Home Work & Living Living ความปลอดภัยบนถนน ต้องสูญเสียอีกเท่าไรจึงจะเกิดขึ้น!

ความปลอดภัยบนถนน ต้องสูญเสียอีกเท่าไรจึงจะเกิดขึ้น!

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คงไม่มีข่าวไหนในสังคมไทยที่จะได้รับความสนใจมากไปกว่านักแสดงชายขับรถชนหญิงคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ หรือแม้แต่ข่าวอุบัติเหตุที่กลายเป็นข่าวดังอยู่หลายกรณี อุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนคนเดินข้ามถนนบนทางม้าลาย อุบัติเหตุจากการเฉี่ยวชนของมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ขี่บนทางเท้า จุดที่หลายคนคิดว่าปลอดภัยแต่กลับเป็นจุดที่เกิดอุบัติเหตุ ต้องยอมรับว่าปัจจุบันบนท้องถนนเต็มไปด้วยยานพาหนะต่าง ๆ มากมาย ซึ่งแน่นอนว่าอุบัติเหตุย่อมเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาเช่นกัน ทั้งเกิดจากความประมาทของตนเองและความประมาทจากผู้อื่น

มนุษย์ไร้จิตสำนึกมีทุกสังคม ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย ความสูญเสียจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับคนเดินถนนแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าผู้ที่ฝ่าฝืนมีจิตสำนึกและตระหนักถึงความปลอดภัยของผู้ใช้ถนนร่วมกัน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ขับรถที่ยังฝ่าฝืนกฎจราจรอยู่ อาจแก้ไม่ได้ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่รอคอยคือ ความรับผิดชอบของคน “บนถน” จะเกิดขึ้นเมื่อไร “อุบัติเหตุ” ที่เกิดขึ้นใครต้องรับผิดชอบ?

พฤติกรรมแบบนี้เป็น “โรคจิตสำนึกเสื่อม” หรือเปล่า?

มีเหตุการณ์เกิดขึ้นให้เห็นอยู่บ่อยครั้งไม่ว่าจะด้วยกรณีใดก็ตาม ที่การขาด “จิตสำนึก” และขาด “ความรับผิดชอบต่อส่วนรวมและผู้อื่น” เรื่องนี้ Tonkit360 เคยนำเสนอบทความนี้เมื่อนานมาแล้ว แต่ประเด็นนี้ก็ยังมีให้เห็นจากข่าวแทบทุกวัน หลายคนคงไม่นึกไม่ฝันว่า “สังคมไทยจะมาถึงจุดนี้ได้” ที่สังคมในบ้านเราจะมีคนไร้จิตสำนึก เห็นแก่ตัว ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี จากการที่ยึดถือตัวเองเป็น “ศูนย์กลางของจักรวาล” มากมายเต็มไปหมด

ฉันไม่สนใจว่าใครจะเดือดร้อน ไม่แยแสว่าใครจะเป็นหรือตายกับการกระทำของฉัน นับวันก็ยิ่งมีคนแบบนี้มากขึ้นในสังคม นี่ยังไม่รวมถึงคนที่รู้ว่าตนเองผิดแล้วไม่คิดรับผิดชอบ ยังวิ่งหาช่องว่างทางกฎหมาย ใช้เส้น ใช้สายเพื่อให้ตัวเองพ้นผิด หรือหาแพะรับผิดชอบอย่างที่เราก็รู้ ๆ กันดีนั่นแหละ คนประเภทนี้หากเราจะเรียกว่าเป็น “โรคจิตสำนึกเสื่อม” ก็คงจะไม่ผิดอะไร

ความเห็นแก่ตัวสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น

“ความเห็นแก่ตัว” คำสั้น ๆ แต่ความหมายแฝงมากมาย ตรรกะในการเอาเปรียบผู้อื่น ไม่ว่าจะต่อหน้าหรือโอกาสใดก็ตามเรียกว่าเป็นการกระทำที่แย่มาก สิ่งที่คนเหล่านี้เป็นคือเป็นพวกที่รู้แหละว่าการกระทำที่ตนทำนั้นมันผิด แต่ชอบทำตัวแบบทองไม่รู้ร้อน ไม่สนใจว่าจะทำให้ใครเดือดร้อน เพียงแค่เงียบ ๆ ไว้เดี๋ยวเรื่องคงเงียบหายไปเอง แบบที่หลายข่าวในบ้านเรา ก็เงียบหายไปหลายคดี ถึงแม้สังคมจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างไรก็ไม่สนใจ แบบโนสนโนแคร์เสียอย่างนั้น

บางที “ความเห็นแก่ตัว” คงเป็นนิสัยส่วนตนที่ยากจะแก้ไขหากทำแล้วคงไม่มีใครว่าหรือสนใจนักหรอก แต่เป็นการกระทำที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ก็ช่วยแสดงความรับผิดชอบสักหน่อยมันก็ไม่เสียหายอะไรไม่ใช่เหรอ เพราะการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมที่ต่างพ่อต่างแม่ มาจากสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน ความเกรงใจต่อกันเป็นสิ่งที่ควรจะมี หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็น “สามัญสำนึกของการอยู่ร่วมกัน” เพราะหากถูกเอาผิดตามกฎหมายก็มักจะอ้างว่าทำไมถึงไม่เห็นใจกันบ้างเลย ตรงกันข้ามต้องไม่ลืมว่าตนเองก็ไม่เห็นใจคนอื่น ๆ เขาเหมือนกัน

ความปลอดภัยบนถนน ความรับผิดชอบของใคร

ประเทศไทย ติดอันดับประเทศที่มีผู้เสียชีวิตบนถนนมากที่สุดในโลก และกรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่มีอุบัติเหตุ
มากที่สุดของประเทศ หากเราทุกคนมองว่าอุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องของ “ดวง” แต่เป็นเรื่องของความประมาท หากเรามองโลกในแง่ดีกว่านี้ การใช้สติให้มากพอ “อุบัติเหตุ” คงลดน้อยลงและคงไม่มีผู้รับเคราะห์เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ความผิดตามกฎหมายของผู้ขับขี่ก็มีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จราจรทางบก พ.ศ.2522 กำหนดโทษตามกฎหมายเอาไว้อยู่แล้ว เรื่องนี้ผู้กระทำผิดต้องได้รับโทษตามกฎหมาย แต่ก็ยังมีคำถามว่าในบ้านเราก็มีกฎหมายเป็นบทลงโทษผู้กระทำผิด แต่ทำไมอุบัติเหตุบนถนนจึงเกิดขึ้นซ้ำซากเรื้อรังมาตลอด ซึ่งเวลาเกิดอุบัติเหตุและเป็นประเด็นขึ้น หลายหน่วยงานต่างออกมาเสนอให้มีการปรับโทษให้สูงขึ้น แต่สิ่งสำคัญ คือผู้ใช้รถใช้ถนนต้องตระหนักถึงวินัยจราจร เเละความรับผิดชอบต่อสังคมเเละผู้อื่น ความรับผิดชอบไม่ใช่อยู่ที่หน้าที่ใครคนใดคนหนึ่ง เพียงแต่มันคือหน้าที่ของเราทุกคนที่ควรมีต่อผู้อื่น และสังคม “ความรับผิดชอบ” ต้องเริ่มต้นที่ตัวเรา หากทำผิดเราเท่านั้นคือผู้รับผิดชอบ

สามัญสำนึกของความเป็นคน

หัวใจสำคัญต่อการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในสังคม บนพื้นฐานของการมีจิตสำนึกดีนั้นง่ายนิดเดียว แค่ลดความเห็นแก่ตัวลง แล้วเห็นอกเห็นใจผู้อื่นให้มากขึ้น  ที่จริงมันสามารถเริ่มต้นได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องหาซื้ออุปกรณ์ ไม่ต้องมีใครช่วย ใช้แค่ “ใจ” ล้วน ๆ อย่าให้ใครต้องมาพูดว่า “คน ๆ นั้นช่างไม่มีสามัญสำนึกความเป็นคนเอาเสียเลย” สามัญสำนึกของคนเริ่มที่จะถูกกัดกร่อนไปทีละเล็กทีละน้อย รุ่นสู่รุ่นและในที่สุดก็จะไม่เหลือเลย แล้วใครล่ะที่จะได้รับผลกระทบที่เลวร้ายของมัน ก็คนทุก ๆ คนนั่นแหละ เราจะอยู่กันอย่างแข่งขันกันสูง ใครมีเงินมากคนนั้นก็ได้ในสิ่งที่ตนต้องการ ส่วนคนที่ไม่มีเงินก็แทบไม่ต้องหวังถึงความยุติธรรมเพราะมันไม่มีเหลือสำหรับใคร

มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่คนเดียวได้ จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยผู้คนรอบข้างในการดำเนินชีวิต เราควรเริ่มที่จะเอาใจเขามาใส่ใจเรา จะทำอะไรก็ให้คิดถึงคนอื่นให้มากขึ้น หรืออย่างน้อยถ้าเผลอทำอะไรลงไปแล้วโดนสังคมวิพากษ์วิจารณ์ หรือโดนแฉ ควรรู้จักละอายใจสักนิดว่าที่ตนเองทำเป็นเรื่องผิด อาจตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ตาม คุณอาจใช้ตัวช่วยจากคำว่า “รู้เท่าไม่ถึงการ” แล้วกล่าวขอโทษก็ได้ แต่อย่าลอยหน้าลอยตาแถไปเรื่อยแบบคนไม่รู้ผิดชอบชั่วดี เรื่องจะจบง่ายกว่าเยอะเลยทีเดียว