เช่นกัน
ลองดูตัวอย่างประเทศที่พัฒนาจนประสบความสำเร็จได้ ล้วนสร้างวัฒนธรรมให้คนในชาติมีระเบียบวินัย เชื่อเรื่องความทุ่มเท ความพยายาม การเรียนรู้และการทำงานหนักทั้งนั้น
ไม่มีชาติไหนสอนให้คนนิยมความสนุก ทำตามอำเภอใจได้ทุกอย่าง หวังว่าจะให้คนโน้นช่วยคนนี้ช่วยให้ได้อะไรมาง่ายๆ หรือคอยฟ้าคอยฝนฝันว่าโชคดวงจะทำให้เป็นเศรษฐีได้ทุก 16 วัน
นานๆจะเขียนออกแนวสังคมจ๋าแบบนี้ อ่านไปให้นึกว่าฟังคนแก่บ่นก็แล้วกันนะครับ555.






























