Home Work & Living Living “ภาษีความหวาน-ภาษีความเค็ม” ช้าไปหรือไม่กับสุขภาพคนไทย?

“ภาษีความหวาน-ภาษีความเค็ม” ช้าไปหรือไม่กับสุขภาพคนไทย?

หากพูดถึงปัญหาสุขภาพของคนไทยในปัจจุบันนี้ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ได้กลายเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะโรคเหล่านี้กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งในแง่ของจำนวนผู้ป่วย ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค การเสียชีวิต และที่สำคัญ คือช่วงอายุของผู้ป่วยที่กำลังน้อยลงเรื่อย ๆ หลายโรคไม่ได้เกิดแค่กับผู้สูงอายุอีกต่อไปแล้ว แต่กำลังกลายเป็นภัยคุกคามคนวัยทำงาน วัยรุ่น รวมไปถึงเด็กอายุเพียงไม่กี่ขวบ ก็มีความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มขึ้น นี่จึงเป็นปัญหาที่ภาครัฐต้องเข้ามามีบทบาทในการจัดการปัญหาตั้งแต่ต้นทาง

ซึ่งการบังคับใช้ “ภาษีความหวาน” (ภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มที่มีรสหวาน) ในประเทศไทย และความพยายามในการผลักดัน “ภาษีความเค็ม” (เครื่องปรุงรสที่มีโซเดียมสูง) ให้เกิดขึ้น ก็ถือเป็นหนึ่งในมาตรการเชิงนโยบายที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง แต่คำถามก็คือ “มันช้าไปหรือไม่” กับสถานการณ์วิกฤติสุขภาพของคนไทยในเวลานี้

สถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ยังวิกฤติ กับการเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย

ข้อมูลสถิติสาธารณสุขในช่วงปี 2563-2567 ซึ่งถูกนำมาวิเคราะห์ในรายงานการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาประจำสัปดาห์ กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับสถานการณ์การเสียชีวิตด้วย 5 โรคหลักของโรคไม่ติดต่อในประเทศไทย เผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ระบุว่า กลุ่มโรคไม่ติดต่อยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของประชากรไทย โดยโรคที่อยู่ในกลุ่ม 5 โรคหลัก ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจขาดเลือด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคระบบทางเดินหายเรื้อรัง ข้อมูลรายงานว่าในช่วงปี 2563-2567 มีผู้เสียชีวิตด้วย 5 โรคนี้ รวมทั้งสิ้น 537,952 ราย เฉลี่ยปีละ 107,590 ราย หรือประมาณวันละ 295 ราย

สำหรับ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) คือกลุ่มโรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคและไม่ติดต่อจากคนสู่คน แต่มีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยทางพันธุกรรม สรีรวิทยา สิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมสุขภาพในชีวิตประจำวัน ลักษณะสำคัญของโรคคือ มีการดำเนินไปอย่างเรื้อรัง นำไปสู่ความเจ็บป่วย ความพิการ และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ซึ่งองค์การอนามัยโลก ได้จัดให้กลุ่มโรค NCDs เป็นปัญหาสุขภาพอันดับหนึ่งของโลก ในปีพ.ศ. 2565 มีผู้เสียชีวิต 43 ล้านคน (ร้อยละ 75 ของสาเหตุการเสียชีวิตทั้งหมดทั่วโลก) 3 ใน 4 ของผู้เสียชีวิต อยู่ในกลุ่มประเทศรายได้น้อยถึงปานกลาง

สถานการณ์และแนวโน้มการเสียชีวิตจาก 5 โรคหลักไม่ติดต่อในประเทศไทย พบว่า ใน 5 โรคหลัก โรคหลอดเลือดสมองมีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุด และเป็นโรคเดียวในกลุ่มที่อัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างชัดเจน จาก 52.8 เป็น 59.5 ต่อประชากรแสนคน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 12.9 ในระยะเวลาเพียง 5 ปี ขณะที่โรคหัวใจขาดเลือด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง มีอัตราการเสียชีวิตรองลงมาตามลำดับ

ขณะเดียวกัน โรคไตเรื้อรัง ก็เป็นอีกปัญหาที่มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคพบว่า ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในระบบเพิ่มจากประมาณ 980,238 คนในปี 2565 เป็น 1,098,773 คนในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10.8 ภายในเวลาเพียง 2 ปี!

สาเหตุของการเกิดโรคเหล่านี้มีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายด้าน ทั้งการไม่ออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ น้ำหนักตัว และพันธุกรรม แต่หนึ่งในปัจจัยที่สามารถหลีกเลี่ยงได้และเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของคนไทยจำนวนมากก็คือ “อาหาร” โดยเฉพาะการบริโภค “น้ำตาล” และ “โซเดียม (เกลือ)” มากเกินไป! ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมการบริโภค “อาหารรสจัดจ้าน = อร่อย” ที่ฝังรากลึก อาหารไทยและอาหารแปรรูปนั้นเข้าถึงง่าย อย่างที่นักท่องเที่ยวต่างชาติกล่าวขวัญว่าเมืองไทยเป็นสวรรค์ของนักชิม ไม่ว่าจะดึกดื่นหรือเช้ามืดแค่ไหนก็หาของกินได้ อาหารส่วนใหญ่มักจะมีรสชาติจัดจ้าน หวาน-เค็มจัด รวมไปถึงพวกของมันของทอดทั้งหลาย พฤติกรรมการบริโภคเช่นนี้เองที่กำลังบ่อนทำลายสุขภาพของพวกเรา

น้ำตาล-เกลือ ไม่ใช่ตัวร้ายโดยธรรมชาติ แต่ปัญหาคือปริมาณการบริโภคที่มากเกินไป

เมื่อพูดถึงโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่น ๆ “น้ำตาล” และ “เกลือ” มักถูกพูดถึงในฐานะปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคจากการกินอาหาร และเป็นสิ่งที่ควรลด ทว่าในทางชีววิทยา ทั้งสองอย่างไม่ได้เป็น “ของต้องห้าม” ในทางภาวะปกติ เพราะต่างก็เป็นวัตถุดิบอาหารที่มีบทบาทต่อการทำงานของร่างกายที่ร่างกายขาดไม่ได้ ดังนั้น ปัญหาจริง ๆ จึงอยู่ที่ ปริมาณและรูปแบบการบริโภค มากกว่า

น้ำตาล โดยเฉพาะกลูโคส จัดเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของร่างกาย เซลล์สามารถนำกลูโคสไปใช้สร้างพลังงานเพื่อให้ร่างกายทำงานได้ตามปกติ โดยเฉพาะกับสมอง ซึ่งเป็นอวัยวะที่ใช้พลังงานสูงมาก ในภาวะปกติ สมองจะพึ่งพากลูโคสเป็นเชื้อเพลิงหลัก แม้สมองจะสามารถใช้คีโตนเป็นพลังงานได้มากขึ้นในภาวะอดอาหาร แต่ในชีวิตประจำวันกลูโคสยังเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของสมอง เราจึงพูดไม่ได้เต็มปากว่า “น้ำตาลเป็นตัวร้าย ไม่มีประโยชน์” เพียงแต่ต้องแยกให้ออก ระหว่าง กลูโคสที่ร่างกายต้องใช้ กับน้ำตาลเติมเพิ่มที่มากับอาหารและเครื่องดื่ม เนื่องจากร่างกายสามารถเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตหลายชนิดจากอาหารให้กลายเป็นกลูโคสได้อยู่แล้ว เราจึงไม่จำเป็นต้องกินอาหารที่มีน้ำตาลเติมเพิ่มเพื่อให้สมองมีพลังงาน

พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ สมองต้องใช้กลูโคสจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเติมน้ำหวาน เติมขนม หรืออาหารที่เติมน้ำตาลมาก ๆ เพื่อเอาน้ำตาลไปเลี้ยงสมอง หากจะกิน ก็ให้กินในปริมาณที่ไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในแต่ละวันก็เพียงพอ

ส่วน เกลือ มีโซเดียมเป็นองค์ประกอบสำคัญ ซึ่งโซเดียมจัดเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ในปริมาณหนึ่ง โดยมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาสมดุลของของเหลวในร่างกาย การทำงานของระบบประสาท และการทำงานของกล้ามเนื้อ รวมถึงหัวใจ หากร่างกายมีโซเดียมไม่เพียงพอ ก็สามารถเกิดความผิดปกติของสมดุลน้ำและการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น การที่ร่างกายต้องการโซเดียม ก็ไม่ได้แปลว่า “ยิ่งกินมาก ๆ ก็ยิ่งดี” เพราะเมื่อร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินไป เป็นประจำ ร่างกายจะต้องจัดการกับโซเดียมส่วนเกินผ่านไต

ดังนั้น “น้ำตาล” และ “เกลือ” ไม่ใช่สิ่งที่ร่างกายต้องหลีกเลี่ยงโดยสิ้นเชิง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีน้ำตาลหรือโซเดียมอยู่ในอาหาร แต่เป็น ปริมาณที่ได้รับตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะในปัจจุบัน น้ำตาลและเกลือไม่ได้มาจากสิ่งที่ผู้บริโภคตั้งใจเติมลงในอาหารด้วยตัวเองเท่านั้น แต่ยังพบอยู่ในอาหารและเครื่องดื่มจำนวนมาก ตั้งแต่เครื่องดื่มรสหวาน ขนม อาหารสำเร็จรูป อาหารกึ่งสำเร็จรูป ซอส น้ำจิ้ม ไปจนถึงอาหารพร้อมรับประทาน ทำให้บางครั้งทำให้เราได้รับปริมาณน้ำตาลและเกลือมากกว่าที่คิดจากอาหารหลายอย่างรวมกัน โดยที่ไม่ได้ทันสังเกตว่าตัวเองกำลังได้รับน้ำตาลและเกลือเข้าร่างกายมากเกินไป อาหารที่ “หวานจัด” หรือ “เค็มจัด” บางทีก็เป็นเพียงน้ำขวดเล็ก ๆ หรือขนมถุงเล็ก ๆ ที่เรากินไม่อิ่มท้องด้วยซ้ำเท่านั้นเอง

มีข้อมูลที่กรมควบคุมโรคใช้อ้างอิงระบุว่า คนไทยได้รับโซเดียมจากอาหารเฉลี่ยประมาณ 4,352 มิลลิกรัมต่อวัน ขณะที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ผู้ใหญ่บริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่าเกลือไม่เกินประมาณ 5 กรัมต่อวัน นั่นหมายความว่า ปริมาณโซเดียมที่คนไทยได้รับโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับสูงกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกมากกว่า 2 เท่า

ส่วนน้ำตาล ก็มีข้อมูลที่องค์การอนามัยโลกเคยใช้อ้างอิงสำหรับประเทศไทย ระบุว่า คนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยประมาณ 20 ช้อนชาต่อวัน ขณะที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้จำกัดการบริโภคน้ำตาลไม่เกินร้อยละ 10 ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน หรือประมาณ 12 ช้อนชา (50 กรัม) สำหรับผู้ที่บริโภคพลังงานวันละ 2,000 กิโลแคลอรี และหากลดลงเหลือไม่เกินร้อยละ 5 หรือประมาณ 6 ช้อนชา (25 กรัม) ต่อวัน จะยิ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น ดังนั้น การบริโภคน้ำตาลของคนไทยที่เฉลี่ยประมาณ 20 ช้อนชาต่อวัน จึงอยู่ในระดับสูงกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกอย่างชัดเจน โดยหากเทียบกับระดับ 6 ช้อนชาต่อวัน จะสูงกว่าประมาณ 3 เท่าเลยทีเดียว!

การได้รับโซเดียมมากเกินไป มีความสัมพันธ์กับความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคหลอดเลือดสมอง ขณะที่การบริโภคน้ำตาลมากเกินไปก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วน และเบาหวาน และเมื่อมองภาพทั้งหมดรวมกัน จึงเห็นได้ว่า “หวาน” และ “เค็ม” ไม่ใช่เพียงเรื่องของรสชาติอาหาร แต่กำลังเชื่อมโยงไปถึงปัญหาสุขภาพที่คนไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งถ้าหากปล่อยให้พฤติกรรมการกิน น้ำหนักตัว และปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ ๆ สะสมต่อไป ก็อาจหมายถึงการมีผู้ป่วยโรคเรื้อรังจำนวนมากขึ้นในอนาคต

ภาษีความหวาน-ความเค็ม มาตรการและแนวคิดที่มาช้า แต่ก็ดีที่ยังมา!

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หากใครที่เข้าร้านสะดวกซื้อบ่อย ๆ น่าจะสังเกตเห็นว่า ราคาของเครื่องดื่มหลายอย่างปรับตัวสูงขึ้นอย่างงง ๆ เนื่องจากไม่มีที่มาที่ไปว่าทำไมถึงแพงขึ้น (สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามข่าว) แต่เมื่อลองหาข้อมูลเชิงลึก จะพบว่าราคาของเครื่องดื่มที่แพงขึ้น เป็นผลมาจาก ภาษีความหวาน ที่อาจทำให้ใครหลายคนไม่ค่อยพอใจ เพราะหากมองเผิน ๆ ภาพที่เห็นก็คือ รัฐกำลังเพิ่มค่าครองชีพให้ประชาชนโดยไม่จำเป็น จากการที่ทำให้อาหารหรือเครื่องดื่มบางอย่างมีราคาแพงขึ้น ทว่าเบื้องหลังที่แท้จริง นี่เป็นเพียงความพยายามที่จะใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์เข้าไปเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค (แพง = ต้องเลี่ยง ซื้อกินบ่อยไม่ไหว) และอาจกระตุ้นให้ผู้ผลิตปรับสูตรอาหารให้มีน้ำตาลหรือโซเดียมน้อยลง

อย่างไรก็ตาม น่าสนใจว่า ในวันที่คนไทยจำนวนมากกำลังเผชิญกับโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไต ภาครัฐเริ่มจัดการกับสภาพแวดล้อมด้านอาหารช้าเกินไปหรือไม่ และยังทันอยู่หรือเปล่า เมื่อประชากรในประเทศเจ็บป่วยและล้มตายกันเป็นจำนวนมากด้วยกลุ่มโรค NCDs

สำหรับ ภาษีความหวาน ประเทศไทยเริ่มใช้มาตรการภาษีเครื่องดื่มตามปริมาณน้ำตาลมาตั้งแต่ปี 2560 โดยเป็นส่วนหนึ่งของพระราชบัญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 โดยกำหนดอัตราตามปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม ยิ่งมีน้ำตาลสูง อัตราภาษีตามปริมาณก็ยิ่งสูงขึ้น โครงสร้างภาษีถูกปรับขึ้นเป็นระยะ เพื่อให้ผู้ผลิตมีแรงจูงใจลดน้ำตาลในสูตร โดยอัตราที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเริ่มใช้มาตั้งแต่ 1 เมษายน 2568 เป็นต้นมา และเราก็ค่อย ๆ เห็นความเปลี่ยนแปลงมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่เครื่องดื่มหลายอย่างมีราคาแพงขึ้น 1-2 บาท ต่อมา หลายแบรนด์ก็ค่อย ๆ ปรับตัว ออกเครื่องดื่มสูตรใหม่ ๆ เป็นสูตรน้ำตาลน้อยลงหรือสูตรไม่มีน้ำตาล (แต่ใช้สารให้ความหวานที่ปลอดภัยกว่าแทน) เพื่อให้กลายเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น

สำหรับเครื่องดื่มบางประเภทที่มีน้ำตาล เช่น น้ำอัดลมและเครื่องดื่มที่เติมน้ำตาล หากมีน้ำตาล ไม่เกิน 6 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร จะไม่เสียภาษีตามปริมาณน้ำตาล แต่ถ้าปริมาณน้ำตาลสูงขึ้น อัตราภาษีจะเพิ่มขึ้นเป็นขั้น ๆ ตามโครงสร้างที่กรมสรรพสามิตกำหนด คือ

  • 6-8 กรัม เสีย 1 บาทต่อลิตร
  • 8-10 กรัม เสีย 3 บาทต่อลิตร
  • 10-14 กรัม เสีย 5 บาทต่อลิตร

สำหรับเครื่องดื่มบางกลุ่มที่มีน้ำตาลสูงกว่า 14 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร ยังมีอัตราที่สูงกว่านี้ตามประเภทสินค้า ระบบจึงไม่ได้คิดภาษีจากน้ำตาลทุกชนิดในอัตราเดียวกัน ดังนั้น หัวใจของภาษีความหวานจึงไม่ได้มีแค่การทำให้เครื่องดื่มหวานมีราคาแพงขึ้น แต่เป็นการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตลดปริมาณน้ำตาลในสูตรหรือทำสูตรไม่มีน้ำตาล เพราะหากลดน้ำตาลจนอยู่ในระดับที่เสียภาษีน้อยลง ต้นทุนภาษีก็ลดลงตามไปด้วย และอาจสามารถขายให้ผู้บริโภคในราคาที่ต่ำกว่าสูตรปกติ ซึ่งที่ผ่านมาก็ถือว่าได้ผลดีในระดับหนึ่ง ในการทำให้เครื่องดื่มหลายแบรนด์ในตลาดลดปริมาณน้ำตาลลง ถึงอย่างนั้น ในมุมของนักวิชาการด้านสุขภาพ มองว่าการปรับอัตราภาษียังช้าเกินไปและเบาเกินไปในบางช่วง ทำให้ผู้ประกอบการบางรายยังคงยอมจ่ายภาษีเพิ่มเพื่อคงรสชาติเดิมไว้

ในขณะที่ ภาษีความเค็ม หรือการเก็บภาษีตามปริมาณโซเดียม สถานการณ์ปัจจุบันยังต่างจากภาษีความหวานอย่างชัดเจน เพราะประเทศไทยยังไม่มีการจัดเก็บภาษีโซเดียมเป็นการทั่วไป ทว่าที่ผ่านมา กรมสรรพสามิตเคยระบุว่าแนวคิดเรื่องการจัดเก็บภาษีโซเดียมอยู่ระหว่างการศึกษา ทั้งประเภทสินค้าที่จะนำมาจัดเก็บและเกณฑ์ปริมาณโซเดียมที่จะใช้เป็นฐานในการคิดภาษี โดยมีเป้าหมายหลักด้านสุขภาพประชาชน

สำหรับภาษีความเค็ม เบื้องต้นพบว่ามีความท้าทายและซับซ้อนกว่าภาษีความหวานในทางปฏิบัติ เนื่องจากโซเดียมไม่ได้อยู่ในเครื่องดื่มที่มองเห็นง่าย แต่มันซ่อนอยู่ในเครื่องปรุงรส อาหารสำเร็จรูป บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารหมักดอง รวมไปถึงการควบคุมการบริโภคโซเดียมเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและการปรุงอาหารในครัวเรือนรวมถึงสตรีตฟู้ด ซึ่งยากต่อการควบคุมและตรวจสอบมากกว่าอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม

อย่างไรก็ดี ล่าสุดในปี 2569 กรมสรรพสามิตเตรียมเสนอแนวทาง “ภาษีความเค็ม” ให้รัฐบาลชุดใหม่พิจารณา โดยแนวคิดที่ถูกเสนอคือ การจัดเก็บแบบขั้นบันไดตามปริมาณโซเดียม กล่าวคือ สินค้าที่มีโซเดียมสูงจะเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น เบื้องต้น กลุ่มสินค้าที่ถูกมองว่าจะนำมาพิจารณาก่อนคือ อาหารสำเร็จรูปหรือสินค้าที่มีโซเดียมสูงและไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น ขนมขบเคี้ยว ขณะที่สินค้าที่ถือเป็นอาหารจำเป็นอาจได้รับการยกเว้น เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพ นอกจากนี้ ยีงมีการพูดถึงระยะเวลาผ่อนผันประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี เพื่อให้ผู้ผลิตมีเวลาปรับสูตรลดโซเดียมก่อนเริ่มมาตรการอย่างเต็มรูปแบบ เหมือนที่ทำกับภาษีความหวาน

หากมองในมุมของ “ความเสียหายที่เกิดขึ้นไปแล้ว” มาตรการภาษีความหวานที่เพิ่งบังคับใช้เต็มรูปแบบไปเมื่อปี 2568 ส่วนภาษีความเค็มยังไม่เริ่มต้น ถือว่า “ช้าไป” เพราะคนไทยจำนวนมากต้องเผชิญกับโรคเรื้อรังและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากพฤติกรรมการกิน ตลอดจนงบประมาณภาครัฐที่ต้องสูญเสียไปกับการรักษาพยาบาลมหาศาล แต่หากมองในมุมของ “ความจำเป็นที่ต้องผลักดันต่อ” แม้จะมาช้า แต่ก็ยังดีที่มานะ! ถือว่าดีกว่าไม่ได้เริ่มต้นเลย ซึ่งในปัจจุบันก็ถือว่ายังไม่สายเกินไปหากภาครัฐจะเร่งรัดมาตรการเหล่านี้ให้เด็ดขาดขึ้นเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นของคนไทย

ถึงอย่างนั้น ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในมุมผู้บริโภคเช่นกัน เมื่อเราปล่อยให้พฤติกรรมการบริโภคเหล่านี้เติบโตมานานหลายทศวรรษ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในภาพรวมจึงทำได้ยากและต้องใช้เวลานาน ถึงอย่างนั้น จากภาพที่เห็น คนไทยเริ่มต้นหันมาใส่ใจในการเลือกกินมากขึ้น แม้จะยังจำกัดอยู่ในกลุ่มเล็ก ๆ ก็ตาม แต่ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่เรายังได้เห็นความเปลี่ยนแปลง