Home Inspiration รถเราไม่เก่าเลย “คิมี” กับไอดอลของเขา

“คิมี” กับไอดอลของเขา

ภาพจาก FB: Andrea Kimi Antonelli Official

ในยุคที่เรามักได้ยินเด็ก ๆ รุ่นใหม่ชอบพูดติดปาก เวลาเอ่ยถึงตำนานยุคเก่าว่า “เกิดไม่ทัน จะไปอินอะไรได้” มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เพิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่านั่นเป็นแค่ข้ออ้าง

คีมี อันโตเนลลี ลืมตาดูโลกในปี 2006 ให้หลัง 32 ปี! หลังจากที่ ไอร์ตัน เซนน่า จากโลกนี้ไปที่อิโมลา เขาไม่เคยได้ยินเสียงเครื่องยนต์ V10 แผดลั่นสด ๆ ไม่เคยทันดูการถ่ายทอดสดตำนานขับชาวบราซิล ทว่าเขามี เซนน่า เป็นนักขับไอดอล

ภาพหลังจบในเรซที่เม็กซิโก ซิตี้ คือ ช็อตที่น่าประทับใจบนโพเดียม เด็กหนุ่มวัย 20 ปีกับอีก 68 วัน ยืนอยู่ตรงกลาง ขนาบข้างด้วย แม็กซ์ เวอร์สเตพเพ่น ทางซ้าย และลูอิส แฮมิลตัน ทางขวา สองตำนานแชมป์โลกเอฟวันที่กวาดแชมป์โลกรวมกันมานับไม่ถ้วน ยืนฉีดแชมเปญใส่เด็กที่เพิ่งทำลายสถิติแชมป์โลกอายุน้อยที่สุดตลอดกาลของ เซบาสเตียน เวทเทล ที่ยืนยาวมาถึง 16 ปี มันคือการส่งมอบยุคสมัยที่ทรงพลังอย่างสมบูรณ์แบบ

ย้อนกลับไปตอนเด็ก เจ้าหนูคิมี แทนที่จะปล่อยให้คำว่า “เกิดไม่ทัน” กลายเป็นกำแพง คีมีกลับใช้เวลาว่างไปกับการเปิด DVD นั่งดูฟุตเทจเก่า ๆ จากยุค 80s และ 90s ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขานั่งดูคลิปออนบอร์ดเพื่อจ้องมองแป้นเหยียบว่าเซนน่าแตะคันเร่งอย่างไร ใช้มือสับเกียร์รถเอฟวันในยุคก่อนอย่างไร รวมถึงดูการสะบัดข้อมือคุมพวงมาลัยเพื่อหาไลน์บนแทร็กเปียก และซึมซับความดุดัน จนตกผลึกออกมาเป็นสไตล์การขับของตัวเอง จังหวะกดคันเร่งลุยฝน หรือความบ้าบิ่นในการขับรอบควอลิฟาย และรอบเรซเดย์ในฤดูกาลนี้ คือเงาสะท้อนของฮีโร่ในอดีตชัด ๆ

นี่คือตัวอย่างชั้นดีให้กับคนรุ่นใหม่ว่า อยากเก่งจริง ต้องศึกษาให้ลึกถึงแก่น ซึ่งคนที่จะเป็นเบอร์หนึ่งของโลกได้ ต้องรู้จักเคารพและถอดบทเรียนจากประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ตัดรำคาญด้วยการบอกว่ามันเก่าเกินไป

แน่นอนว่า รถเมอร์เซเดสยุคกติกาใหม่ปี 2026 นั้นแรงจัดจ้าน แต่รถดีอย่างเดียวไม่พอแน่นอนกับการคว้าชัยชนะได้ถึง 9 สนาม โดยเฉพาะการชนะ 5 สนามรวดตั้งแต่เซี่ยงไฮ้จนถึงโมนาโก สิ่งที่คีมีแสดงให้เห็นตลอดทั้งฤดูกาลคือความนิ่งเกินเด็กอายุ 20 และที่น่าประทับใจไปกว่าความเร็ว คือ “หัวใจ” ของเขา ในยุคที่เรามักคิดว่านักแข่งแชมป์โลกต้องดุดัน ก้าวร้าว หรือพร้อมจะหักหลังทุกคนเพื่อชัยชนะ แต่อันโตเนลลีกลับเป็นสุภาพบุรุษที่อ่อนน้อมถ่อมตนและยิ้มแย้มเสมอ

ซึ่งตรงกับบทสัมภาษณ์ของโตโต้ วูล์ฟฟ์ ที่เคยบอกว่า คุณสามารถเป็นคนดี ถ่อมตน และให้เกียรติคนรอบข้าง ควบคู่ไปกับการเป็นนักขับที่เร็วและเฉียบขาดที่สุดบนแทร็กได้ ซึ่งเขาเคยยกตัวอย่างนี้ทั้งในการพูดถึง ลูอิส แฮมิลตัน และแนวทางการสร้างนักขับรุ่นใหม่อย่างคิมี

สำหรับชาวอิตาลี นี่คือการสิ้นสุดการรอคอยอันยาวนานถึง 73 ปี นับตั้งแต่วันที่ อัลแบร์โต อัสคารี คว้าแชมป์โลกเมื่อปี 1953 ภาพพ่อแม่ของเขาร่ำไห้อยู่ข้างล่างพิตวอลล์ คือความรู้สึกร่วมของคนทั้งประเทศที่ได้เห็นธงชาติอิตาลีกลับมาโบกสะบัดบนจุดสูงสุดของวงการมอเตอร์สปอร์ตอีกครั้ง

การคว้าแชมป์โลกตั้งแต่อายุยี่สิบปี มันคือการประกาศให้โลกรู้ว่า ถ้าคุณมีความหลงใหลที่แท้จริง ไม่มีคำว่าเด็กเกินไป ไม่มีคำว่าเกิดไม่ทัน และนับจากนี้เป็นต้นไป ยุคสมัยใหม่ของ Formula 1 ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ กับการนับหนึ่งคว้าแชมป์โลกของ คิมี อันโตเนลลี