Home Work & Living Living เตรียมตัวอย่างไร หากอนาคตต้อง “ตายโดดเดี่ยว” จัดการอะไรได้ตอนนี้

เตรียมตัวอย่างไร หากอนาคตต้อง “ตายโดดเดี่ยว” จัดการอะไรได้ตอนนี้

ปัจจุบัน ปรากฏการณ์ “ตายโดดเดี่ยว” หรือที่ในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “โคโดคุชิ” (Kodokushi) และในภาษาเกาหลีเรียกว่า “โกด็อกซา” (Godoksa) กำลังกลายเป็นวิกฤติการณ์เงียบระดับโลก ซึ่งสะท้อนถึงรอยร้าวของสังคมสมัยใหม่ ความโดดเดี่ยว และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรครั้งใหญ่ เมื่อผู้คนจำนวนมากจากไปอย่างเงียบ ๆ โดยที่ไม่มีใครรู้ใครเห็น และกว่าที่จะรู้ว่าคนคนหนึ่งตายไปแล้ว ก็ต้องอาศัยเวลานานหลายวัน บางกรณีอาจนานได้เป็นเดือน ๆ หรือเป็นปีเลยด้วยซ้ำ ความน่าสนใจก็คือ ทำไมผู้คนที่อาศัยอยู่ในละแวกใกล้เคียงถึงไม่มีใครรู้เลยว่า มี “ใครคนหนึ่ง” หายไปจากสังคม

ประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นพื้นที่ต้นแบบของการศึกษาปรากฏการณ์นี้ โดยเรียกการตายในลักษณะที่โดดเดี่ยวในสภาพที่ตัดขาดจากสังคมอย่างสิ้นเชิงว่า “โคโดคุชิ” มีข้อมูลในปี 2024 ที่ตำรวจญี่ปุ่นบันทึกผู้เสียชีวิตที่อาศัยอยู่คนเดียวและเสียชีวิตตามลำพังในบ้านพักมากกว่า 76,000 รายต่อปี ซึ่งคิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของคดีการเสียชีวิตทั้งหมดที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องตรวจสอบ และในจำนวนนี้มีสัดส่วนเกือบ 30% ที่ร่างไร้ชีวิตถูกทิ้งไว้นานกว่า 8 วัน หรือบางกรณีอาจกินเวลานานเป็นเดือนกว่าจะมีคนพบเห็น

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นก็คือ การใช้ชีวิตอยู่คนเดียว โดยที่มีความสัมพันธ์หรือการติดต่อกับคนอื่นน้อยกว่าที่ควรจะเป็น อีกทั้งยังมีความรู้สึกว่าความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีอยู่ ไม่ตรงกับความสัมพันธ์ที่ตัวเองต้องการหรือจำเป็นต้องมี หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ คนที่ใช้ชีวิตอยู่คนเดียว อย่างโดดเดี่ยว และอ้างว้างไร้ที่พึ่ง ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยกระดับปัญหา “ความโดดเดี่ยว” (Social Isolation) และ “ความรู้สึกอ้างว้าง ไร้ที่พึ่ง” (Loneliness) ให้เป็น วิกฤติการณ์ด้านสาธารณสุขระดับโลก อย่างเป็นทางการ เนื่องจากปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลแค่เพียงสภาพจิตใจ แต่เป็นภัยเงียบที่กัดกินสุขภาพกายและคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมหาศาล

ปรากฏการณ์ “ตายโดดเดี่ยว” เกิดขึ้นได้อย่างไร

ปัญหาความโดดเดี่ยว สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตโดยไม่มีใครรู้ใครเห็น สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เรื่องของการตายคนเดียวในทางกายภาพ เพราะคนส่วนใหญ่ก็ตายคนเดียว แต่มันคือการที่ “ตายแล้วแต่ไม่มีใครรู้ และกว่าจะพบว่าตาย ก็ตายไปนานแล้ว”

  • คนอยู่คนเดียวกันมากขึ้น

ครอบครัวเดี่ยวและความนิยมในการใช้ชีวิตแบบปัจเจกนิยมเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ โดยเฉพาะสังคมเมืองและประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้โครงสร้างครอบครัวขยายจึงถูกแทนที่ด้วยครัวเรือนแบบอยู่คนเดียว ผู้คนแต่งงานช้าลง มีลูกน้อยลง หรือเลือกที่จะครองตัวเป็นโสด อ้างอิงจากข้อมูลที่รวบรวมโดยสภานิติบัญญัติฮ่องกง ระบุว่าช่วงระหว่างปี 2010-2019 ครัวเรือนแบบอยู่คนเดียวทั่วโลกเพิ่มขึ้น 31% และกลายเป็นประเภทครัวเรือนที่เติบโตเร็วที่สุดในช่วงดังกล่าว ซึ่งการอยู่คนเดียวนี่เองคือปัจจัยสำคัญของปรากฏการณ์ตายโดดเดี่ยว เพราะ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น จะไม่มีใครช่วยเหลือได้ทัน แลอาจไม่มีใครรู้เลยว่าเสียชีวิตไปแล้ว

  • ครอบครัวไม่ได้อยู่ใกล้กันเหมือนเดิม

ประเด็นของการย้ายถิ่นฐานเข้าเมืองและมีครอบครัวบางส่วนอยู่ต่างจังหวัด การไปทำงานต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ หรือแม้แต่การแต่งงานช้าลง การไม่มีคู่ครอง หรือการหย่าร้าง ล้วนทำให้ความเป็นครอบครัวในชีวิตประจำวันเปลี่ยนไป คนหนึ่งคนอาจจะไม่ใช่คนไร้ญาติขาดมิตรเสียทีเดียว และจริง ๆ อาจมีญาติอยู่หลายคนเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่ทุกคนต่างแยกกันอยู่เพื่อทำมาหากิน โดยที่ไม่มีใครอยู่ในระยะที่สามารถแวะมาดูได้ทุกวัน และด้วยภารกิจในชีวิตก็ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ได้ติดต่อพูดคุยกันอย่างสม่ำเสมอเป็นปกติ ดังนั้น เมื่อใครบางคนหายไป จึงไม่มีใครที่จะรู้ได้ทันที

  • ความสัมพันธ์ทางสังคมลดลง

ต้องยอมรับว่าระบบการทำงานและการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ ทำให้มนุษย์เราขาดความเชื่อมโยงกับเพื่อนบ้าน ชุมชน หรือแม้แต่เครือญาติไปมากพอสมควร บางคนเสียชีวิตไปโดยที่ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครสงสัย เพราะค่าใช้จ่าย อย่างค่าไฟหรือค่าน้ำยังคงตัดผ่านบัญชีแบบอัตโนมัติ จึงไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติ หรือกับบางคนที่เป็นคนเก็บตัว รักสันโดษโดยธรรมชาติ การที่ไม่ได้ติดต่อกับใครเป็นประจำก็อาจทำให้ตัวตนค่อย ๆ เลือนหายออกไปจากระบบสังคมโดยที่ไม่มีใครรู้เห็น ไม่มีใครจำได้ ไม่มีใครคอยถามหา แม้ว่าเจ้าตัวจะไม่ได้ปรากฏตัวให้คนอื่นเห็นมานานแล้ว กว่าคนจะรู้ว่าเสียชีวิตอยู่ตามลำพังในที่พัก ก็จนกว่าจะมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นจนต้องเข้าไปตรวจสอบ

  • ค่านิยมเกรงใจและไม่อยากเป็นภาระใคร

สำหรับใครหลายคนมีค่านิยมเช่นนี้ เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหา จึงเลือกที่จะปลีกวิเวก เก็บปัญหาไว้เงียบ ๆ และไม่ยอมขอความช่วยเหลือจากใคร หรือบางคนเมื่อความมั่นคงในชีวิตเกิดสั่นคลอนขึ้นมา ก็รู้สึกอับอายที่จะเข้าหาผู้อื่นเมื่อชีวิตล้มเหลว แล้วแยกตัวออกจากสังคมโดยสิ้นเชิง

  • วัยชรา ไม่ใช่ข้อจำกัดของปรากฏการณ์ตายโดดเดี่ยว

แม้ภาพจำหลัก ๆ ของปรากฏการณ์ตายโดดเดี่ยว มักจะผูกติดอยู่กับผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพัง แต่สถิติในเมืองใหญ่หลายแห่งพบความน่าสนใจที่ว่า ผู้ที่ต้องเผชิญกับภาวะโดดเดี่ยวนั้น ไม่ใช่แค่คนวัยชรา ทว่าเริ่มพบกลุ่มผู้เสียชีวิตอายุน้อยลงเรื่อย ๆ โดยอาจพบได้ตั้งแต่วัยรุ่นตอนปลายจนถึงวัย 30 ปี ซึ่งมักจะพบว่ามีความเชื่อมโยงกับภาวะการถอนตัวออกจากสังคม ปัญหาความเครียด โรคซึมเศร้า และการฆ่าตัวตาย รวมถึงการพึ่งพาตนเองจนปฏิเสธการขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นเมื่อเผชิญวิกฤติ

ข้อมูลจากทางเกาหลีใต้ค่อนข้างชัดเจนมาก ว่าพบผู้ที่ตายโดดเดี่ยวจำนวนมาก อยู่ในวัย 40-60 ปี ในขณะที่ข้อมูลจากญี่ปุ่น ผู้ที่ตายโดดเดี่ยวก็พบในคนที่อายุต่ำกว่า 65 ปีจำนวนมากเช่นกัน โดยเฉพาะคนวัยทำงานที่มีปัญหาการว่างงาน รายได้ ความสัมพันธ์ หรือการแยกตัวออกจากสังคม หรือแม้แต่คนที่ตายด้วยโรคประจำตัวหรือสาเหตุอื่น ๆ เพียงแต่ตอนที่ตายนั้นไม่มีใครอยู่ด้วย และไม่มีใครรู้ใครเห็นเลยว่าคนคนนี้หายไป

เตรียมตัวอย่างไร หากมีแนวโน้มว่าอาจต้อง “ตายโดดเดี่ยว” ในอนาคต

เพราะคนเรากำหนดเวลาตายที่แน่นอนไม่ได้ ไม่มีใครรู้ว่าเราจะตายเมื่อไร ในขณะที่ภาวะการตายโดดเดี่ยวนั้น กลุ่มเสี่ยงก็ไม่ใช่แค่ผู้สูงอายุอีกต่อไป คนวัยหนุ่มสาวบางคนอาจนอนหลับไปเฉย ๆ แล้วไม่ตื่นขึ้นมาอีกก็มี ซึ่งหลายคนก็จากบ้านจากเมืองมาไกลเพื่อมาทำงาน ไม่ค่อยได้คบหากับใคร ไม่มีคู่ครอง ไม่มีลูก หากตายไปก็แทบจะไม่มีใครรู้ใครเห็นเลย ดังนั้น นี่จึงอาจเป็นเรื่องสำคัญสำหรับบางคนที่มีแนวโน้มว่าอาจจะต้อง “ตายโดดเดี่ยว” ในอนาคต การเตรียมความพร้อมไว้ก่อนตั้งแต่ที่ตัวเองยังมีชีวิตอยู่ จะช่วยให้เราตั้งรับกับความไม่แน่นอนนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม การตระหนักถึงความเป็นไปได้นี้และเตรียมตัวไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ใช่เรื่องน่าหดหู่หรือเป็นการแช่งตัวเองแต่อย่างใด เป็นเพียงการวางแผนชีวิตตั้งแต่จุดที่ “จะมีใครรู้ไหมว่าเราเป็นอะไรหากเราหายไป” ไปจนถึง “หลังจากที่เราไม่อยู่แล้ว ใครจะจัดการอะไรกับเราต่อ”

1. การมีเครือข่ายผู้คนในชีวิตประจำวัน

สำหรับคนที่คิดจะอยู่ตัวคนเดียว สิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่ความเงียบเหงาหรือการไม่มีใครอยู่ข้าง ๆ แต่คือการที่ จะไม่มีใครรู้ว่าในนาทีที่เกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นเราเป็นอะไรไป สิ่งที่จำเป็นก็คือ “เครือข่าย” ที่เป็นบุคคลอื่น ๆ สิ่งที่ควรทำคือ

  • สร้างกิจวัตรในการติดต่อกับผู้อื่น เช่น การตกลงกับเพื่อนสนิท คนในครอบครัว หรือเพื่อนบ้านที่ไว้ใจได้ ว่าความปกติคือ จะต้องมีการส่งสัญญาณทักทายกันอย่างน้อยวันละครั้ง หรือนานที่สุดก็คือทุก ๆ 2-3 วัน หากวันไหนเงียบหายไปนานกว่านี้ ให้ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติ และเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องตรวจสอบ
  • การเข้าร่วมและมีตัวตนในชุมชน แม้จะไม่ค่อยชอบเข้าสังคม แต่การผูกมิตรไว้บ้างกับคนบ้านใกล้เรือนเคียง เพื่อนข้างห้อง ร้านค้าใกล้บ้าน เจ้าหน้าที่นิติบุคคลคอนโด หรือใครสักคนที่เราสบายใจจะคุยด้วย คนที่เขาจะ “เอ๊ะ!” เมื่อไม่สามารถติดต่อหรือไม่เห็นหน้าเรานานหลายวัน นี่เป็นเรื่องที่มีประโยชน์อย่างมาก เพราะคนเหล่านี้จะกลายเป็นด่านแรกที่สังเกตเห็นถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นในบ้านเรา เช่น เห็นว่าไฟถูกเปิดทิ้งไว้หลายวันแต่บ้านเงียบมาก จดหมายมาส่งจนล้นตู้แต่ไม่มีใครมาเก็บออกไป หรือแม้แต่การไม่ได้ยินเสียงเปิด-ปิดประตูมาหลายวัน
  • การใช้เทคโนโลยีช่วยชีวิต นี่เป็นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟนหรืออุปกรณ์สมาร์ตโฮม ด้วยการตั้งค่าระบบตรวจจับการเคลื่อนไหว หรือตั้งปุ่มขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน (SOS) ที่สามารถกดได้ง่ายในจุดเสี่ยงที่อาจเกิดอุบัติเหตุในบ้าน ซึ่งทุกวันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้วหากจะมีอุปกรณ์เหล่านี้ติดบ้านไว้บ้าง

2. การจัดการเรื่องการเงินและทรัพย์สินให้ชัดเจน

การจากไปโดยทิ้งปัญหาเรื่องเงิน ภาระหนี้สิน หรือเอกสารที่ยุ่งเหยิงไว้เบื้องหลัง จะสร้างภาระหนักอึ้งให้คนข้างหลังได้ และบางทีอาจสร้างปัญหาใหญ่ตามมา สิ่งที่ควรจัดการไว้ก่อนก็คือ

  • การทำพินัยกรรมหรือหนังสือแสดงเจตนา ระบุให้ชัดเจนว่าหากเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง ทรัพย์สิน ทรัพย์มรดก หรือเงินเก็บ จะถูกจัดการอย่างไร หรือจะยกให้กับใคร มูลนิธิไหน เพื่อไม่ให้กลายเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อ ในทางกฎหมาย ระบุถึงคุณสมบัติของผู้ทำพินัยกรรม ว่าต้องมีอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และต้องมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนในขณะทำ และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มีการกำหนดรูปแบบเกี่ยวกับพินัยกรรมที่จะมีผลทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์และไม่ตกเป็นโมฆะ มีด้วยกัน 5 รูปแบบ คือ
    • แบบธรรมดา แบบนี้ทำได้ง่าย สามารถใช้คอมพิวเตอร์พิมพ์ข้อความได้ โดยต้องลง วัน เดือน ปี ในขณะที่ทำ และผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อ (หรือพิมพ์ลายนิ้วมือโดยมีพยานรับรอง) ต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คนพร้อมกัน จากนั้นพยานทั้ง 2 คน ต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมในขณะนั้นทันที ซึ่งผู้ที่เป็นพยานต้องบรรลุนิติภาวะแล้ว มีสติสัมปชัญญะครบถ้วน และต้องไม่เป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรมฉบับนั้น
    • แบบเขียนเองทั้งฉบับ ผู้ทำพินัยกรรมต้อง “ใช้ลายมือของตนเองเขียนข้อความทั้งหมด” ตั้งแต่ต้นจนจบ รวมถึงระบุ วัน เดือน ปี และลงลายมือชื่อ พินัยกรรมรูปแบบนี้ไม่ต้องมีพยานก็มีผล 100% ตามกฎหมาย
    • แบบเอกสารฝ่ายเมือง ผู้ทำพินัยกรรมต้องเดินทางไปที่ “ที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานเขต” พร้อมกับพยานอย่างน้อย 2 คน เพื่อไปแจ้งความประสงค์ให้นายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตจดข้อความลงในพินัยกรรมให้ เมื่อเจ้าหน้าที่จดเสร็จ จะต้องอ่านให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานฟังจนเข้าใจตรงกัน จากนั้นผู้ทำพินัยกรรม พยาน และเจ้าหน้าที่ จะต้องร่วมกันลงลายมือชื่อ และเจ้าพื้นที่จะลงวันที่พร้อมประทับตราตำแหน่งไว้เป็นหลักฐาน วิธีนี้มีความปลอดภัยสูง เพราะมีภาครัฐเก็บต้นฉบับไว้ โดยมีค่าธรรมเนียมราชการประมาณ 50 บาท
    • แบบเอกสารลับ ผู้ทำพินัยกรรมสามารถเขียนหรือพิมพ์ข้อความเอง และลงลายมือชื่อ จากนั้นให้ “ปิดผนึกซอง” แล้วลงลายมือชื่อคาบกับรอยผนึกของซองนั้น จากนั้น นำซองที่ปิดผนึกแล้วไปแสดงต่อหน้านายอำเภอ/ผู้อำนวยการเขต และพยานอย่างน้อย 2 คน พร้อมให้ถ้อยคำว่าเป็นพินัยกรรมของตน เจ้าหน้าที่จะบันทึกถ้อยคำ วัน เดือน ปี ไว้บนซอง ประทับตรา และให้ทุกคนลงลายมือชื่อบนซองร่วมกัน
    • แบบเอ่ยด้วยวาจา ใช้ได้เฉพาะใน “พฤติการณ์พิเศษ” ที่ผู้ทำพินัยกรรมไม่สามารถทำพินัยกรรมรูปแบบอื่นได้ เช่น ตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตาย ช่วงเกิดโรคระบาด หรือสงคราม ผู้ทำพินัยกรรมต้องแสดงเจตนาต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คนที่อยู่พร้อมกัน จากนั้นพยานทั้งสองต้องรีบไปแสดงตนต่อนายอำเภอ/สำนักงานเขต เพื่อแจ้งข้อความ วัน เวลา และสถานการณ์พิเศษนั้นให้เจ้าหน้าที่บันทึกไว้เป็นหลักฐาน
  • การจัดการบัญชีทรัพย์สินดิจิทัลและรหัสผ่าน รวบรวมข้อมูลบัญชีธนาคาร ประกันชีวิต และช่องทางการติดต่อทางการเงินไว้ในที่ปลอดภัย พร้อมระบุวิธีเข้าถึงให้คนที่ไว้ใจรู้ (หรือทำเป็นคำสั่งเสียไว้) เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการค่าใช้จ่ายหรือค่าจัดการศพ
  • บอกตำแหน่งเอกสารสำคัญและข้อมูลที่จำเป็น นี่เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ ไม่ใช่เก็บไว้คนเดียวแลวรู้อยู่คนเดียวจนไม่มีใครหาเจอ
  • จัดทำหนังสือระบุผู้รับเงินกรณีตายล่วงหน้า กรณีที่เป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม เพื่อป้องกันปัญหาไม่มีผู้รับสิทธิ ทางสำนักงานประกันสังคมแนะนำขั้นตอน ว่าให้เขียนเอกสารระบุชื่อผู้มีสิทธิรับเงินล่วงหน้าอย่างชัดเจน สำหรับผู้ประกันตนที่นำส่งเงินสบทบมาแล้ว 36 เดือนขึ้นไปก่อนเสียชีวิต หลังจากที่ผู้ประกันตนเสียชีวิตไปแล้ว ผู้รับสิทธิต้องนำเอกสารมายื่นขอรับเงินภายใน 2 ปีนับตั้งแต่วันที่ผู้ประกันตนเสียชีวิต โดยเงื่อนไขการรับเงินสงเคราะห์แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม
    • กลุ่มที่ส่งเงินสมทบตั้งแต่ 36 เดือน (3 ปี) แต่ยังไม่ถึง 120 เดือน (10 ปี) ผู้มีสิทธิจะได้รับเงินสงเคราะห์เท่ากับร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย คูณด้วย 4
    • กลุ่มที่ส่งเงินสมทบตั้งแต่ 120 เดือน (10 ปี) ขึ้นไป ผู้มีสิทธิจะได้รับเงินสงเคราะห์เท่ากับร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ยน คูณด้วย 12

3. วางแผนล่วงหน้าเกี่ยวกับวาระสุดท้ายของชีวิต

การเตรียมตัวที่ดีคือการกำหนดแนวทางเกี่ยวกับวาระสุดท้ายของตัวเองไว้ล่วงหน้า เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องเป็นภาระในการตัดสินใจของใคร และคนที่อยู่ข้างหลังจะได้ทำตามเจตนาเราได้ถูก

  • การทำพินัยกรรม “ขอตายดี” ซึ่งก็คือหนังสือแสดงเจตนาล่วงหน้าที่จะปฏิเสธการรักษาเพื่อยืดชีวิตในวาระสุดท้าย หากอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถฟื้นคืนได้เป็นปกติ เพื่อลดความทุกข์ทรมานและจากไปอย่างสงบตามธรรมชาติ สอดคล้องกับความต้องการของตัวเอง พินัยกรรมนี้จัดว่าเป็นกฎหมายตาม พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ มาตรา 12 ที่ให้สิทธิประชาชนในการแสดงเจตนาล่วงหน้า “ในการที่จะไม่รับบริการสาธารณสุขที่ทำไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต” ซึ่งสามารถทำได้ในทุกช่วงอายุ และเมื่อทำแล้ว สถานพยาบาลและภาคีเครือข่ายที่ขึ้นทะเบียนใช้ระบบ จะสามารถค้นหา เรียกดู และให้การรักษาตามเจตนา โดยไม่เป็นภาระกับญาติที่จะต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร สามารถทำได้ง่าย ๆ ผ่านออนไลน์
  • เตรียมค่าใช้จ่ายเฉพาะกิจ จัดสรรเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในพิธีศพ หรือทำประกันชีวิตที่ระบุผู้รับผลประโยชน์ไว้อย่างชัดเจน พร้อมแจ้งให้บุคคลนั้นทราบล่วงหน้า กรณีที่เป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม เงินค่าทำศพจำนวน 50,000 บาท จะจ่ายให้แก่ผู้ที่จัดการศพ
  • กำหนดความต้องการเกี่ยวกับงานศพและการจัดการร่างกาย ถ้ามีความต้องการเฉพาะ เช่น การจัดงานศพ ปรารถนาที่จะจัดงานศพในงบประมาณไม่เกินเท่านี้ (บางคนอาจกันเงินส่วนหนึ่งไว้เพื่อจัดงานศพของตัวเองโดยเฉพาะ) อยากจัดงานด้วยธีมสีที่ชอบ ตกแต่งด้วยดอกไม้ที่ชอบ ไม่เอาพวงหรีด รูปหน้าโลงต้องเป็นรูปนี้เท่านั้น ไม่เอาโลงแบบลวดลายโบราณ ๆ ภายในงานไม่เอาบรรยากาศหดหู่ เสื้อผ้าที่อยากใส่ขอเป็นชุดเก่ง มีเพลงที่อยากให้เปิดในงาน ของกินที่อยากให้เสิร์ฟในงาน หรือแม้แต่คำสั่งเสียที่ไม่อยากให้ญาติหรือเพื่อนร้องไห้ฟูมฟายมากเกินไป รวมถึงวิธีการจัดการกับร่าง เนื่องจากหลายคนทำเรื่องเอาไว้เรียบร้อยแล้วว่าถ้าหากตนเองเสียชีวิต จะบริจาคร่างกายเป็นอาจารย์ใหญ่ หรือบางคนต้องการบริจาคอวัยวะ นั่นคือเจตนาก่อนตาย ทว่าเมื่อตายไปแล้ว ก็ต้องมาพิจารณาอีกทีว่าจะนำร่างไปใช้ได้หรือไม่ โดยเฉพาะกับผู้ที่ตายโดดเดี่ยวมานาน ซึ่งกว่าที่จะรู้ว่าตายและกว่าที่พบร่างก็ใช้เวลานาน ส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถบริจาคได้แล้ว

คนเราอาจเลือกไม่ได้ว่าจะตายเมื่อไร หรือใครจะอยู่ข้างเราในวันนั้น แต่เราสามารถที่จะเลือกได้บางส่วน ว่าเมื่อเราไม่อยู่แล้ว เรื่องต่าง ๆ ของเราจะถูกจัดการอย่างไร!