ความ “เฮงซวย” ของคนไร้จิตสำนึกบนท้องถนน

ถ้าใครเคยดูซีรีส์​ After Life ของ Netflix เรื่องราวของชายวัยกลางคนที่ต้องสูญเสียภรรยาเพราะโรคมะเร็ง และทำให้เขาใช้ชีวิตโดดเดี่ยวที่เหลืออย่างบัดซบที่สุด มีอยู่ฉากหนึ่งเมื่อ โทนี่ จอห์นสัน (แสดงโดยริกกี้ เจอร์เวส) กำลังจะเดินข้ามถนนบนทางม้าลายปรากฏว่ารถแลนด์โรเวอร์ที่วิ่งมากลับไม่หยุดให้และเบรกจนเกือบชน สิ่งที่โทนี่ โต้ตอบทันทีคือเอาก้อนหินในกระเป๋าปาใส่กระจกท้ายรถแลนด์โรเวอร์ คันนั้นทันที

เป็นฉากที่เชื่อว่าหลายคนที่ดูคงอยากทำตาม แม้แต่ผู้เขียนเองยังอยากทำตามเลย ยิ่งมาเห็นข่าวที่กำลังถูกพูดถึงในเวลานี้ด้วยแล้ว อยากจะปาใส่สักสองก้อนให้กับจิตสำนึกซังกะบ๊วย ของคนในยุคนี้

ยิ่งเมื่อสัปดาห์ก่อนเพิ่งอ่านคอลัมน์รถเราไม่เก่าเลย ของคุณปั๊ม ธันยเดช กับเหตุการณ์บนทางม้าลายที่เจ้าตัวไปพบเจอด้วยตนเองที่ตลาดถนอมมิตร จนทำให้ผู้ชายที่เรียกว่าสุภาพของหนึ่งของสังคมยุคนี้ ถึงกับออกปากเรียกไอ้เจ้าคนขับรถที่ไม่ยอดหยุดรถให้คนข้ามว่า “มัน” ยิ่งทำให้รู้สึกว่าสังคมยุคนี้ มันไม่ต้องเคารพกฎอะไรกันแล้วใช่ไหม

ผู้เขียนเองในฐานะคนขับและคนข้ามนั้น เวลาเจอทางม้าลาย สิ่งแรกที่ต้องทำคือชะลอดูว่ามีคนจะข้ามหรือเปล่า ถ้ามีคือหยุดและกดไฟฉุกเฉินเพื่อบอกรถคันหลัง แต่สิ่งที่เห็นประจำคือ ไม่มอเตอร์ไซค์แซงซ้ายขึ้นมาเพื่อจะไปต่อ หรือบางครั้งเป็นรถเก๋งด้วยกันนี่แหละที่ทำอย่างนั้น เอาเข้าจริงเวลาที่หยุดให้คนข้ามถนนนั้นไม่เกิน 30 หรือ 40 วินาที แต่ให้ตายเถอะ คุณพ่อคุณแม่ที่บ้านพี่เขาคงไม่ได้สอนมาเรื่องมารยาทสังคมทำให้พี่เขารอกันไม่ได้

ในฐานะคนข้ามนั้น ผู้เขียนเองเคยต้องข้ามถนนบ่อย ๆ แถวสนามเป้า เมื่อครั้งต้องทำรายการถ่ายทอดสดโดยก่อนหน้านั้นจุดที่ข้ามถนนบริเวณดังกล่าวยังไม่มีไฟสำหรับคนข้าม ก็ต้องวัดใจกันเอา (เอาเข้าจริงมันไม่ใช่เรื่องต้องวัดใจกันเลยเพราะถ้าคุณขับรถมีใบขับขี่อยู่ในมือ เมื่อเจอทางม้าลายก็ต้องหยุดอยู่แล้ว)

มีอยู่ครั้งหนึ่งขณะกำลังเดินข้ามมาถึงครึ่งทางม้าลายปรากฏว่าแท็กซี่คันหนึ่งพุ่งมาอย่างเร็ว ไม่ยอมชะลอทำให้ต้องเบี่ยงตัวหลบ แต่บังเอิญว่าผู้เขียนไม่ใช่คนสุภาพแบบคุณธันยเดช เลยให้ยกนิ้วเพื่อสรรเสริญแท็กซี่คันดังกล่าว แน่นอนว่าแท็กซี่เห็น และเบรกทันที (ทีอย่างนี้เบรกได้) ผู้เขียนเลยต้องตะโกนแจ้งเพื่อให้รับทราบว่า “นี่ทางม้าลายโว้ย” ก่อนจะเดินเข้าสถานีไป

เหตุการณ์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาหน้ารพ.รามาฯ นั้นเชื่อว่าหลายคนเห็นถึงความสูญเสีย แต่เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นแทบจะบ่อยครั้งในเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน กรุงเทพฯ ที่ตรรกะของผู้คนบางกลุ่มออกจะเพี้ยน ๆ ไปหน่อย เพราะคิดว่าทางม้าลาย ทำให้พวกเขาช้าลง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วทางม้าลายถูกกำหนดให้รถต้องหยุดให้คนข้าม ไม่ใช่แค่ชะลอให้คนข้ามต้องฝึกกายกรรมเปียงยาง

มันทำให้ผู้เขียนนึกถึงน้องคนหนึ่งที่การศึกษาดี ฐานะทางบ้านดี เคยมาถามผู้เขียนด้วยคำถามแบบใส ๆ ว่า “เวลาที่บอกให้เราเบี่ยงรถให้รถฉุกเฉินบนถนนทำได้จริงหรือครับ” เวลานั้นผู้เขียนสะอึกไปไม่น้อย แต่พอหันไปเป็นแววตาใส ๆ ก็นึกได้ว่าน้องเขาคงโตมาแบบ ไม่ได้รับ information เลยบอกว่าหลบได้ ถ้าทุกคันเบี่ยงจะมีช่องพอให้รถฉุกเฉินวิ่งได้ค่ะ น้องคนดังกล่าวก็รับทราบไป

อย่างเรื่องทางม้าลายในเมืองไทย เอาเข้าจริง ๆ แล้วก็มีการตีเส้น และมีความชัดเจนในกฎหมายจราจรอยู่แล้ว แม้ว่าค่าปรับแสนจะจิ๊บจ๊อย แต่ก็มีการบังคับใช้ เหนืออื่นใดกฎหมายจราจรแบบนี้ ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าจิตสำนึกของคนในสังคมด้วย แม้ว่าจะโตมาไม่เหมือนกัน แต่อยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน ก็ต้องปฏิบัติตาม มีลูกสอนลูก มีหลานสอนหลาน ไม่ว่าจะจน จะรวย จะปานกลาง ควรมีจิตสำนึกต่อสังคมค่ะ

การที่คุณทำให้คนหนึ่งคนต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร พ่อแม่ญาติพี่น้องของเขาจะรู้สึกอย่างไร ตัวคุณเองในฐานะฆาตกร แม้จะบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ แต่คุณก็ทำให้เขาเสียชีวิตไปแล้ว ต่อให้ครอบครัวอีกฝ่ายจะให้อภัย ภาพเหตุการณ์ และสิ่งที่คุณทำมันก็ถูกบันทึกลงในเซรีบรัมของคุณไปแล้ว คุณจะไม่มีทางลืมวันที่มือเปื้อนเลือดคนอื่น และต่อให้ทำบุญทั้งชีวิต ก็ไม่สามารถลบล้างได้

เหนืออื่นใดเวลาดูข่าวหรือเหตุการณ์แบบนี้ อย่าได้เที่ยวบอกลูกหลานหรือคนใกล้ชิดทีเดียว ว่าเป็นเรื่องของบุญกรรม แล้วปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ เพราะเหตุที่เกิดขึ้นนั้น ทั้งหมดเป็นเพราะความบัดซบของคนขับรถที่สักแต่ขับ สักแต่ขี่ สังคมทุกวันนี้อยู่ยากด้วยความซับซ้อนของผู้คนมากอยู่แล้ว อย่าให้ความเฮงซวยของคนไร้จิตสำนึกต้องมาทำให้คนที่มีครอบครัวที่ดี มีอนาคตที่สดใสรออยู่ต้องดับวูบ หรือจากไปก่อนเวลาอันควรเลย

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ