คุณเคยสังเกตตัวเองบ้างหรือไม่ ว่าเรื่องที่ทำให้คุณรู้สึกเครียดหรือทุกข์ร้อนใจทุกวันนี้ เป็นเรื่องของตัวเองกี่เปอร์เซ็นต์ และเป็นเรื่องที่คุณเดือดร้อน “แทน” คนอื่นกี่เปอร์เซ็นต์? เพราะคุณอาจจะไม่รู้ตัวว่า ณ ขณะนี้ คุณเครียดหรือรู้สึกแย่เพราะเรื่องของคนอื่นมากกว่าเรื่องของตัวเองเสียอีก!
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เพราะหลายครั้งคุณเข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องของคนอื่นมากเกินไป โดยเฉพาะการ “คิดแทน” จริง ๆ นั่นคือความหวังดีว่าคุณจะช่วยแบ่งเบา แนะนำ หรือช่วยเหลือคนอื่นได้ ไม่ว่าจะเพราะความสงสาร ความพิศวาส หรือความสนิทสนม แต่มันกลับทำให้สุขภาพจิตของคุณแย่ลง การพยายามจะช่วยคนอื่นมากเกินไป อาจทำให้ตัวเราเดือดร้อนเสียเอง!
การที่เราจะเห็นใจคนรอบข้าง และปรารถนาจะช่วยเหลือพวกเขาเป็นเรื่องที่ดีและน่าชื่นชม ถึงอย่างนั้น ก็ควรต้องช่วยเหลือ “อย่างพอประมาณ” โดยมีขอบเขตว่าตัวเราช่วยเต็มที่ได้แค่ไหน เต็มที่ในที่นี้คือ ต้องช่วยโดยที่ตัวเองไม่ลำบากหรือเดือดร้อน คิดอยู่เสมอว่าเรื่องของคนอื่นก็ไม่ได้เป็นปัญหาของเราเสียทีเดียว นึกถึงตนเองก่อนด้วย มิเช่นนั้นอาจเข้าทำนอง “เอ็นดูเขา เอ็นเราขาด” ได้
เรื่องของคนอื่น เราไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งทุกเรื่อง
บ่อยครั้งที่คุณมีความเครียด ทั้งที่มันไม่ใช่เรื่องของคุณเอง แต่มาจากการที่คุณเอาตัวเข้าไปอยู่ในจุดที่เป็นปัญหาของคนอื่น หรือคิดแทนคนอื่นมากเกินไป ว่าทำไมไม่อย่างนั้น ทำไมไม่อย่างนี้ พอไม่ได้ดั่งใจ สุดท้ายคุณก็มานั่งหงุดหงิดเอง ทั้งที่ความจริง คุณเลือกได้ว่าจะอยู่ตรงไหน เพื่อไม่เอาตัวเองเข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องของคนอื่นมากจนเกินไป
สถานะคนนอก คุณไม่จำเป็นที่ต้องแสดงความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับความคิดของคนอื่น หรือต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องของคนอื่นเสมอไป ไม่ว่าคุณจะพูดหรือแนะนำอะไร ถ้าเขาไม่ฟังหรือไม่ปฏิบัติตาม คุณก็ไปบังคับให้พวกเขาเปลี่ยนแปลงไม่ได้ สิ่งที่คุณควรจะทำ คือ คุณต้องสังเกตตัวเองว่าคุณกำลังเอาอารมณ์ของคนอื่นมากระตุ้นความรู้สึกด้านลบของตัวเองอยู่หรือเปล่า การพิจารณานี้จะทำให้คุณวางตัวในการฟังเรื่องของคนอื่นได้อย่างเหมาะสม คุณจะระวังเรื่องการแสดงความคิดเห็นหรือการแสดงออกที่อาจกระทบกับความสัมพันธ์ได้
ให้คุณลองกลับมาคิดในมุมตัวเอง เวลาที่คุณมีเรื่องไม่สบายใจ คุณเข้าหาคนอื่นเพื่อขอคำแนะนำ หรือเขาหาเพื่อระบายความอัดอั้นตันใจมากกว่ากัน คุณเองก็คาดหวังจะให้เขาเข้าใจคุณ ในทางกลับกัน หากเขาแนะนำหรือช่วยเหลืออะไรที่ไม่ตรงกับธงในใจคุณ คุณก็ไม่ทำตามอยู่แล้ว คุณอาจรู้สึกโกรธด้วยซ้ำว่าทำไมเขาถึงไม่เข้าข้างคุณ ทั้งที่เขาแค่แสดงให้เห็นอีกมุมหนึ่งด้วยความหวังดีและต้องการจะช่วยเหลือ แต่คุณก็ไม่ตอบสนองวิธีที่เขาแนะนำ
นี่คือสาเหตุว่าทำไมคุณถึงรู้สึกผิดหวังเมื่อคุณเอาตัวเองเข้าไปยุ่งกับชีวิตคนอื่น แล้วหวังจะให้เขาทำสิ่งที่คุณแนะนำ ยกตัวอย่างว่าหากเพื่อนคุณทะเลาะกับแฟนแล้วมาระบายกับคุณเรื่องนอกใจ คุณแนะนำให้เลิก แต่เมื่อเขากลับไปคืนดีกัน คุณก็รู้สึกว่าตัวเองเป็น “หมา” นั่นเอง ทั้งที่คุณแนะนำไปด้วยความหวังดี ไม่ต้องการเห็นเพื่อนเสียใจอีก ดีไม่ดี เพื่อนคุณอาจเข้าใจว่าคุณยุหรือเสี้ยมให้เขาเลิกกับแฟนด้วย!
บทเรียนสำคัญคือ คุณต้องรู้ว่าคุณเปลี่ยนแปลงคนอื่นไม่ได้ กำหนดให้เขาทำในสิ่งที่คุณคาดหวังให้เขาทำไม่ได้ คุณจึงทำได้เพียงฟัง หรือแนะนำพอเป็นพิธีเพื่อคลายความกังวลในเวลานั้น อันที่จริงคุณจะพูดทุกอย่างที่คิดก็ได้ แต่ต้องตระหนักเสมอว่าจะต้องไม่คาดหวังว่านี่จะเป็นทางออกของปัญหา (ของคนอื่น)
ปัญหาของคนอื่น ไม่ใช่ปัญหาของเรา
อาจจะฟังดูเหมือนว่าคุณเห็นแค่ตัวเอง แต่บางครั้งก็ต้องปล่อยให้เป็นไปเช่นนี้ เพราะคุณไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาให้คนอื่นได้ทุกอย่าง โดยเฉพาะปัญหาที่คุณไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงเขาก็ไม่ได้ขอให้ช่วยเหลือ
จริง ๆ แล้ว แต่ละคนมีธงในใจว่าจะผ่านปัญหานั้นไปได้อย่างไรด้วยวิธีของตนเอง จะยึดติดหรือปล่อยไปก็ย่อมได้ เพราะฉะนั้น ทางที่พวกเขาเลือก “ไม่ใช่ปัญหาของคุณ” ดังนั้น อย่านำมาเป็นอารมณ์ให้ตนเองรู้สึกแย่ เช่นเดียวกัน คุณก็กำหนดเองได้ว่าจะเข้าไปมีส่วนร่วมมากแค่ไหน เพื่อไม่ให้กระทบกับจิตใจของตนเอง
เมื่อคนอื่นพบเจอกับเรื่องไม่สบายใจ คุณต้องเลิกคิดแทนและเป็นเดือดเป็นร้อนแทน อย่าให้เรื่องของคนอื่นมาหนักที่ตัวเรา คุณจะไปบงการให้เขาแก้ปัญหาตามคำแนะนำของคุณนั้นไม่ได้ แต่ให้รู้ไว้ว่าพวกเขาต้องการกำลังใจ ต้องการเพื่อนที่อยู่ข้าง ๆ ต้องการไหล่ให้ซบเวลาไม่สบายใจ หรือต้องการการสนับสนุน ฉะนั้น ไม่ต้องเอาเรื่องยุ่ง ๆ ของคนอื่นมามีอิทธิพลต่ออารมณ์ จนกระทบความสัมพันธ์ของคุณกับเพื่อน เพราะเสียความรู้สึกที่เพื่อนไม่ทำตามคำแนะนำ หากทำได้ ความสัมพันธ์จะแข็งแกร่งขึ้น และคุณจะรู้สึกกับเพื่อนดีขึ้นด้วย
เพราะฉะนั้น ปล่อยวางเรื่องของคนอื่นที่ตัวเราไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียลงบ้าง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องรู้สึกเป็นทุกข์เป็นร้อนกับเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องตัวเอง (และตัวเองก็เอาตัวไม่รอด) ทุกวันนี้มีเรื่องลบ ๆ เครียด ๆ เกิดขึ้นมากพอแล้ว เราจึงต้องรักษาสุขภาพจิตของตัวเองให้ดี คิดเรื่องดี ๆ ทำตัวเองให้มีความสุข หาสิ่งจรรโลงใจทำ หากสภาพจิตใจเราเข้มแข็ง เราจะรับฟังและช่วยเหลือคนอื่นได้ดีขึ้น ถ้าเรายืนได้อย่างมั่นคง เราก็พยุงคนอื่นให้ลุกขึ้นได้!






























