One Ordinary Day กลายเป็นฆาตกรแค่ชั่วข้ามคืน

ตั้งแต่เดือนที่แล้วแล้ว ที่เรียกได้ว่าเป็นอีกช่วงทองแห่งปี โดยมีซีรีส์ออนแอร์ใหม่ร่วม ๆ สิบเรื่อง ต่อคิวลากยาวมาจนถึงเดือนนี้ ซึ่งในเดือนธันวาคมนี้ก็มีอีกคิวรอออนแอร์ไปเกือบถึงช่วงสิ้นปี ใครที่ช่วงปีใหม่ยังไม่มีอะไรทำ แล้วก็ตั้งใจว่าจะไม่ออกไปไหน ก็ลองรื้อ ๆ ซีรีส์ใหม่ ๆ พวกนี้ดูได้ บอกเลยว่าน่าดูทุกเรื่อง

ในล็อตที่เพิ่งออนแอร์นี้ มีซีรีส์อยู่เรื่องหนึ่งที่ถูกจริตส่วนตัวมาก ปกติเป็นคนที่ชอบดูหนังดูซีรีส์ที่อารมณ์แบบปลุกความเป็นโคนันในตัวคุณขึ้นมา แต่สำหรับเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่นั้น นอกเหนือจากความน่าติดตามของพล็อตเรื่อง คือต้องยอมรับว่าเพราะนักแสดงด้วยที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ยิ่งน่าดูเข้าไปใหญ่ แค่เห็นชื่อก็รับประกันได้ถึงคุณภาพของการแสดง ถ้าสมมติว่าจะพัง ก็คงมีแค่บทเท่านั้นที่พัง จนนักแสดงต้องเป็นเดอะแบกไปจนจบเรื่อง แต่ไม่ต้องห่วง เรื่องนี้เปิดมาดีและเดินเรื่องค่อนข้างดีทีเดียว ด้วยความที่มันเป็นมินิซีรีส์มีแค่ 8 ตอน ถ้าออกทะเลมันจะไม่จบเอา

One Ordinary Day เป็นซีรีส์ที่รีเมกมาจากฝั่งตะวันตก เวอร์ชันอังกฤษใช้ชื่อเรื่อง Criminal Justice ส่วนเวอร์ชันอเมริกาใช้ชื่อเรื่องว่า The Night Of (อเมริการีเมกจากอังกฤษอีกที) พอจะเห็นภาพแล้วนะ เอาไปรีเมกกันหลายเวอร์ชันแบบนี้ แปลว่าพล็อตเรื่องมันต้องน่าดูอยู่พอสมควร พี่เกาก็ไม่น้อยหน้า หยิบมารีเมกด้วยเหมือนกัน แล้วการเลือกนักแสดงของพี่เกาก็กินขาดมาก เพราะซีรีส์ที่หลายคนคาดหวังคุณภาพแบบนี้ไม่ใช่ว่าใครจะให้ก็ได้มาเล่นเป็นต้วเอก การแสดงต้องเป็นที่ยอมรับว่าเลิศ ถึงได้กล้าดึง คิมซูฮยอน พระเอกที่ค่าตัวแพงที่สุดของเกาหลีมาเล่นไง

คิมซูฮยอนค่าตัวแพงแค่ไหน จากซีรีส์เรื่อง It’s Okay to Not Be Okay ที่ออนแอร์เมื่อปี 2020 เขามีค่าตัวต่อตอนอยู่ที่ 200 ล้านวอน หรือ 5.7 ล้านบาท ทำให้เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงอปป้าเลย แกได้ค่าตัวคุ้มกับการแสดงที่จัดเต็มเบอร์นี้มาก เรื่องนี้อปป้ารับทรัพย์ไป 500 ล้านวอนต่อตอน หรือประมาณ 14 ล้านบาท ซึ่งเรื่องนี้มีทั้งหมด 8 ตอน นั่นเท่ากับว่าอปป้ารับทรัพย์ไปอื้อซ่าราว ๆ 4 พันล้านวอน หรือประมาณ 114 ล้านบาท!!! แม่เจ้า แต่ถ้าได้ดูก็จะเข้าใจและหมดข้อกังขาในราคาค่าตัวของอปป้าแน่นอน ฝีมือขนาดนั้น เจองานหนักงานเหนื่อยขนาดนี้ เล่นจริง ถอดจริง อันเซนเซอร์ เรตอีพีแรก 19+ เพราะฉากขึ้นเตียง แถมยังมีฉากแก้ผ้าตอนจะเข้าคุกอีก อื้อหือ!

เรื่องย่อคร่าวของ One Ordinary Day (ชื่อภาษาไทยของ viu ใช้ชื่อว่าวันถึงฆาต) เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เป็นเพียงนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมดา ๆ ใช้ชีวิตทั่วไป บ้านไม่ได้รวย การเรียนใช้ได้ แต่หน้าตาดี จู่ ๆ ก็ดันเข้าไปพัวพันกับคดีฆาตกรรมหญิงสาวรายหนึ่งเข้า เพียงชั่วข้ามคืนที่เขาเจอกับเธอโดยบังเอิญ ทั้งคู่ไม่รู้จักกันมาก่อน แล้วพลาดพลั้งไปแซ่บกันตามประสาหนุ่มสาววัยฮอร์โมนพุ่งพล่าน หลังจากวันไนท์สแตนด์กันด้วยความเมามายและอารมณ์พาไป เขาตื่นขึ้นมาพบว่าเธอกลายเป็นศพนอนจมกองเลือดไปเสียแล้ว

เขาคงไม่คาดคิดหรอกว่าตนเองจะตกเป็นผู้ต้องสงสัยหลัก ในคืนเดียวเกิดเรื่องราวมากมายที่พลิกชีวิตเขาจากหน้ามือเป็นหลังมือที่ดิ่งสู่เหว ในเมื่อเขายืนยันว่าเขาไม่ได้ฆ่าเธอ ก็ต้องตามหาว่าใครกันแน่คือฆาตกรตัวจริง ระหว่างนั้นก็จะเป็นเรื่องของคดีอาญา และกระบวนการยุติธรรม ไม่มีใครเชื่อที่เขาพูด เพราะหลักฐานนับร้อยชิ้นมันชี้ไปที่ตัวเขาแทบทั้งสิ้น และตัวเขาเองก็มีพฤติกรรมที่กลัวจนควบคุมสติตัวเองไม่อยู่ ทำลายหลักฐานหลายอย่างเปรอะเปื้อนไปหมด แถมยังหลบหนีอีก ยิ่งทำให้ตำรวจมั่นใจว่าเขาคือฆาตกร

แม้ว่าจะมีช่องโหว่ มีสิ่งน่าสงสัยที่ควรสืบต่อ มีอะไรต่ออะไรให้ไปตามรอยผู้ต้องสงสัยและเหยื่อตั้งแต่ต้น แต่ตำรวจก็เลือกที่จะมองข้าม สืบคดีแบบชุ่ย ๆ เร่งรีบ เพราะตำรวจที่เป็นเจ้าของคดีกำลังจะเกษียณราชการในอีก 3 เดือน ทำให้คดีนี้ต้องรีบปิดคดีให้ลง และด้วยความที่มันเป็นคดีใหญ่ เป็นที่สนใจของประชาชน หากเขาปิดคดีนี้ได้สำเร็จงาม ๆ ก่อนพ้นราชการ เขาจะมีโปรไฟล์สวย ๆ ดี ๆ ไปเริ่มต้นชีวิตหลังเกษียณ

ช่วงเวลาลำบากของเด็กหนุ่ม ก็มีทนายความสภาพซกมกเหมือนคนเมาทั้งวันปรากฏตัวขึ้น เขาเป็นพวกที่หมกมุ่นกับการเอาตัวรอดจากความเป็นอยู่ เงินมางานเดิน ทนายความชั้นสามมาหาลูกความคดีกระจอก ๆ เกิดสงสัยว่าเด็กหนุ่มหน้าตาดีเข้าไปทำอะไรในคุก ถามไปถามมา เขาก็เสนอตัวเข้าช่วยเหลือเด็กหนุ่ม เพราะมั่นใจว่าเด็กหนุ่มไม่ใช่ฆาตกร ในเวลานี้เขาเป็นเพียงคนเดียวที่สามารถช่วยเด็กหนุ่มได้ ซึ่งตัวละครนี้จะไม่ลึกซึ้งถึงความห่วยแตก ซกมก เลอะเทอะ (แต่เท่) ขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่ ชาซึงวอน อปป้าระดับตำนานที่โคจรมาเจอคิมซูฮยอนเป็นครั้งแรก

ถูกผิดยังไม่รู้ แต่ทนายต้องเชื่อมั่นในตัวลูกความ

ในนาทีนั้น ลองนึกสภาพว่าเป็นตัวเราต้องเข้าไปเผชิญหน้ากับเรื่องเลวร้ายแบบนั้นดูสิ คงจะดูไม่จืดเลยทีเดียว การที่พระเอกทำลายหลักฐาน หนีจากที่เกิดเหตุ ความสติแตกที่ควบคุมไม่ได้ ลุกลี้ลุกลนจนน่าสงสัยและโดนจับ หากคนเขียนบท ผู้กำกับ และนักแสดงไม่ได้จะแกงคนดูแบบเรื่อง Mouse ต้องบอกเลยว่ามันเป็นการแสดงออกถึงความกลัวที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน และมันก็พอจะอธิบายได้ว่าทำไมพระเอกถึงทำแบบนั้น ซึ่งทนายความต้องใช้ประโยชน์จากทุกตรงที่พอเห็นหนทาง ช่วยพระเอกให้ได้

พระเอกหลับไป พอตื่นขึ้นมาหญิงสาวที่ตัวเองนอนด้วยเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ กลายเป็นศพนอนจมกองเลือดซะแล้ว ความสับสน ความที่จำอะไรไม่ได้ ทำอะไรไม่ถูก ในขณะที่ยืนมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ทุกอย่างทำให้สถานการณ์ของตัวเองย่ำแย่จนถึงจุดต่ำสุด เพราะมันชี้มาที่ตัวเขาทุกอย่าง พระเอกคงรู้ดีว่าสภาพนี้อธิบายไปก็คงเท่านั้น มีแค่อย่างเดียวที่คิดออกก็คือ ทำให้ทุกอย่างมันพ้นจากตัวเอง แล้วรีบหนีไปจากที่นั่นซะ

แต่โชคไม่เข้าข้าง สุดท้ายพระเอกของเราก็โดนคุมตัวเข้าจนได้ เพราะปฏิกิริยาที่ตกใจมากจนคุมตัวเองไม่ค่อยจะอยู่ ยิ่งสืบ ตำรวจก็ยิ่งรู้ว่าพระเอกคือคนสุดท้ายที่อยู่กับผู้ตายตอนยังมีชีวิตอยู่ แถมยังเป็นคนแรกที่เจอศพเธอ คืนนั้นเป็นคืนที่เลวร้ายสำหรับพระเอก การออกจากบ้านโดยไม่บอกที่บ้านให้ชัดเจนว่าไปไหน การขโมยรถพ่อมาแล้วปิดกล้อง การหลงทางจนผิดนัดเพื่อน การเจอผู้หญิงแปลกหน้าขึ้นรถมาแล้วพาเธอไปส่ง การกินเหล้าเมายาจนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว และการมีเพศสัมพันธ์กับหญิงสาวคนนั้น ที่ซีรีส์ทำให้เห็นว่ามันเป็นการสมยอมร่วมรักกันไม่ใช่การข่มขืน

แต่พอผู้หญิงคนนั้นตาย บวกกับสภาพที่เกิดเหตุ มันทำให้พระเอกกลายเป็นผู้ร้ายที่ข่มขืนเธอแล้วฆ่าทิ้งอย่างชัดเจน มีหลักฐานเพียบ มีพยานแวดล้อมแน่นหนา เหลือแค่คำสารภาพผิดจากพระเอกเท่านั้น คดีนี้ก็จะปิดได้โดยสมบูรณ์ ทว่าเขาไม่ได้ทำ เขาก็พยายามที่จะชี้แจงสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มีใครเชื่อเขา (อย่าว่าแต่เชื่อ ฟังยังไม่ฟังเลย) พระเอกถูกจับยัดเข้าตะรางแล้วเรียบร้อย ตำรวจก็ตั้งหน้าจะปิดคดีอย่างเดียว จนลืมความยุติธรรมที่ต้องมีให้กับผู้ต้องหาเหมือนกัน ไม่ถามว่าต้องการทนายไหม อัยการก็เชื่อสำนวนตำรวจร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่สืบต่อ เพราะหวังประโยชน์ที่ตัวเองจะได้

มีเพียงทนายความชั้นสามที่ท่าทางพึ่งไม่ได้เท่านั้นที่เชื่อใจพระเอกว่าพระเอกไม่ได้ทำ รู้ว่าฝ่ายของตัวเองเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด แต่ทนายผู้นี้ก็ยังเชื่อใจลูกความตัวเอง แถมลงมือสืบคดีด้วยตัวเองอีกด้วย (เพราะรู้ว่าตำรวจกับอัยการคงไม่ทำแล้ว) แม้เขาจะดูเป็นพวกหน้าเงิน ดูไม่ได้เรื่อง การเป็นโรคผิวหนังที่เท้าทำให้เขาต้องใส่แต่รองเท้าแตะ ยิ่งทำให้เขาดูเป็นทนายกระจอกเข้าไปใหญ่ แต่เพราะต้องการจะช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ให้กับพระเอก จึงค่อย ๆ ลดค่าทนายลงมาเรื่อย ๆ จนอาจต้องทำฟรี ตอนนี้ถึงจุดพลิกผันแล้วด้วย มาดูว่าเขาจะยังช่วยพระเอกต่อไปหรือไม่

การเป็นทนายจำเลยเป็นเรื่องที่น่าลำบากใจและท้าทายมาก เพราะเสียเปรียบทั้งขึ้นทั้งล่อง ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ไม่ว่าลูกความของตัวเองจะผิดจริงหรือไม่ผิด ก็ต้องพาลูกความกลับบ้านให้ได้ ถ้าลูกความผิดจริง ทนายก็ว่าความแพ้คดี แต่ทนายก็ต้องทำให้ลูกความตัวเองผิดให้ได้น้อยที่สุด ไม่ใช่การแก้ผิดเป็นถูก แต่เป็นการดิ้นโดยใช้กฎหมายเพื่อให้ทุกอย่างมันยุติธรรมมากที่สุด ในเมื่อเขาเป็นคนเดียวที่จะช่วยจำเลยได้

หรือความยุติธรรม จะไม่มีอยู่จริง

ส่วนตัวชอบซีรีส์เกาหลีตรงเขาพยายามไม่เล่าเรื่องในมุมเดียวซ้ำ ๆ จนทำให้เกิดความเชื่อผิด ๆ ขึ้นมาในสังคม อย่างซีรีส์แนวการสืบคดีความ กระบวนการยุติธรรม เขาก็เล่นให้ดูในหลาย ๆ แง่มุม จากคนผิดเป็นไม่ผิด จากคนไม่ผิดทำให้ผิด การต่อสู้ดิ้นรนของคนผิด การต่อสู้ดิ้นรนของคนไม่ผิด ถึงเรื่องจะคล้าย ๆ กัน แต่ฟีลเวลาดูมันต่างกัน อย่างเรื่องนี้ต้องบอกเลยว่าก็ไม่ได้เชื่อพระเอกร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะหลัง ๆ มาซีรีส์เกาหลีแกงคนดูเก่งมาก รายละเอียดที่เรื่องปล่อยมายังทำให้สรุปไม่ได้ว่าพระเอกผิดจริงแล้วแค่เล่นละครตบตาทุกคนหรือเปล่า หรือเป็นแค่ความเข้าใจผิด

แต่ที่จะเห็นจากซีรีส์เรื่องนี้แน่ ๆ คือการที่ตำรวจไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีพอ พวกเขาทำงานแบบชุ่ย ๆ เร่งรีบสืบคดีเพราะต้องการจะปิดคดีให้ได้เร็ว ๆ ด้วยมันมีเรื่องของผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง จริงอยู่ที่คนตายพูดไม่ได้ แต่ถ้าตั้งใจทำงานกันมากกว่านี้จริง ๆ จะเห็นว่ามันมีข้อขัดแย้งในตัวเองเยอะมากที่จะบอกว่าพระเอกเป็นฆาตกร แล้วยัดเยียดความเป็นผู้ต้องหาให้กับพระเอก ในท้ายที่สุดที่พระเอกไม่ได้ทำจริง ๆ อิสรภาพของเขา ชีวิตของเขาก็จบลงตรงที่กลายเป็นคนคุกไปแล้ว

ตอนนี้ซีรีส์เริ่มทำให้เห็นว่าชีวิตของพระเอกในคุกนั้นต้องเจอกับเรื่องเลวร้ายอะไรบ้าง จากการไปสะดุดตอพวกแก๊งอันธพาลเข้า เขาต้องปรับตัวเพื่อที่จะอยู่ให้ได้ อารมณ์ประมาณว่าต้องฆ่าเขาก่อนเขาฆ่าเรา ไม่งั้นตัวเองก็ตาย เพราะเขาต้องมีชีวิตรอดเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตัวเองให้ได้ ในขณะที่กระบวนการยุติธรรมแทบไม่ช่วยเขาเลย

ในชีวิตจริง เราคงไม่มีทางรู้แบบในซีรีส์หรอกว่าคนที่กำลังเป็นจำเลยนั้นเขาผิดจริงหรือบริสุทธิ์ ทุกอย่างอยู่ที่การทำงานของผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมทุกคนจนกว่าจะได้หลักฐานและพยาน ทั้งพยานแวดล้อมและประจักษ์พยานที่ชี้ชัดจนดิ้นไม่หลุด ที่สำคัญคือคำสารภาพของผู้ต้องหา แต่ก็อย่างว่าแหละ บางทียังมีเรื่องให้สงสัยเลยว่าการรับสารภาพทำไปเพื่อหวังผลอะไร เพราะอยากยอมรับผิดจริง ๆ อยากได้รับการลดโทษ หรือเพราะมีใครสักคนกดดัน ขู่เข็ญให้สารภาพ ทั้งที่ไม่ได้ทำผิดจริง

การเป็นคนบริสุทธิ์ที่ต้องเข้าไปอยู่ในคุก ก็ไม่ต่างจากการตกนรกทั้งเป็น ในเมื่อเราก็ไม่รู้เหมือน ๆ กันว่าเขาผิดหรือไม่ผิด เพื่อไม่ให้คนบริสุทธิ์ต้องเข้าไปอยู่ในที่แบบนั้น คือ การต้องให้โอกาสพวกเขาได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ตัวเอง ในชีวิตจริงมันอาจมีบางคดีที่เห็นแล้วทำให้เราหงุดหงิดกับคนที่เป็นจำเลย แบบทำไมไม่ตัดสินอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ขอให้ลองใจเย็น ๆ ก่อนละกัน ลองให้โอกาสเขาพูดและพิสูจน์ตัวเอง เผื่อว่ามันอาจจะเป็นแบบในซีรีส์เรื่องนี้ ที่ทุกอย่างชี้ว่าพระเอกนั่นแหละคือฆาตกร แต่จริง ๆ แล้วเขาไม่ได้ทำ (ถ้าซีรีส์ไม่หักมุมอะนะ)

ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ฉันก็ยังตะหงิดใจกับคนในกระบวนการยุติธรรมในประเทศนี้บางคน ทั้งตำรวจ ทนาย อัยการ ผู้พิพากษา ก็อย่างที่เห็น ๆ กันนั่นแหละ ท็อปฟอร์มขึ้นทุกวัน ข้อกฎหมายบางข้อก็… เฮ้อ เหนื่อยใจ

สื่อมวลชน ฟันเฟืองสำคัญของกระบวนการยุติธรรม

อีกตัวแปรสำคัญที่เราจะลืมพวกเขาไม่ได้ก็คือ สื่อมวลชน แม้ว่าการทำหน้าที่ของพวกเขาจะลักลั่น มีจรรยาบรรณบ้างไม่มีบ้าง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกเขาคือกระบอกเสียงสำคัญอันเดียวที่ประชาชนตาดำ ๆ จะมีได้ ลองดูทุกวันนี้สิ มีเรื่องเดือดร้อนอะไรทำไมคนไม่แจ้งตำรวจ แต่เลือกที่จะแจ้งพวกนักข่าว เพราะเมื่อไรก็ตามที่เป็นข่าว ปัญหานั้นจะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็วเชียวล่ะ คนที่เกี่ยวข้องจะรีบเสนอหน้าออกมารับเรื่องโดยเร็ว ออกมาเพราะหิวแสงก็เยอะ ออกมาเพราะอยากได้หน้าก็มาก แล้วทำไมตอนที่ประชาชนร้องเรียนโดยตรง ทำไมพวกคุณถึงไม่ทำงานให้เร็วแบบนี้

ในซีรีส์เรื่องนี้ สื่อมวลชนก็เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อทิศทางของคดีที่พระเอกกำลังตกเป็นจำเลยสังคม แม้ว่าตอนแรกจะรู้สึกหัวร้อนกับการทำงานของนักข่าวที่รีบตีข่าวทั้งที่อะไร ๆ ยังไม่กระจ่าง ทำให้พระเอกตกที่นั่งลำบากมากกว่าเดิม ตกเป็นจำเลยสังคม คนข้างนอกพากันตัดสินเขาทั้งที่ศาลยังไม่ได้ทำงานด้วยซ้ำ ทั้งยังมีส่วนกดดันให้พวกตำรวจและอัยการทำงานส่ง ๆ การทำงานที่ถูกกดดันมากขึ้นเป็นไปอย่างยากลำบาก ซึ่งอาจจะเร่งรีบจนพลาดอะไรบางอย่างที่สำคัญไป หรือการเข้าไปจุ้นจ้านวุ่นวายกับกระบวนการ ทำให้ประชาชนตัดสินพระเอกก่อนศาลเสียอีก

จริง ๆ แล้ว ซีรีส์เกาหลี มีหลายเรื่องมากที่เล่นเรื่องจรรยาบรรณของสื่อมวลชน และทุกเรื่องก็มีเรื่องน่าปวดหัวแบบนี้เสมอ นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องจรรยาบรรณของสื่อมวลชน จึงหวังว่าจากนี้ ถ้าสื่อคิดจะตีข่าวพระเอกจริง ๆ ก็อยากให้ตามต่อไปจนจบ และทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงที่ไม่ได้ฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เพราะเวลานี้ แค่เพียงสื่อคิดจะตั้งคำถามกับการทำงานของตำรวจและอัยการ ว่าสุดท้ายแล้วทำไมพระเอกถึงไม่ยอมสารภาพทั้งที่หลักฐานมัดตัวเขาแน่นขนาดนั้น ปกติต้องจำนนต่อหลักฐานไปแล้ว หรือสื่อจะตามขุดเรื่องราวในคืนนั้นแล้วมาแฉด่าตำรวจเอง หรือจะตั้งคำถามกับเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ได้ที่จะมอบความยุติธรรมให้พระเอก ขอแค่มีเชื้อ ไฟก็ติดได้

การทำงานของสื่อมวลชน มันก็เป็นดาบสองคมเสมอ อย่าลืมว่าการเต้าข่าว นั่งเทียนเขียน บิดเบือนทำลายคนอื่น ปลายปากกาของนักข่าวทำได้หมด ตรงนี้แหละที่ทำให้เราในฐานะประชาชนควรจะมีวิจารณญาณให้มาก ๆ การเป็นสื่อมวลชนไม่ได้แปลว่าจะทำผิดไม่ได้ บางทีก็รีบโดยไม่กรองข่าวก็มี เขียนข่าวโดยที่ยังไม่รู้จริง จับนู่นนี่นั่นมาผสมกันก็มี และจงใจทำข่าวปลอมขึ้นมาก็มาก

ฉะนั้น ถ้าช่วงนี้ใครอยากดูซีรีส์แบบที่ใช้หัวคิดตามหนัก ๆ หน่อย ซีรีส์ One Ordinary Day เป็นตัวเลือกที่ดีทีเดียว ไม่ใช่แค่สนุกที่จะลุ้นว่าตกลงแล้วเรื่องจะจบยังไง พลิกจากต้นฉบับที่ซื้อลิขสิทธิ์มารีเมกไหม พระเอกเป็นฆาตกรที่เล่นละครแกงคนดูได้เก่งมาก หรือเป็นเพียงแพะของกระบวนการยุติธรรมนี้ ⚖