
ต้องบอกว่าเฝ้ารอ “It’s Okay to Not be Okay” อย่างใจจดใจจ่อมาตั้งแต่ยังไม่ออนแอร์ ในที่สุดก็ได้ฤกษ์จับซีรีส์เรื่องนี้มาลงคอลัมน์เสียที ถ้าอยากรู้ว่าทำไมจะต้องเฝ้ารออะไรขนาดนั้น สำหรับเรามีเหตุผลเดียว คือ “พระเอกหล่อ”
จริง ๆ แล้วก็คงไม่ได้มีแค่เราคนเดียวหรอกที่อยากดูเรื่องนี้ จากที่ลอง ๆ เสิร์ชดู เรื่องนี้เป็นซีรีส์ที่หลายคนให้ความสนใจ และเป็นกระแสอยู่พอสมควร หลัก ๆ น่าจะเป็นเพราะเป็นผลงานคัมแบ็กอย่างเต็มตัวของ “คิมซูฮยอน” หลังจากซีรีส์เรื่องล่าสุด The Producers เมื่อปี 2015 นู่น และก็เป็นผลงานเต็มตัวเรื่องแรกหลังจากออกจากกรมด้วย
ถึงไม่ได้เจอหน้าเจอตากันพักใหญ่ คิมซูฮยอนก็ไม่ได้หล่อน้อยลงกว่าเดิมเลย คนอะไร อายุเลข 3 แล้ว แต่ยังหน้ายังกะเด็กวัยรุ่นอายุ 18-19 ยิ้มทีจะต้องละมุนอะไรเบอร์นั้น ที่สำคัญ เปิดตัวมาก็ทำเอาใจเต้นไม่เป็นจังหวะ เพราะพี่แกเล่นโชว์กล้ามเนื้อหน้าท้องตั้งแต่เปิดตัวเลย ให้ตายสิ!

“It’s Okay to Not be Okay” บอกเลยว่าตอนที่ได้ยินชื่อครั้งแรก บวกกับเพราะเห็นภาพโปสเตอร์ และนึกถึงบทบาทในภาพยนตร์ของคิมซูฮยอนก่อนที่จะเข้ากรม ภาพซีรีส์โรแมนติกโลกสวยสดใส (แวบหนึ่งแอบคิดว่าจะอีโรติกด้วยเปล่าว้าา) ก็ปรากฏขึ้นมา
แต่หลังจากอ่านเรื่องย่อก็เริ่ม เอ๊ะ! ดูทรงไม่น่าจะใส ๆ แน่นอน พอเปิดตัว ep แรกมาเท่านั้นละจ้า ไมเกรนขึ้นเลย เพราะมันดูโหดกว่าที่คิดไว้เยอะอยู่พอสมควร ถึงตอนเริ่มเรื่องจะเป็นการเล่านิทานเด็กประกอบงาน CG แบบแฟนตาซีก็เถอะ แต่มันก็หลอนอยู่พอสมควร ยิ่งเจอพฤติกรรมพระเอกนางเอกด้วยแล้ว เปลี่ยนเป็นเรื่องเครียดทันที
ดำเนินเรื่องด้วยประเด็นทางจิตวิทยา
สำหรับเรา เรื่องจิตวิทยาค่อนข้างจะเป็นนามธรรมแต่เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม การอธิบายเบื้องลึกเบื้องหลังของจิตใจมนุษย์ ถือเป็นศาสตร์ที่น่าสนใจและน่าค้นหามาก แต่…ถ้าจิตใจไม่แข็งพอ การศึกษาจิตใจคนอื่นมันก็ทำให้เราแทบบ้าได้เหมือนกัน
สมัยเรียน เคยเรียนวิชาหนึ่งที่เกี่ยวกับจิตวิทยาว่าส่งผลต่อบุคลิกภาพ มีนักจิตวิทยาคิดค้นทฤษฎีขึ้นมาเยอะแยะ ตรงกันบ้างต่างกันบ้าง แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ “สภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดูในวัยเด็ก” มันมีผลต่อการเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่อย่างมหาศาล คำพูดที่ว่า “ต้องโตมาในสังคมแบบไหนถึงเป็นคนแบบนี้” คือจริงที่สุด บางคนมีพฤติกรรมชนิดกู่ไม่กลับ แต่ถ้าได้ย้อนไปดูวัยเด็กแล้วละก็ เขาน่าสงสารไม่น้อยเลย
เช่นเดียวกันกับ “It’s Okay to Not be Okay” ที่ทำให้เห็นชัดเลยว่า นักแสดงทุกคนต้องทำการบ้านหนักแค่ไหนเพื่อให้ออกมาได้ขนาดนี้ อย่างคิมซูฮยอน กับบทพระเอกที่กลัวการเริ่มต้นความสัมพันธ์ เขามีอะไรบางอย่างที่ทำให้ต้องปิดกั้นตัวเองจากความรัก ใบหน้าที่หล่อเหลา (มาก) กับความเข้มแข็งแบบคนเป็นเสาหลักของครอบครัว แต่แววตาตรงกันข้าม เขาทำมันออกมาได้ดีเยี่ยม

ส่วนนางเอก “ซอเยจี” สำหรับเราแล้วเคยเห็นหน้าเห็นตามาบ้าง แต่ไม่เคยดูผลงาน อื้อหือ! ฝีมือจะปังอะไรขนาดนี้ โดยเฉพาะการสื่อสารผ่านสายตา แค่กล้องจับไปที่ดวงตาเธอ ก็บอกถึงอารมณ์นับร้อย ยังไม่รวมพฤติกรรมและอาการทางจิตที่เธอทำมันออกมาได้เหมือนจริงโคตร ทั้ง “การต่อต้านสังคม” ชนิดที่ไม่แคร์ใครหน้าไหนทั้งสิ้น ใครจะมอง มองไปสิ ใครจะด่า ด่าไปสิ I don’t care. ที่แท้ทรู “โรคขี้ขโมย” ที่โปรดปรานของมีคมเป็นพิเศษ “อาการผีอำ” ที่เธอแสดงออกมาได้ดูทรมานมาก บอกเลยว่าเป็นนักแสดงหญิงที่น่าจับตามองมาก
ส่วนนักแสดงคนอื่น ๆ ก็ทยอย ๆ มีอาการทางจิตตามกันมา อย่างพี่ชายพระเอกที่เป็นออทิสติก พี่แกก็แสดงออกมาได้สมบทบาท พลอยให้เอ็นดูการกระทำแบบเด็ก ๆ และรอยยิ้มที่บริสุทธิ์ไปด้วย รวมถึงตอนนี้ก็มีตัวละครที่เป็นไบโพลาร์ และชอบโชว์ของลับโผล่มาแล้ว ซึ่งต่อไปก็น่าจะมีมาอีกสารพัดความจิต เตรียมตัวเตรียมใจให้ดีเลย
ครอบครัว คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง (อีกแล้ว)
เพราะครอบครัวคือสังคมแรกของทุกคนที่เป็นเบ้าหลอมว่าเด็กแต่ละคนจะโตมาเป็นผู้ใหญ่อย่างไร จริงอยู่ที่ไม่ใช่ว่าทุกคนที่ครอบครัวมีปัญหาจะกลายเป็นคนมีปัญหา แต่กว่าจะเป็นผู้เป็นคนได้ ต้องผ่านอะไรมาไม่ใช่น้อย ซึ่งการย้อนปมในวัยเด็กของตัวละครแต่ละตัวก็บอกได้เลยว่า “ครอบครัว” คือปัจจัยหลักที่ทำให้ตัวละครมีอาการเหล่านี้

การเลี้ยงดูที่ดีจากครอบครัว คือ สิ่งที่ทุกคนปรารถนา ไม่มีใครอยากถูกทิ้งขว้าง ไม่มีใครอยากเจ็บปวด ไม่มีใครอยากถูกทำร้ายเพราะคนในครอบครัว บางคนที่ไม่ได้มีอาการป่วยทางจิต ยังเลือกที่จะทำตัวมีปัญหาเพื่อให้ครอบครัวหันมาสนใจบ้าง คนที่เลยเถิดก็ถึงขั้นเสียคนไปเลยก็มี ดังนั้น ถ้าจะมีลูก คิดหน้าคิดหลังให้ดีว่ามีความสามารถมากพอที่จะทำให้เขาเป็นผู้เป็นคนได้ไหม อาจไม่ต้องถึงขั้นเป็นคนดีเทวดาลงมาจุติ แต่แค่ไม่ไปทำให้ใครเขาเดือดร้อนก็พอ
ป่วยก็ต้องรักษา
เหมือนกับที่เราปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ หรือเป็น COVID-19 นั่นแหละ ถ้าป่วยก็ต้องรักษา ถึงแม้ว่าการป่วยทางจิต อาการที่แสดงออกมาจะไม่ทำให้คนป่วยรู้ตัว แต่คนรอบข้างจะสังเกตได้อย่างชัดเจน ทุกความผิดปกติเป็นสิ่งที่ต้องรักษา ไม่ว่าจะเยียวยา บำบัด หรือให้ยา
อีกสิ่งที่สำคัญที่สุด ความรัก ความใส่ใจจากคนรอบข้างเป็นอีกปัจจัยที่จะช่วยเยียวยาความผิดปกติทางจิตได้ ถ้าไม่ได้ถึงขั้นคลุ้มคลั่ง ประสาทหลอน หรือสติหลุดแบบหลุดโลกไปเลย พวกเขาสัมผัสความรักจากพวกคุณได้
“It’s Okay to Not be Okay” จึงเป็นซีรีส์อีกเรื่องที่ควรดูต่อให้จบ เหนือความจิตใด ๆ เคมีพระเอกนางเอกก็ชวนฟินจิกหมอนอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะการสบตาของคน 2 คนที่ดวงตาบอกอะไรได้หลายอย่าง จนทำให้อยากรู้เลยว่า 2 คนนี้จะมารักกันได้ยังไง ในเมื่อคนนึงปิดตัวเอง ส่วนอีกคนก็ไม่แคร์เวิล์ดซะขนาดนั้น ^o^






























