แม้ว่าปัจจุบันโรคระบาด “โควิด-19” จะมีอัตราในการแพร่ระบาดลดลงเรื่อย ๆ ก็ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะดีขึ้น แต่รู้ใช่ไหมว่า “โควิด-19” ไม่ใช่โรคระบาดแรกที่เกิดขึ้นในโลก ในอดีตมนุษย์เคยต้องเผชิญกับโรคระบาดร้ายแรงที่คร่าชีวิตผู้คนหลักแสนหลักล้านคนทั่วโลก มนุษย์ได้เคยข้ามผ่านความเจ็บปวด การสูญเสียมาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ด้วยความเข้มแข็งและสติปัญญาจึงสามารถก้าวผ่านและกลับมายืนได้แข็งแรงอีกทุกครั้ง
อย่างไรก็ดีคงต้องใช้คำว่า “ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก” โควิดยังไม่ทันสูญสิ้น ฝีดาษลิงก็เข้ามาเป็นเคราะห์กรรมใหม่ให้มนุษย์ต้องรับมืออีกรอบ “โรคฝีดาษลิง” โรคนี้พบมากในแถบแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก พบผู้ป่วยในประเทศนอกเขตแอฟริกา เช่น สหรัฐอเมริกา อิสราเอล สิงคโปร์ และสหราชอาณาจักร มักเกิดจากการเดินทางระหว่างประเทศหรือการนำเข้าสัตว์ติดเชื้อ
“โรคฝีดาษลิง” ไม่ใช่โรคใหม่ แต่เคยระบาดมาแล้วมากกว่า 20 ปี เชื้อไวรัสฝีดาษลิงนี้สามารถพบได้ในสัตว์หลายชนิดโดยเฉพาะสัตว์ตระกูลลิงและสัตว์ฟันแทะ เช่น กระรอก หนูป่า รวมทั้งคนก็สามารถติดโรคนี้ได้เช่นกัน จากข้อมูล ณ วันที่ 30 พฤษภาคม 2565 จากการแถลงข่าวของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ปัจจุบันยังไม่พบผู้ป่วย “โรคฝีดาษลิง” ในประเทศไทย
โรคฝีดาษลิงมีอาการอย่างไร
โรคฝีดาษลิง สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้จากการสัมผัสทางผิวหนัง สารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ หรือวัตถุที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส แต่โรคนี้เราสามารถเฝ้าระวังได้ง่าย เพราะผู้ป่วยติดเชื้อจะมีตุ่มขึ้นตามร่างกายเป็นรอยโรคที่สังเกตได้ชัดเจนอาการของโรคจะแสดงอาการหลังจากได้รับเชื้อแล้วประมาณ 7-14 วัน มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดหัว ปวดเมื่อยตามร่างกาย ต่อมน้ำเหลืองโต หลังจากมีไข้ประมาณ 1-3 วัน จะมีตุ่มเล็ก ๆ คล้ายผื่นขึ้นตามตัว ซึ่งตุ่มเหล่านี้จะอักเสบและแห้งไปเองใน 2-4 สัปดาห์ บางรายที่ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือมีโรคประจำตัวอาจมีภาวะแทรกซ้อนทำให้อาการรุนแรงอันตรายถึงชีวิตได้ การระบาดนั้นมีโอกาสเกิดจาก 2 กรณี คือ
- การติดต่อจากสัตว์ไปสู่คน เช่น สัตว์ที่นำเข้าจากแถบแอฟริกากลางและตะวันตก โดยอาจแพร่ให้กับสัตว์เลี้ยงก่อนแพร่ไปสู่คนอีกที
- การติดต่อจากคนไปสู่คน เช่น นักท่องเที่ยวที่เดินทางกลับมาจากแถบแอฟริกากลางและตะวันตก แล้วแพร่เชื้อให้กับคนที่สัมผัสสารคัดหลั่งทางเดินหายใจ ตุ่มหนอง หรือสิ่งของที่ปนเปื้อน จึงมักพบการแพร่เชื้อในครอบครัวและบุคลากรทางการแพทย์
ไทยมีมาตรการรับมืออย่างไรบ้าง
หลังจากประเทศไทยได้มีมาตรการผ่อนคลายในการเปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าประเทศไทยเมื่อไม่นานที่ผ่านมา ประชาชนต่างพากันตื่นตระหนกกับโรคระบาดอีกครั้ง ซึ่งการแพร่ระบาดของ “โรคฝีดาษลิง” ในประเทศไทยนั้นที่สามารถเกิดขึ้นได้ คือ การเดินทางท่องเที่ยวไปยังประเทศที่มีผู้ติดเชื้อ ด่านตรวจคนเข้าเมืองในสนามบินต้องเฝ้าระวัง และมีระบบตรวจสอบผู้คนหรือนักท่องเที่ยวที่เข้ามาว่าไปที่ไหนมา มีอาการป่วยหรือไม่ แต่นี่เป็นเพียงการคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น หากมีนักท่องเที่ยวที่ติดเชื้อมาแล้ว แต่อยู่ในช่วงฝักเชื้อที่ยังไม่แสดงอาการ ประเทศไทยของเราจะมีวิธีการรับมือในเรื่องนี้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้นการนำสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะสัตว์ต่างถิ่นเข้ามาโดยไม่รู้ที่มาเป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะถึงแม้สัตว์จะเป็นพาหะนำโรคแต่อาการของสัตว์จะไม่แสดงออกชัดเจน จึงต้องเฝ้าระวังสัตว์ที่นำเข้ามา และควรให้ความรู้กับคนที่เลี้ยงสัตว์ต่างถิ่นในเรื่องความเสี่ยงและวิธีการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล
การแพร่ระบาดของไวรัสฝีดาษลิง จะกลายพันธ์ุได้น้อยและไม่บ่อยเพราะเป็นพันธุกรรมคู่หรือ DNA แตกต่างจากไวรัสโควิดเป็นสารพันธุกรรมเดี่ยวหรือ RNA จะเห็นได้จากการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิดที่ผ่านมา 2 ปี มีการกลายพันธ์ุไปแล้วกว่า 1,000 สายพันธ์ุ ในขณะที่ฝีดาษลิงมีการติดเชื้อมาแล้ว 50 ปี วันที่พบการแพร่ระบาดยังคงเป็นสายพันธ์ุเดิม
อย่างไรก็ตาม วัคซีนที่ใช้เพื่อป้องกันฝีดาษลิงโดยตรง ต้องใช้เวลาในการพัฒนาและผลิตให้มีจำนวนเพียงพอในกรณีถ้ามีการระบาดจริง ทั้งนี้องค์การอนามัยโลก ชี้ว่าโรคฝีดาษลิงสามารถป้องกันได้ด้วย “วัคซีนไข้ทรพิษ” ซึ่งเป็นวัคซีนสำหรับโรคฝีดาษทั่วไปมีประสิทธิภาพป้องกันโรคฝีดาษลิงอย่างมีประสิทธิภาพประมาณ 85% ประเทศไทยเราเลิกปลูกฝีมาแล้ว 50 ปี ผู้ที่อายุมากกว่า 50 ปีน่าจะมีภูมิคุ้มกันโรคนี้จากการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ แต่ผู้ที่อายุน้อยกว่าจะไม่มีภูมิคุ้มกัน
ตื่นรู้ ไม่ตื่นตระหนก “ฝีดาษลิง”
เป็นเรื่องเข้าใจได้ที่คนกังวลกันเรื่องนี้ แต่นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่านี่ไม่ใช่โควิด และผู้เชี่ยวชาญหลายคนชี้ตรงกันว่าจะไม่มีการระบาดของโรคนี้เป็นวงกว้าง ฝีดาษลิงแพร่ระบาดยากกว่าโควิดมาก และเราก็มีวัคซีนและวิธีรักษาโรคนี้ นอกจากนี้ คนจะสามารถแพร่เชื้อได้ก็ต่อเมื่อเริ่มมีอาการแล้วเท่านั้น ทำให้สามารถหาและแยกตัวผู้ติดเชื้อได้ง่าย การป้องกันตัวที่เราปฏิบัติขณะนี้สำหรับป้องกันโควิด ก็เหมาะสำหรับการป้องกัน “โรคฝีดาษลิง” เช่นเดียวกัน
การใส่หน้ากาก ล้างมือ รักษาสุขอนามัยให้ดี นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง หรือตุ่มหนองของสัตว์ที่ติดเชื้อหรือสัตว์ป่า หลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกไม่เพียงพอ กรณีมีการเดินทางกลับจากประเทศที่เป็นเขตติดโรค ต้องทำการคัดกรองและเฝ้าระวังอาการจนครบ 21 วัน เมื่อตนเองไม่สบายมีไข้ปวดเมื่อย อย่าอยู่ใกล้ชิดกับคนอื่นและถ้ามีอาการหนักขึ้นปรึกษาแพทย์ทันทีและทำการแยกกักตัว






























