เราอาจเคยได้ยินประโยคที่ว่า “จะดูศิลปะให้รู้เรื่องต้องปีนกระไดดู” เหมือนเป็นการเปรียบเทียบว่ามันเข้าถึงยาก ต้องพยายาม แล้วก็เป็นอีกอย่างที่ผลักให้คนที่ไม่อินในศิลปะ ห่างจากการชื่นชมงานศิลปะไปเรื่อย ๆ อีกต่างหาก หรือวาทกรรม “ศิลปินไส้แห้ง” หรือ “เต้นกินรำกิน” ที่คนทำงานศิลปะในประเทศไทยมักได้ยินอยู่ตลอด แม้ว่าในปัจจุบันมุมมองการมองคนทำงานศิลปะจะเปลี่ยนไปบ้าง แต่ก็ยังมีให้ได้ยินประปราย
ชีวิตสั้น ศิลปะยืนยาว เพราะศิลปะหรือความรู้ในทุกสาขานั้นไม่มีสิ้นสุด ในขณะที่ชีวิตของเรานั้นแสนสั้นยิ่งนัก ศิลปะจะยังสามารถถูกถ่ายทอดและทำให้มีชีวิตชีวาสืบต่อไป แม้ผู้ว่าศิลปินจะจากไปแล้ว หรือผู้คนในสังคมจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปรุ่นต่อรุ่น ตราบใดที่มียังมีคนเห็นค่า ให้ความสนใจ และโอบกอดมันด้วยความชื่นชม ทั้งผลงานและศิลปินก็จะยังคงอยู่ แต่ใครเล่าจะเห็นความสำคัญของสิ่งสวยงามเหล่านั้นหากท้องยังหิว ใครจะมามีเวลาเสพหรือชื่นชมงานศิลปะ เพราะขนาดทำงานหามรุ่งหามค่ำเงินก็ยังไม่พอใช้
คำถามคือคนไทยห่างไกลจากงานศิลปะเพราะไม่เข้าใจ ด้อยค่า เสียเวลาและไร้สาระ ไม่ปรารถนาที่จะเสพเอง หรือเพราะไม่ค่อยมีแหล่งดี ๆ ให้เสพและชื่นชม หรือเพราะศิลปะดูเป็นของที่สูงส่งเกินไปจนคนธรรมดาเข้าไม่ถึง หรือยังมีเหตุผลอะไรอีก
เราเข้าใจงานศิลปะกันมากแค่ไหน?
ทุกวันนี้ยังมีคนไทยบางส่วนที่เข้าใจงานศิลปะตื้นเขินเกินไป หลายคนยังมองว่า ศิลปะ คือ งานจิตรกรรมราชสำนัก ภาพวาดที่เกี่ยวกับศาสนา การแสดงชั้นสูง วรรณคดีชั้นครู โดยลืมมองว่าภาพวาดขีดเขียนของเด็ก การแสดงลิเก นิยายในเว็บที่คนทั่วไปแต่ง เพลงที่เปิดฟังใน Spotify ฟอนต์ตัวอักษรฝีมือเด็กโรงเรียนช่างบนตอม่อสะพาน (ที่แสดงผลงานผิดที่ผิดทาง) เสียงนกร้อง หรือแม้แต่การจินตนาการก้อนเมฆบนท้องฟ้าเป็นรูปต่าง ๆ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นศิลปะเช่นเดียวกัน ทำให้เห็นว่าคนไทยกลุ่มใหญ่ยังห่างเหินกับศิลปะอยู่มาก เข้าไม่ถึงศิลปะทั้งที่ศิลปะก็อยู่รอบตัว
ศิลปะ เป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกเสียส่วนใหญ่ อารมณ์ของการได้เสพสิ่งสวย ๆ งาม ๆ สิ่งที่จรรโลงใจ มองแล้วสัมผัสได้ถึงสุนทรียะทางอารมณ์ หรืออาจจะแฝงไปด้วยนัยยะและความรู้สึกบางอย่างของศิลปินด้วยก็ได้ เพราะเส้นทุกแบบ สีทุกสี ล้วนมีความหมายในการนำมาประกอบขึ้นในผลงาน องค์ประกอบทุกอย่างในงานศิลปะไม่มีเกณฑ์ตัดสินถูกผิด ขึ้นอยู่กับรสนิยมในการมองความงาม และการตีความจากสิ่งที่ประสาทสัมผัสรับรู้ของแต่ละบุคคลมากกว่า จึงทำให้คุณค่าของงานศิลปะไม่สามารถวัดออกมาในเชิงรูปธรรมได้
ศิลปะมีความผูกพันที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ในแง่ของจิตวิญญาณ เรื่องของสุนทรียภาพ และความงามทั้งหลาย เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกับอุดมคติความเป็นมนุษย์ หากความงามสามารถเชื่อมโยงกับความเป็นมนุษย์ได้ฉันใด ศิลปะก็เชื่อมโยงกับความเป็นมนุษย์ได้ฉันนั้น ศิลปะจึงมีความสำคัญต่อสังคม เพราะช่วยจรรโลงจิตใจของมนุษย์ ทำให้เกิดทัศนคติ รู้จักผิดชอบชั่วดีในจิตใจ รวมถึงบำบัดสุขภาพจิตได้ เช่น การทำอาหารช่วยบำบัดอาการซึมเศร้าได้
ดังนั้น คนที่จะเห็นคุณค่างานศิลปะ คือการมองงานศิลปะว่ามีคุณค่าทางจิตใจ เริ่มเสพจากความรู้สึกชอบและต้องการที่จะเสพเพื่อให้มีผลบางอย่างต่อจิตใจ คนที่จะเสพงานศิลป์ได้ลึกซึ้งจึงต้องรู้จักและเข้าใจว่าศิลปินจะสื่ออะไรโดยไม่จำกัดเรื่องฐานะว่ายากดีมีจน และให้ค่าความสร้างสรรค์มากกว่าต้นทุนและอุปกรณ์ ประเมินค่าจากความสามารถและความเพียรพยายามของเจ้าของผลงานที่กว่าจะสร้างสรรค์งานศิลปะขึ้นมาแต่ละชิ้น พวกเขาต้องผ่านการฝึกฝนมามากแค่ไหน ไม่ใช่ใครก็สร้างงานให้ดีได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องเข้าใจว่าวัสดุอุปกรณ์ที่นำมาประกอบเป็นชิ้นงานล้วนแล้วแต่มีต้นทุน ทว่าสิ่งที่แพงที่สุดของงานศิลปะไม่ใช่ค่าอุปกรณ์ แต่คือฝีมือและความพยายามในการสร้างความงาม
ศิลปะเข้าใจยากหรือถูกทำให้เข้าใจยาก?
หลายครั้งที่การชมผลงานศิลปะทำให้เราเกิดคำถาม การยืนมองภาพที่ไม่มีรูปทรงใด ๆ เห็นแค่การสาดสีตวัดปลายพู่กันไปมา มองไม่ออกว่าคือภาพอะไร สวยตรงไหน และไม่เข้าใจว่าศิลปินจะสื่ออะไร เดินผ่านกองข้าวของเครื่องใช้ที่ถูกนำมาวางสุม ๆ รวมกันแล้วยิ่งงงเข้าไปใหญ่ว่านี่เป็นงานศิลปะด้วยงั้นหรือ เพื่ออะไรอะ? แม้กระทั่งการใช้คำศัพท์อธิบายงานที่ยากเกินจะเข้าใจ ศัพท์แสงไม่ใช่คำพูดทั่วไปที่เราจะเข้าใจกันได้ในชีวิตจริง ๆ ต้องมาแปลไทยเป็นไทยกันอีกที ล้วนแล้วแต่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คนทั่วไปเลือกที่จะหันหลังให้งานศิลปะ
เอาเข้าจริง บางทีเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องหาความหมายหรือพยายามที่จะเข้าใจงานศิลปะทุกชิ้นก็ได้ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราควรได้จากผลงานมันอาจเป็นเพียงแค่สุนทรียภาพทางอารมณ์เท่านั้นก็ได้ เราเสพศิลปะเพื่อความงามไม่ใช่นำไปตอบข้อสอบ ต่อให้เราจะพยายามเข้าใจทั้งที่ไม่เข้าใจ มันก็จะไปไม่สุดทางอยู่ดี ที่การพยายามเข้าใจศิลปะมันยาก เพราะมันเหมือนกับการพยายามเข้าใจจิตใจคนนั่นเอง เนื่องจากงานแต่ละชิ้นถูกสร้างสรรค์มาจากศิลปินที่เป็นมนุษย์ มันจึงเป็นสิ่งที่ศิลปินอยากจะวาด หรืออยากจะแสดงออกถึงสิ่งที่อยู่ในจิตใจเขา จึงไม่แปลกที่เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าเขาคิดอะไรอยู่
ศิลปินบางคนอาจจะแสดงสิ่งที่นึกคิดอยู่ออกมาเป็นภาพเหมือนจริงตรง ๆ อันนั้นก็เข้าใจง่าย แต่ศิลปินบางคนก็ถนัดผลงานแบบนามธรรม ที่ต้องมีความรู้ความเข้าใจในงานศิลป์ระดับหนึ่งถึงจะพอตีความได้ บ้างก็มาเป็นคอนเซ็ปต์ เน้นที่แนวคิดไม่เน้นตัวผลงาน ดังนั้น การที่เราจะไปเข้าใจศิลปินได้ทุกข้อความที่เขามีในขณะสร้างสรรค์ผลงาน คงจะเป็นเรื่องยากพอตัว และการที่คนเราไม่เข้าใจเกี่ยวกับอะไรสักอย่างแม้จะเพียงเล็กน้อย มีคำถาม ไม่ชัดเจน ไม่กระจ่าง ก็จะเกิดอคติที่จะไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งนั้นอีก ชาวบ้านธรรมดา ๆ เลยเลือกที่จะหันหลังให้กับผลงานศิลปะ ปล่อยทิ้งความคิดของศิลปินที่เข้าใจผลงานนั้นอยู่คนเดียวไว้เบื้องหลังอย่างไร้ใครเหลียวแล
พื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะที่โล่ง ไม่มีใครเข้ามาชื่นชมหรือเสพงานศิลป์ แม้จะไม่เก็บค่าเข้าชม แต่การเข้าไปดูอะไรที่เราไม่เข้าใจ เข้าไม่ถึง ก็ไม่รู้จะเดินเข้าไปทำไม เสียเวลาทำมาหากิน ก็ไม่ต่างอะไรกับงานเลี้ยงที่เปิดให้เข้าฟรี มีอาหารวางอยู่เต็มโต๊ะ แต่มันดูไม่น่าอร่อย บางอย่างดูไม่น่าไว้ใจด้วยซ้ำว่ากินได้ไหม ก็ไม่มีใครเรียกร้องอยากจะกิน!
สังคมที่ไม่สนับสนุนให้เห็นคุณค่าของ “ศิลปะ” และ “ศิลปิน”
จากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยไม่เคยก้าวข้ามจากปัญหาความเหลื่อมล้ำ ประเทศที่ประชาชนทั่ว ๆ ไปไม่มีเวลามาให้ความสำคัญกับการยกระดับจิตใจด้วยศิลปะ เพราะแค่คุณภาพชีวิตพื้นฐานยังแทบจะไม่มีเลย ทุกคนต่างก็ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด หาเงินกินข้าวมื้อนี้ มื้อหน้า และคิดว่าจะเอายังไงต่อกับวันพรุ่งนี้ จะเอาช่วงเวลาไหนมายกระดับจิตใจ ประชาชนที่ออกมาจากระบบการศึกษาก็มักจะมุ่งไปสู่สายงานที่ตอบโจทย์ความต้องการในตลาด แสวงหาทุนทรัพย์ในการดำรงชีวิต เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิต
แทนที่จะหันไปทำอาชีพทางเลือก หรือสายงานทางศิลปะ เป็นอะไรที่ไม่มั่นคงเอามาก ๆ ในประเทศไทย อย่างที่หลายคนน่าจะเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ศิลปินไส้แห้ง” หรือ “เต้นกินรำกิน” เป็นคำพูดในด้านลบที่เหยียดคนทำงานอาชีพสายศิลปะอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นถึงการดูถูกอาชีพทางด้านศิลปะว่าไม่มีเกียรติ ไม่ทำเงิน มีแต่ตอบสนองความสวยงามทางจิตใจและอารมณ์ ซึ่งมันไม่ช่วยให้ท้องอิ่มหรือมีข้าวกิน สายงานทางด้านศิลปะจึงไม่เป็นที่นิยม และไม่มีมูลค่าเท่าที่ควร
สภาพสังคมและรสนิยม ไม่สอดคล้องกับการเสพศิลปะเพื่อจรรโลงใจ
ความเหลื่อมล้ำ นำมาซึ่งปัญหาของปากท้อง ถ้าท้องยังไม่อิ่ม จะเอาเวลาที่ไหนมาชื่นชมของสวย ๆ งาม ๆ คนเราจึงต้องหาวิธีทำให้ท้องอิ่มก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศเป็นชนชั้นแรงงานและชนชั้นกลาง ปกติคนกลุ่มนี้ต้องทำงานหนัก หาเช้ากินค่ำ การเจียดเวลาไปใช้กับการชื่นชมเสพงานศิลป์จึงเป็นเรื่องที่ “เสียเวลาทำมาหากิน” มันไม่คุ้มค่าและไม่ให้ประโยชน์อะไรกับชีวิตในมุมมองของพวกเขา ถ้าการหาความสุขทางใจต้องแลกกับเวลาพักผ่อนที่ปกติก็มีอยู่น้อยนิด หรือการทำงานหาเงินรายวันที่ต้องเสียไป แล้วต้องมาทุกข์ทางกายด้วยการไม่มีข้าวกินก็ไม่คุ้มแล้ว ยกระดับจิตใจ จรรโลงใจแล้วยังไงต่อ สุดท้ายก็ต้องทำงานหนักเพื่อที่จะได้ไม่ต้องนั่งอดข้าวกันอยู่ดี
ดังนั้น เราจึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสถานะทางครอบครัว สังคม และรสนิยม แทบทุกอย่างเป็นปัจจัยหลัก ๆ ที่มีผลต่อการเสพงานศิลปะ “ไม่ว่าจะมีเงินน้อยเท่าไร แต่ถ้าสิ่งนั้นจำเป็นในชีวิตหรือจิตใจ ยังไงเราก็ต้องดิ้นรนขวนขวายเอามันมาจนได้ ในทางกลับกัน ถึงจะมีเงินสักร้อยล้าน แต่ถ้าไม่สนใจศิลปะและมันไม่จำเป็นต่อชีวิต จะดั้นด้นเอามาทำไม” ซึ่งมันก็ค่อนข้างชัดเจนว่าเมื่อเทียบกับปัจจัยในการดำรงชีวิตแล้ว ศิลปะเป็นสิ่งที่ “ไม่จำเป็นอย่างยิ่ง” เพราะการเสพศิลปะเพื่อจรรโลงใจไม่ได้ช่วยให้อิ่มท้อง ไม่ได้ทำให้ไม่ต้องจ่ายหนี้สิน ในเมื่อมันไม่สำคัญ จะต้องเสพทำไม
ส่วนรสนิยม เป็นที่เราไม่สามารถบังคับใครได้ แม้ว่าจะปลูกฝังได้ก็ตาม ถึงอย่างนั้น ก็ต้องมีอะไรบางอย่างมาช่วยลดช่องว่างในการเข้าถึงงานศิลปะของคนทั่วไปที่วัน ๆ เอาแต่ทำงาน การมีพิพิธภัณฑ์ หรืออาร์ตแกลเลอรี่ที่ดี มีผลงานน่าสนใจคอยเสิร์ฟอยู่เสมอ มันก็อาจจะเป็นอีกทางเลือกให้คนไปพักผ่อนหย่อนใจและหาความสุขได้ แต่มันก็เฉพาะคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่พอจะมีเวลา ถ้าเราเป็นคนทำงานหามรุ่งหามค่ำจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน ก็จะไม่มีเวลามาสนใจสิ่งจรรโลงใจหรืองานศิลปะเหมือนกัน
ทัศนคติของคนที่ลดทอนคุณค่าของงานศิลปะโดยไม่รู้ตัว
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ศิลปะในประเทศไปไหนไม่ได้ไกล มาจากทัศนคติของใครหลายคนที่ดูถูกกันเอง ดูถูกผลงานศิลปะ และดูถูกศิลปินที่สร้างงานศิลปะ การมองว่างานศิลปะเป็น “งานฟรีที่ไม่มีต้นทุน” ที่ได้มาง่าย ๆ ซึ่งคนจำนวนไม่น้อยที่มีตรรกะแบบนี้ จึงยิ่งไปลดคุณค่าของงานศิลปะให้ด้อยค่าลงไปอีก
ในกรณีนี้ เคยมีเหตุการณ์ดราม่าเกี่ยวกับการตีค่าราคางานศิลปะ โดยผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับราคางานเพนต์กระจก ว่า “แพง” เกินไป มีการไล่คิดค่าอุปกรณ์ต่าง ๆ ว่าไม่ได้มีราคาแพง ลากยาวไปจนถึงดูถูกชีวิตส่วนตัวของเจ้าของผลงาน และพูดในเชิงแช่งว่า หากต้องการจะซื้ออะไร ขอให้เจ้าของผลงานต้องซื้อในราคาแพง ๆ เช่นเดียวกัน
จริง ๆ แล้วศิลปะไม่ควรถูกตีเป็นราคาในที่สุด เพราะมันมีคุณค่าในตัวของมันเองอยู่แล้ว โดยที่อาจจะไม่จำเป็นต้องตอบโจทย์ผู้เสพเสมอไปก็ได้ ทว่าข้อเท็จจริงก็คือวัสดุทุกชิ้นที่นำมาทำเป็นชิ้นงานศิลปะล้วนแล้วแต่มีต้นทุน และไหนจะทุนจาก “ฝีมือ” ที่จะเป็นค่าความสามารถและความเพียรพยายามของเจ้าของผลงาน การสร้างงานศิลปะไม่ได้ทำง่ายดั่งใจนึก ศิลปินต้องเรียน ต้องฝึกฝน ต้องเพียรพยายาม นอกเหนือไปจากค่าวัสดุอุปกรณ์ ต้องไม่ลืมทุนที่เป็นค่าแรงงาน ค่าฝีมือของศิลปินด้วย
จากนั้นก็มีคนพยายามตีความต่อ ว่า “คนจน” ไม่เข้าใจเรื่องต้นทุนในการสร้างงานศิลปะ จึงกดราคางานศิลปะของคนอื่นให้ต่ำโดยประเมินค่าเพียงแค่จากวัสดุที่ใช้งานเท่านั้น ไม่ให้ค่าความสามารถ และไม่มีความรู้มากพอที่เสพงานศิลปะ อย่างไรก็ดี หากพิจารณาแล้วจะพบว่าการที่ค่าฝีมือของงานด้านศิลปะ มันดูมีราคาต่ำทั้งในสายตาของศิลปินและผู้เสพงาน ก็เป็นผลกระทบมาจากค่าครองชีพ การจะใช้ชีวิตให้มีความสุขในประเทศนี้ ราคามันสูงกว่าราคาศิลปะในตลาดที่ศิลปินขายได้ และราคาของงานศิลปะที่คนทั่วไปมองว่าเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยไม่จำเป็น ก็แพงเกินไปที่ใครจะหาซื้อหรือเข้าไปเสพเพื่อจรรโลงใจด้วยเงินค่าแรงขั้นต่ำ
ศิลปะมันปลูกฝังกันได้ แต่การศึกษาไทยไม่ให้ความสำคัญ
เราอาจเคยสังเกตกันมาตั้งแต่สมัยเรียนประถมจนถึงมัธยม ว่าวิชาศิลปะเป็นวิชาที่ชั่วโมงเรียนน้อยที่สุด นั่นคือ 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ไหนจะต้องมาแบ่งส่วนว่าสัปดาห์นี้เรียนวาดรูป สัปดาห์หน้าเรียนดนตรี อีกสัปดาห์เรียนนาฏศิลป์อีกต่างหาก ซึ่งเป็นแบบนี้แทบจะทั้งประเทศ และส่วนใหญ่ไม่ได้มีหลักสูตรตายตัว ที่แบ่งว่าต้องวาดรูปเท่าไร หรือเรียนเกี่ยวกับทฤษฎีศิลปะเท่าไร คือถ้าอยากรู้เรื่องศิลปะอยากถูกต้องและครบถ้วนอาจจะต้องไปหาอ่านกันเอง หรือเลือกเรียนโรงเรียนเฉพาะทางศิลปะเมื่อโตขึ้น เรียกว่าเป็นวิชาปฏิบัติก็ไม่ได้ ทฤษฎีก็ไม่ถึง แถมการเรียนเฉพาะทางด้านศิลปะก็ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมอีกต่างหาก เพราะสังคมไทยชื่นชมเด็กที่เรียนสายวิทย์-คณิตเสียมากกว่า
ที่สำคัญคือการ “ตัดเกรด” ผลงานศิลปะ ทั้งที่มันเป็นสิ่งที่ไม่มีผิดไม่มีถูกอย่างเป็นรูปธรรม ไม่อาจใช้อคติ เจตคติส่วนบุคคลไปเป็นเกณฑ์ตัดสินความสวยงามด้วยซ้ำ แต่กลายเป็นว่าชิ้นงานจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อได้คะแนนจากครูสูง ๆ เท่านั้น ยิ่งทำให้เด็กถอยห่างจากศิลปะเมื่อโตขึ้น โรงเรียนแทบจะไม่เคยสอนให้รู้จักคุณค่าของงานศิลปะ ทำให้หลายคนเข้าใจว่าศิลปะเป็นเรื่องของพรสวรรค์มากกว่า ประมาณว่าคนที่วาดรูปเก่งก็คือเก่งอยู่แล้ว แต่ก็ลืมมองในมุมที่ไม่มีใครเก่งอะไรตั้งแต่เกิด เขาก็ต้องพยายาม พยายามฝึกฝน ในขณะที่คนไม่ถนัดงานศิลปะก็จะถูกมองว่าห่วย ถ้าเราทำให้ทุกคนเข้าใจกระบวนการว่ากว่าจะมาเป็นศิลปะได้มันมีอะไรบ้าง เชื่อว่าทุกคนจะเข้าใจและเห็นคุณค่ามันมากขึ้น
ศิลปะอาจเป็นเพียงค่านิยมที่เอาไว้ยกสถานะ และบ่งบอกรสนิยม
หลายคนอาจตกตะกอนความคิดนี้จากการได้มีโอกาสเข้าไปชมงานศิลปะในพิพิธภัณฑ์ อาร์ตแกลเลอรี่ หรืองานนิทรรศการ ด้วยบรรยากาศการไปชมงานศิลปะไม่ได้มีเพียงการเข้าไปเสพความสวยงาม พยายามทำความเข้าใจแนวคิดในการสร้างผลงาน หรือพูดคุยกับศิลปินเจ้าของผลงานเท่านั้น แต่มันเหมือนการเข้าสังคมไปพบปะกับคนที่สนใจในศิลปะเหมือนกันและพูดคุยกันเกี่ยวกับงานศิลปะ ซึ่งถ้าย้อนกลับไปตอนต้น ก็ต้องเป็นคนที่มีอันจะกินระดับหนึ่งที่จะมีเวลาศึกษาทำความเข้าใจศิลปะและชื่นชมศิลปะ ยิ่งกีดกันตาสียายสาให้ออกจากศิลปะยิ่งกว่าเดิม เพราะถ้าคนกลุ่มนี้เข้าไปชมงานศิลปะ ไม่ใช่แค่ดูผลงานไม่เป็นเท่านั้น แต่ยังคุยกับใครเขาไม่รู้เรื่องด้วย
ถ้าอย่างนั้นจะทำอย่างไรเพื่อให้ศิลปะเข้าถึงง่ายกว่านั้น การเข้าชมงานศิลปะที่สามารถได้เข้าสังคมโดยไม่มีใครอวดหรูถึงรสนิยมว่าคนที่เข้าใจศิลปะคือชนชั้นสูงหรือคนที่พอจะมีเงิน มีเวลา จะทำอย่างไรที่ต่อให้เราจะไม่ได้เข้าสังคมกับคนกลุ่มนั้น แต่เราก็ยังสามารถเข้าถึงและเข้าใจงานศิลปะได้ การตั้งคำถามต่อสิ่งที่เห็น หากมันไม่มีคำตอบในคำอธิบาย ก็ให้เราตีความไปตามความเข้าใจและประสบการณ์ตัวเอง
แม้ว่างานศิลปะจะไม่ได้ยากเสียจนต้องทำตัวติสท์ ๆ ถึงจะเข้าใจ หรือจะต้องปีนกระไดดูเพราะเป็นศาสตร์สูงส่ง ศิลปะเป็นเพียงความสวยงาม เป็นอะไรที่ให้ความสุข ให้การตั้งคำถาม ให้ความรู้ บางทีอาจให้ความสะเทือนใจ ให้อะไรกับคนที่ชอบในศิลปะไม่ต่างจากความบันเทิงด้านอื่น ๆ เลย แต่ก็ต้องเข้าใจว่ามีปัจจัยหลายอย่างทีเดียว ที่กีดกันคนออกจากศิลปะไปโดยปริยาย แม้ว่ารัฐและเอกชนจะมีพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะอยู่มากมาย แต่คำถามคือทำไมคนทั่วไปถึงยังเข้าไม่ถึง เลยดูเหมือนว่าคนเหล่านั้นอยู่ห่างไกลจากศิลปะเพราะไม่ปรารถนาจะเสพเอง ทำไมคนเราต้องปฏิเสธการพักผ่อนหย่อนใจด้วยศิลปะที่สวยงาม มันมีเหตุผลของมัน เหตุผลที่เรารู้ว่าทำไม!





























