ฟังเสียงคนตัวเล็ก ๆ บ้าง

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผู้เขียนได้มีโอกาสดู “ฉางอัน 12 ชั่วยาม” ซีรีส์จีนที่รุ่นพี่ ซึ่งเป็นคนทำละครมือรางวัลแนะนำว่าเป็นซีรีส์ที่เธอดูแล้วรู้สึกประทับใจที่สุดในรอบปีนี้ ซีรีส์ที่สร้างตั้งแต่ปี 2019 จากบทประพันธ์ที่มีชื่อเรื่องเดียวกัน เนื้อหาเป็นการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองที่มีชาวบ้านฉางอันเป็นตัวประกัน เป็นซีรีส์ที่เชื่อว่าถ้าคุณผู้อ่านได้ดูคงจะมีร้อง เอ๊ะ และ เอ๊ะ กันบ้าง

“เอ๊ะ” ในที่นี้หมายถึง ทำไมบางเหตุการณ์ช่างคล้ายคลึงกับเกมอำนาจที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน บางเหตุการณ์สะท้อนให้เห็นเสียงร้องจากคนตัวเล็ก ๆ ที่ผู้มีอำนาจไม่ค่อยได้ยินกัน การแย่งชิงความได้เปรียบ ความพยายามหาข่าวจากอีกฝ่าย หลอกใช้ผู้คนด้วยผลประโยชน์แลกเปลี่ยน รวมไปถึงความพยายามสร้างความน่าเชื่อถือด้วยข่าวลวง เป็นข้อความที่ถูกส่งออกมาตลอดทั้ง 48 ตอนของซีรีส์ชุดนี้

และข้อความหนึ่งที่ส่งออกมาบ่อยมากจาก “ฉางอัน 12 ชั่วยาม” คือการพูดถึงเสียงจากคนตัวเล็ก ๆ ที่ผู้มีอำนาจไม่เคยได้ยิน ไม่ว่าจะเป็นกองร้อยที่ 8 ที่นายทหารต้องตายไปกว่า 200 คน เพราะผู้มีอำนาจไม่ส่งกองกำลังมาช่วย ความอึดอัดใจของนายทหารที่รู้สึกว่าตนเองตัวเล็กเกินไปไม่สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้จนต้องพยายามทำผลงานเพื่อให้เจ้านายได้เห็น ข้าราชการตัวเล็ก ๆ ที่อยากเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้ดีขึ้น หรือแม้แต่พ่อค้าแม่ค้าที่เป็นได้แค่คนตัวเล็ก ๆ เพราะผู้มีอำนาจตั้งกฎเกณฑ์เอาไว้สูงลิ่วจนคนทั่วไปไม่สามารถเอื้อมมือไปคว้าโอกาสมาได้

ความชัดเจนของผู้มีอำนาจที่ไม่ฟังเสียงคนตัวเล็ก ๆ นั้นน่าจะเป็นฉากที่ฮ่องเต้ถูกช่วยเหลือโดยข้าราชการขั้น 8 ที่พยายามจะสร้างแผนการณ์ขึ้นมาเพื่อทำผลงาน และพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่าเขาเองก็เป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง เมื่อข้าราชการผู้นั้นพยายามจะบอกว่าตนเองเป็นคนวางแผนเพื่อช่วยเหลือ หากแต่ “ฮ่องเต้” ได้ถามกลับว่า “ใครอยู่เบื้องหลัง เรื่องแบบนี้ทำคนเดียวไม่ได้แน่” ข้าราชการคนนั้นพยายามจะบอกว่าเป็นตนเองคนเดียว” แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาจากคนที่มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดินคือ “ถ้ามีความสามารถจริง ก็ไม่น่าเชื่อว่าอายุขนาดนี้แล้วยังอยู่เพียงขั้น 8″

ใช่ค่ะ เสียงของคนตัวเล็ก ๆ ไม่มีความน่าเชื่อถือ ไม่น่าฟัง เพราะทุกคนล้วนแต่พูดถึงเรื่องที่ตนเองถูกเอาเปรียบ เรื่องที่ไม่ได้ทำให้ผู้มีอำนาจ หรือผู้ที่กำลังไต่เต้าไปหาอำนาจจะได้ผลงาน เรื่องแบบนี้ไม่ได้มีอยู่แค่ในซีรีส์ แต่มีอยู่ในสังคมทั่ว ๆ ไป เสียงของคนตัวเล็กอาจจะไม่ดังพอให้ผู้มีอำนาจจะได้ยินได้ง่ายนัก แต่อยากให้ผู้มีอำนาจทั้งหลายลองเงี่ยหูรับฟัง เพราะปัญหาใหญ่สุดของการสื่อสารคือการรับฟังเพียงเพื่อจะตอบโต้ ไม่ได้รับฟังเพื่อทำความเข้าใจ

สิ่งนี้เห็นได้ชัดในสังคมของพวกเรา เมื่อผู้มีอำนาจได้ยินได้ฟังอะไรก็จะเป็นการรับฟังเพื่อตอบโต้ และคิดว่าทุกอย่างเป็นเกมการเมืองไปเสียหมด คำตอบที่ออกจากปากผู้มีอำนาจก็จะกลายเป็นการตอบเพื่อสนองความรู้สึกตนเอง ไม่ใช่คำตอบที่มาจากการรับฟัง และเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นจริงจนสามารถนำไปไปถึงการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบไม่ใช่แก้ไขแบบลิงแก้แห อย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา คนตัวเล็ก ๆ ในสังคมในโซเชียลมีเดีย ต่างแสดงความรู้สึกต่อการประกาศของภาครัฐ ความคิดเห็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่ว่าจะไม่ให้ความร่วมมือ ทุกคนพยายามอย่างเต็มที่โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็ก ๆ ที่ต้องการพาธุรกิจของตนเองให้ผ่านพ้นวิกฤติในครั้งนี้ แต่ทว่าความชัดเจนในการสื่อสารจากรัฐบาลเป็นเพียงประโยคบอกเล่า ไม่มีข้อความหรือ เอกสารแนบท้ายในการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เป็นคนตัวเล็ก ๆ

ในความเป็นจริงแล้วถ้าผู้มีอำนาจจะเอาอคติเรื่องเกมการเมืองออกไปบ้าง และรับฟังเสียงคนตัวเล็ก ๆ ที่เขาต้องการความช่วยเหลือ (หมายถึงความช่วยเหลือในเวลาอันรวดเร็วระดับ 7 วัน ไม่ใช่ 120 วัน) เชื่อเหลือเกินว่า คนตัวเล็ก ๆ จะรู้สึกได้ว่าเสียงของพวกเขาไม่ได้ถูกหมางเมิน และพวกเขาก็ช่วยกันซ่อมแซมบ้านเมือง เหมือนกับที่ “จางเสี่ยวจิ้ง” บอกกับ “หลงปอ” ว่า “ถ้าข้ามีบ้านแล้วมันผุพัง ข้าไม่คิดจะทุบทำลายแล้วสร้างใหม่ แต่จะค่อย ๆ ซ่อมแซมทีละจุด ทีละจุด แล้วทำความคุ้นเคยกับมันแม้ต้องซ่อมมันไปชั่วชีวิตก็ตาม”

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ ถ้า “คุณ” ฟังเสียงคนตัวเล็ก ๆ บ้าง

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ