Home Inspiration ชะนีติดซีรีส์ Splash Splash Love เด็กม.6 หนีสอบ ข้ามมิติไปสอนวิชาให้พระราชา

Splash Splash Love เด็กม.6 หนีสอบ ข้ามมิติไปสอนวิชาให้พระราชา

หากพูดถึงซีรีส์เกาหลีในความทรงจำ เรื่องที่ดูแล้วรู้สึกชอบแบบที่ประทับใจมาก ๆ อันที่จริงมีไม่กี่เรื่องหรอกเมื่อเทียบกับซีรีส์ที่เคยเปิดดูทั้งหมด และหนึ่งในเรื่องที่ดูแล้วชอบมากก็คือซีรีส์ที่จะนำมาชวนคุยกันในวันนี้ เป็นมินิซีรีส์ที่จริงใจสุด ๆ เพราะมีแค่สองตอนจบ แถมยังเป็นเรื่องที่เราบังเอิญไปเปิดเจอตอนไถเฟซบุ๊ก ตั้งแต่สมัยที่เฟซบุ๊กยังไม่มีฟีเจอร์ Reels เลยมั้ง มีคนทำซับไทยไว้แล้วเราเปิดเจอก็เลยนอนดูเพลิน ๆ เผลอแป๊บเดียวก็จบแล้ว

Splash Splash Love มีชื่อเรื่องภาษาไทยว่า ข้ามมิติรัก หัวใจชุ่มฉ่ำ เป็นซีรีส์เกาหลีแนวซากึกที่ฉายในช่วงปลายปี 2015 บอกเล่าเรื่องราวชีวิตวัยรุ่นที่เต็มไปด้วยสีสันและความกดดันของ “จางดันบี” เด็กสาวชั้นม.6 คนหนึ่งที่กำลังเผชิญกับความเครียดเพื่อที่จะเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เธอเรียนหนังสือไม่เก่ง โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ แถมยังไม่มีความฝันอะไรจริงจัง แตกต่างจากเพื่อนสนิทของเธอที่รู้ตัวแน่ชัดว่าชอบด้านศิลปะ ถึงอย่างนั้นเธอก็ค่อนข้างถนัดวิชาที่ต้องใช้ความจำอย่างประวัติศาสตร์ และมีความสามารถในการจำเสียงคน แต่ละวันของเด็กสาวจึงมักจะจมอยู่กับการนอนเล่นมือถือหน้าทีวีดูรายการหน้ากากนักร้อง และบ่นว่าเกลียดละครแนวย้อนยุค ทุกครั้งที่แม่ของเธอเข้ามาขัดจังหวะพร้อมกับเปลี่ยนช่องทีวีหนีรายการร้องเพลงไปดูละคร

ด้วยความที่เธอใช้ชีวิตแบบนี้ให้แม่เห็นอยู่บ่อย ๆ และไม่เคยเข้าไปปรึกษาความอึดอัดใจกับแม่ แม่เลยมองว่าลูกสาวคนนี้เป็นเด็กไม่เอาอ่าว และเริ่มสิ้นหวังที่จะได้เห็นลูกได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย แต่ด้วยความเป็นห่วงลูกสาวสุดหัวใจว่าถ้าเด็กคนนี้เรียนจบแค่ม.ปลาย เธออยู่อย่างไรหากไม่มีแม่ แม่จึงไม่ยอมแพ้และไม่หมดหวังในตัวลูกสาว ยังคงเคี่ยวเข็ญให้เธอตั้งใจเรียนและต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ กระทั่งถึงวันสอบซูนึง ซึ่งเป็นการสอบแข่งขันเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย เธอกำลังจะเดินทางออกจากบ้านเพื่อไปสอบ แม่วิ่งตามออกมาเพื่อเอาขนมที่ลูกชอบมายัดใส่กระเป๋าลูกสาว พร้อมกับร่มหนึ่งคัน เธอแค่คว้าร่มสีเหลืองจากแขนแม่ออกไป แล้วมุ่งหน้าไปโรงเรียน

เด็กสาวนั่งอ่านทบทวนวิชาประวัติศาสตร์บนรถเมล์ ด้วยความที่อ่านเพลินไปหน่อยก็เลยเกือบนั่งรถเลยป้าย ทว่าเธอก็ดันลืมร่มเอาไว้บนรถ กลับขึ้นไปเอาไม่ทัน ขณะเดียวกันฝนก็เริ่มตกลงมา เธอจึงเดินตากฝนไปจนถึงหน้าโรงเรียน จริง ๆ อีกแค่ไม่กี่ก้าวเท่านั้นเธอก็จะเดินเข้าไปสอบเหมือนเด็กคนอื่น แต่จู่ ๆ ความกลัว ความกดดัน และความคาดหวังของแม่พุ่งเข้าใส่อย่างจัง เด็กสาวจึงตัดสินใจหนี! เธอหนีมาที่สนามเด็กเล่นแทนที่จะเข้าห้องสอบ พร้อมกับความรู้สึกที่อยากจะหายไปจากโลกนี้ ทันใดนั้นเอง เธอก็ได้ยินเสียงกลองดังมาจากแอ่งน้ำขัง เมื่อลองแหย่เท้าลงไปก็พบว่าเท้าของเธอไม่สัมผัสกับพื้น! เมื่อพอจะเดาได้ว่าความลึกของแอ่งน้ำนั้นอาจกำลังจะพาเธอไปที่ไหนสักที่ เธอจึงตัดสินใจกระโดดลงไปในแอ่งน้ำ ต่อหน้าเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่เธอไม่เห็นเขา

แล้วใครจะไปคิดล่ะว่าแอ่งน้ำนั้นจะพาเธอย้อนเวลากลับไปยังยุคโชซอน! ในช่วงที่เขากำลังทำพิธีขอฝนกันอยู่ ที่นั่น เธอได้พบกับ “อีโด” กษัตริย์หนุ่มแห่งยุคโชซอน ผู้ซึ่งกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากเนื่องจากปัญหาภัยแล้งที่ฝนไม่ตกมานานถึงสามปี และการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ ทีแรกเธอเข้าใจว่าที่นี่คือกองถ่ายละครย้อนยุคแบบที่แม่ชอบดู และเธอถูกเข้าใจผิดว่าเป็นขันที เนื่องจากคำว่าเด็กม.ปลายในภาษาเกาหลีปัจจุบัน เป็นคำพ้องเสียงกับคำว่าขันทีในยุคโชซอน และเมื่อเธอรู้ตัวว่าตัวเองย้อนเวลากลับไปในอดีต เธอจึงพยายามหาวิธีเอาชีวิตรอดด้วยข้าวของที่ตัวเองมีในกระเป๋าเป้ ความรู้พื้นฐานของเด็กม.ปลาย และทักษะการเอาตัวรอดขั้นสุด

เมื่อคนอื่น ๆ เข้าใจว่าเธอเป็นผู้ชาย เธอจึงยอมใช้ชีวิตแบบผู้ชายคนหนึ่ง ไปพร้อม ๆ กับการตามหาหลักฐานว่าเธอหลุดเข้ามาในยุคของกษัตริย์องค์ไหนจะได้วางแผนต่อ และเมื่อมีเหตุให้เธอต้องเอาตัวรอดจากปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่พระราชากับเหล่าบัณฑิตไม่สามารถหาคำตอบได้ เธอจึงแสดงความรู้ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมปลายเพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น พระราชาโปรดมาก ถึงขั้นยกย่องให้เธอเป็นขันทีที่เก่งที่สุดในราชอาณาจักร และกลายเป็นอาจารย์คนสนิทของพระราชาในทันที เธอช่วยสอนความรู้ม.ปลายให้พระองค์และเหล่าบัณฑิต จนเขียนออกมาเป็นตำราการศึกษาหลายเล่ม ที่สำคัญที่สุด คือแรงบันดาลใจในการประดิษฐ์อักษรฮันกึลเกาหลี เมื่อพระองค์เห็นว่าเธออ่านตัวฮันจาไม่ออก ทั้งที่ประชาชนควรจะอ่านหนังสือได้ จะได้ช่วยพัฒนาประเทศให้เจริญ

ทั้งหมดนี่คือเรื่องย่อคร่าว ๆ ของซีรีส์เรื่อง Splash Splash Love ที่เราเอามาเกริ่นเรียกน้ำย่อยเพื่อป้ายยาให้คนที่สนใจได้ตามไปดูกันต่อ แม้ว่าที่เขียนมานี้มันอาจจะดูยาวหลายย่อหน้า แต่จริง ๆ มันคือช่วงประมาณ 10 นาทีของเรื่องเท่านั้นเอง ไม่ได้สปอยล์อะไรเลย ซีรีส์ความยาว 2 ตอน ตอนละประมาณชั่วโมงนิด ๆ รวมเป็น 2 ชั่วโมงกว่า เทียบแล้วก็ราว ๆ ภาพยนตร์ยาวเรื่องหนึ่ง แล้วจะบอกว่าเรื่องราวความสนุก ข้อคิด และความซึ้งกินใจมันจะค่อย ๆ เริ่มต่อจากนี้ เมื่อนางเอกต้องใช้ชีวิตอยู่ในโชซอนเพื่อรอวันฝนตก เธอต้องงัดความรู้สารพัดมาสอนให้กับบุคคลระดับพระราชา ทั้งที่สำหรับเธอแล้วมันก็เป็นแค่ความรู้พื้นฐานระดับม.ปลาย แถมยังเป็นความรู้ของวิชาที่เธอไม่ชอบเรียน วิชาที่ตัวเองเรียนไม่เก่ง และที่สำคัญที่สุด ยังคงไม่ลืมใช่ไหมว่าเธอไปโชซอนก็เพราะเธอ “หนี” การสอบ!

ความน่าสนใจของซีรีส์เรื่องนี้ไม่ใช่แค่พล็อตย้อนเวลาไปยังอดีตที่ซีรีส์เรื่องอื่นก็ทำกันดาษดื่นไปหมด แต่คือการที่เด็กสาววัยประมาณ 18-19 ปี ซึ่งก็คือเด็กม.6 เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย ถูกยกย่องให้เป็นอาจารย์ของกษัตริย์ด้วยความรู้พื้นฐานของเด็กม.ปลาย ที่ต่อให้หัวจะไม่ไปในด้านนี้ แต่ถ้าในห้องเรียนยังพอจะตั้งใจเรียนอยู่บ้างมันก็พอจะมีความรู้งู ๆ ปลา ๆ นางเอกจึงพยายามงัดเอาความรู้ทุกอย่างที่ตัวเองเคยเรียนขึ้นมาใช้ทั้งหมด นี่แหละคือความรู้ที่ใช้สำหรับเอาตัวรอดที่แท้จริง เข้าใจฟีลของละครพล็อตย้อนเวลาใช่ไหม คนยุคปัจจุบันแต่งตัวประหลาด พูดจาแปลก ๆ แถมยังรู้นั่นรู้นี่ที่มันยังไม่เคยเกิดขึ้นในเวลานั้น มันทำให้ตัวละครที่ข้ามเวลาไปเหมือนคนบ้า แล้วยิ่งข้ามเวลาไปเจอพระราชา นางเลยถูกขู่ฆ่า โดนดาบจ่อคอตั้งหลายรอบ ที่รอดมาได้ก็เพราะความรู้ที่สมัยนั้นยังไม่รู้กันนี่แหละ

และแก่นที่แท้จริงของซีรีส์เรื่องนี้ก็คือ ความรู้สึกไร้คุณค่า ไร้ประโยชน์ของนางเอก ถ้าใครจะตามไปหาดู เราอยากให้ลองสังเกตนางดู มันมีหลายจังหวะมากที่ซีรีส์จะเล่นกับความเงียบในขณะที่ภาพก็จับอยู่ที่หน้านางเอก เพื่อสื่อว่าในหัวของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่กำลังกลัวความไม่แน่นอน สับสนกับทางที่ตัวเองเลือกเดินหนีอนาคต ไหนจะความรู้สึกเหมือนเป็นคนไร้ค่า เมื่อรู้ว่าตัวเองไม่เก่งอะไรสักอย่าง ไม่มีความฝัน ไม่มีความชอบ ไม่มีประโยชน์ต่อคนอื่น และล่าสุดก็ดูเหมือนจะไม่มีความหวังแล้วด้วย ตอนที่แม่ดุนางว่าช่วยทำอะไรแบบพยายามทำให้ดีที่สุดบ้างเถอะ นางพึมพำเถียงแม่ไปว่าไม่มีสักครั้งเลยที่นางไม่พยายามอย่างเต็มที่ นี่เลยคิดว่ามันค่อนข้างชัดนะว่าที่ผ่านมานางก็พยายามที่สุดเท่าที่นางจะทำได้แล้ว หัวนางมาได้แค่นี้ และคนอื่นแค่เก่งกว่า ความรู้สึกนั้นกัดกินนางจนอยากหายไป

แต่เมื่อนางย้อนเวลากลับไปอดีต ยุคสมัยที่เกาหลียังไม่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์แบบตะวันตก ยังไม่มีแม้แต่ตัวหนังสือของตัวเองด้วยซ้ำ นี่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ตอนนางข้ามเวลาไปแล้วไม่รู้ว่าตัวเองอยู่สมัยของกษัตริย์พระองค์ไหน เพราะธรรมเนียมสมัยนั้นไม่มีใครเอ่ยพระนามของกษัตริย์ได้ แถมเอกสารต่าง ๆ ก็ถูกบันทึกด้วยตัวฮันจา (ตัวอักษรจีน) ซึ่งนางอ่านไม่ออก และการที่นางหลุดไปพร้อมกับมือถือที่ตั้งภาพท้องฟ้าเป็นภาพหน้าจอ มีแอปฯ เช็กสภาพอากาศ ทำให้พระราชาเริ่มเชื่อว่านางมาจากอนาคต และเริ่มตระหนักว่าเด็กที่ย้อนเวลามาหลายร้อยปีจะมีความรู้ได้ ต้องมีใครสักคนที่สร้างและรวบรวมองค์ความรู้ขึ้นมา

นั่นคือแรงบันดาลใจที่ทำให้พระราชาคิดประดิษฐ์ตัวอักษรฮันกึลของเกาหลีขึ้นมา รวมถึงสร้างตำราความรู้มากมายที่ได้มาจากนางเอก ซึ่งตำราเหล่านั้นก็ถูกใช้เป็นองค์ความรู้ในการพัฒนาประเทศเกาหลีใต้ในยุคต่อ ๆ มา และสร้างสิ่งประดิษฐ์นั่นนี่ขึ้นเพื่อให้อาณาประชาราษฎร์ได้ใช้ สิ่งเหล่านั้นล้วนเกิดจากความร่วมมือของพระราชา นางเอก กับข้าทาสอีกคนที่เป็นนักดนตรีและค่อยช่วยเหลือนางเอกห่าง ๆ พระราชาทำทั้งหมดนั่นขึ้นมาเพราะเธอ ด้วยหวังว่าลูกหลานชาวเกาหลีในอนาคตจะได้ใช้ประโยชน์จากมัน ประชาชนจะมีความรู้ในการสร้างชาติให้ยั่งยืนต่อไป จนพระราชาพรงองค์นี้ได้รับการยกย่องว่าพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เกาหลี จนในที่สุด นางเอกก็ได้รู้ว่าเธอหลุดเข้าไปในยุคของ พระเจ้าเซจงมหาราช กษัตริย์ผู้ทรงอยู่บนธนบัตร 10,000 วอนนั่นเอง

นี่แหละคือจุดที่ทำเราประทับใจที่สุดในซีรีส์เรื่องนี้ นางเอกที่อยู่ในยุคของตัวเอง เธอเป็นเพียงเด็กนักเรียนธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่มีอะไรพิเศษเลย ธรรมดาจนรู้สึกไร้ค่า แต่เมื่อข้ามมิติไปยังอดีต เธอกลับกลายเป็นผู้ที่เก่งที่สุดในราชอาณาจักร ได้เป็นถึงอาจารย์ของกษัตริย์ เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์ของเกาหลีในหลาย ๆ ด้าน องค์ความรู้ต่าง ๆ ข้าวของเครื่องใช้ ที่สำคัญที่สุดก็คือ “ตัวอักษรฮันกึล” ที่ทำให้คนเกาหลีมีตัวหนังสือเป็นของตัวเอง นี่แสดงให้เห็นว่าคนเราเมื่ออยู่ถูกที่มันก็จะมีคุณค่า การที่เธอไปใช้ชีวิตในยุคโชซอน ทำให้เธอรู้ว่าตัวเองก็มีประโยชน์ต่อคนอื่น ได้รู้ว่าตัวเองก็สามารถนั่งคิดคำนวณหาวิธีสร้างนาฬิกาน้ำของโชซอนได้ทั้งที่โง่คณิตศาสตร์สุด ๆ และได้เข้าใจว่ามีคนคนหนึ่งที่ไม่เคยยอมแพ้ในตัวเธอเลย แม่ของเธอนั่นเอง!

จากซีรีส์ที่บังเอิญเจอเข้าเพราะไถฟีดเฟซบุ๊กในเวลานั้น ก็ไม่คิดหรอกว่าพอดูจบแล้วมันจะกลายมาเป็นหนึ่งในลิสต์ซีรีส์ที่ชอบได้ เอาเป็นว่าถ้าใครสนใจอยากไปตามดู Splash Splash Love ก็แนะนำเลยว่าไปหาดูกันได้ไม่เสียเวลาแน่นอน มินิซีรีส์ความยาวเท่ากับหนังหนึ่งเรื่อง แต่ให้แง่คิดอะไรเยอะมาก นางเอก “คิมซึลกี” เล่นดี ถ่ายทอดความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลในใจตัวเองโคตรดี เรื่องราวโรแมนติกกับพระราชาก็ทำดีชวนฟิน พระราชา “ยุนดูจุน” คือหล่อ ก่อนหน้านี้เคยเห็นพี่แกแต่บนเวทีตอนร้องเพลง ไม่คิดว่าพอมาเล่นละครแล้วจะมีเสน่ห์ขนาดนี้ แอบสปอยล์เล็กน้อยว่าช่วงท้ายเรื่องมีหักมุมนิดหน่อยแต่จบดี

ส่วนใครถามหาซับไทยถูกลิขสิทธิ์ ส่วนตัวไม่แน่ใจนะว่ามีสตรีมมิ่งเจ้าไหนเอามาทำหรือเปล่า เพราะส่วนตัวเคยดูจากเฟซบุ๊กที่มีคนทำซับไว้ แต่ช่องทางการรับชมแบบถูกลิขสิทธิ์มีที่ Prime Video และ Rakuten Viki อาจจะต้องลองเข้าไปดูกันเองว่ามีซับไทยหรือเปล่า ที่แน่ ๆ คือมีซับภาษาอังกฤษแน่นอน อ้อ! แล้วเรื่องนี้ฝั่งจีนนำไปรีเมกด้วยนะ ชื่อเรื่องว่า My Divine Emissary พี่จีนเอาไปทำยาวกว่าพี่เกา ลองไปหากันดู 🔢