
จากสถานการณ์ผู้ลี้ภัยทั่วโลก ประจำปี 2559 ที่รายงานล่าสุดโดยสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) พบว่า มีจำนวนผู้ลี้ภัยมากกว่า 65.6 ล้านคน และในจำนวนนี้ อัฟกานิสถาน ถือเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ลี้ภัยมากที่สุดเป็นลำดับ 2 ของโลก รองจากซีเรีย ด้วยจำนวนที่มากถึง 4.7 ล้านคน
เมื่อตกอยู่ในสถานะของผู้ลี้ภัย หากคนเหล่านั้นไม่ยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ ก็ต้องดิ้นรนให้หลุดพ้นจากความเลวร้ายที่เกิดขึ้นในชีวิต
“นาเดีย นาดิม” สาวอัฟกานิสถาน คือหนึ่งในตัวอย่างของผู้ลี้ภัยที่เลือกสู้เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น หลังจากพ่อของเธอ ซึ่งเป็นอดีตนายพลของกองทัพอัฟกานิสถานถูกกลุ่มตาลีบันจับตัวไปในปี 2000 ขณะที่เธอมีอายุได้เพียง 12 ปี
จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ครอบครัวของเธอหวั่นว่าจะเกิดสถานการณ์ที่เลวร้ายยิ่งไปกว่านี้ เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าพ่อจะไม่มีวันกลับมาอีกหลังหายตัวไปนานครึ่งปี ก่อนจะมีข่าวตามมาว่าถูกฆ่าตายไปแล้ว
ฮามิดะห์ แม่ของนาเดีย บอกว่า หลังจากขาดหัวหน้าครอบครัวไป ทำให้เหลือกันแค่ผู้หญิง 6 คน คือเธอกับลูกสาวอีก 5 คน เธอจึงคิดหาทางพาลูกๆ ลี้ภัยออกนอกประเทศ เพราะหากยังอยู่ที่อัฟกานิสถานต่อไปก็มองไม่เห็นอนาคตใดๆ
โดยนาเดียและครอบครัวหนีผ่านพรมแดนอัฟกานิสถานและปากีสถาน ก่อนใช้พาสปอร์ตปลอมเข้าประเทศอิตาลี เพื่อย้ายไปอยู่อังกฤษเพราะฮามิดะห์มีญาติอยู่ที่นั่น แต่รถบัสที่โดยสารไป กลับไปส่งพวกเธอที่ย่านชนบทของเดนมาร์ก ซึ่งโชคยังดีที่พวกเธอขอลี้ภัยเข้าไปอยู่ในค่ายผู้อพยพของเดนมาร์กได้
นาเดีย บอกว่า การได้เข้ามาอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย ถือเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขของเธอ แม้ต้องพลัดพรากจากผู้เป็นพ่อ แต่อย่างน้อยสมาชิกครอบครัวที่เหลือก็ยังได้อยู่กับเธอ
หลังย้ายมาอยู่เดนมาร์ก นาเดียได้รับโอกาสให้เรียนหนังสือจนถึงระดับปริญญา อีกทั้งยังมีเวลาว่างมากพอที่จะเล่นฟุตบอล กีฬาที่พ่อเคยแอบสอนให้เธอเล่นที่สวนเล็กๆ หลังบ้านเมื่อครั้งยังอยู่ที่อัฟกานิสถานด้วย
ทุกวันนี้ นอกจากนาเดีย ในวัย 29 ปี จะเป็นนักเรียนการแพทย์ ที่กำลังจะได้ปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิตแล้ว พรสวรรค์จากการเล่นฟุตบอลยังเป็น “ใบเบิกทาง” ให้เธอได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพ และก้าวไปสู่การเป็นนักฟุตบอลทีมชาติด้วย หลังจากที่เธอและครอบครัวสามารถขอเป็นพลเมืองเดนมาร์กได้แล้ว
ชีวิตของนาเดียจึงเป็นการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสอย่างแท้จริง เพราะหากเธอยังเลือกที่จะยอมรับชะตากรรม ด้วยการอยู่ในประเทศบ้านเกิดต่อไป ก็คงจะไม่พบกับชีวิตที่ดีขึ้นราวพลิกฝ่ามือเหมือนทุกวันนี้
แม้แต่ตัวเธอก็ยังยอมรับว่า “ใครจะไปคิดว่าฉันจะได้มาเป็นนักเตะทีมชาติให้เดนมาร์ก ทั้งที่เกิดและโตในประเทศที่ผู้หญิงไม่ได้รับอนุญาตให้ไปเรียนหนังสือเสียด้วยซ้ำ!”

































