“ตีหัวเข้าบ้าน” วิถีที่ทำให้ความจริงถูกด้อยค่า

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสอ่านบทความของนิตยสารฟอบส์ ที่นำเสนอเรื่องของความตั้งใจในการสะกดชื่อรายการผิดของ เน็ตเวิร์กหรือสถานีโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกาสามสถานี อันได้แก่ เอบีซี, ซีบีเอส และเอ็นบีซี ทั้งสามสถานีเปลี่ยนชื่อรายการข่าวภาคกลางคืนของตนเองด้วยการตั้งใจสะกดชื่อให้ผิดเพื่อทำให้คนดูหันมาสนใจรายการของตนเอง โดยวิธีการดังกล่าวเป็นวิธีการที่ถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่องในสถานีโทรทัศน์น้อยใหญ่ของสหรัฐอเมริกา

อาทิ รายการ ABC World News Tonight กลายเป็น Wrld News Tonite, ขณะที่ CBS Evening News กลายเป็น CBS Evening Nws หรือ NBC Nightly News กลายเป็น NBC Nitely News ซึ่งวิธีการเหล่านี้ได้รับการยืนยันจากผลสำรวจเรตติ้งยักษ์ใหญ่อย่าง “เนลสัน” เสียด้วยว่าการสะกดชื่อรายการผิด ทำให้เกิดความน่าสนใจและทำให้จำนวนคนดูเพิ่มขึ้น น่าตกใจนะคะที่เน็ตเวิร์กใหญ่ ๆ ก็ลงมาใช้วิธีการนี้เพื่อให้ได้เรตติ้งกับรายการข่าว ซึ่งเป็นรายการที่ต้องขายความน่าเชื่อถือมากที่สุด

พออ่านบทความของฟอบส์ เรื่องนี้ก็ให้คิดถึงคำว่า “ตีหัวเข้าบ้าน” ที่สื่อในเมืองไทยก็ชอบใช้ สำหรับคำว่า “ตีหัวเข้าบ้าน” นั้นคือการหลอกล่อ หรือทำให้อีกฝ่ายหลงเชื่อ ก่อนที่ผู้หลงเชื่อจะพบว่าสิ่งที่ตนถูกหลอกให้เข้ามาดู หรือเข้าไปใช้งานนั้นไม่เป็นไปตามที่คุยกันไว้ และในวงการสื่อเมืองไทยก็นิยมใช้ไม่น้อยกับการพาดหัวข่าว ทั้งในหน้าหนังสือพิมพ์ บนเว็บไซต์ หรือแม้แต่โซเชียลมีเดีย

วิธีการพาดหัว หรือโปรยเรื่องให้ดูน่าตื่นเต้นเร้าใจ หรือประเภทจับแพะชนแกะ แต่ในเนื้อหาข่าวไม่ได้มีรายละเอียดตามที่โปรยเอาไว้ คนทำก็คิดแค่ว่าขอแค่ให้เรียกคนเข้ามดูได้มาก ๆ แต่ไม่คิดว่าถ้าคนเข้ามาดูเพราะเขาเชื่อว่าด้านในจะมีเนื้อหาอย่างที่โปรยเอาไว้ เพราะหัวข่าวที่พาดอยู่บนแพลตฟอร์มของสำนักข่าวที่น่าเชื่อถือ สุดท้ายแล้วก็เท่ากับว่าหนึ่งคลิก หนึ่งแชร์ หนึ่งไลก์ที่ได้มา ต้องแลกกับการบั่นทอนความน่าเชื่อของตนเองลงไป (จะเอาอย่างนั้นจริง ๆ หรือ)

กลับไปที่บทความของฟอบส์ ซึ่งวิเคราะห์ว่า กลยุทธสะกดชื่อรายการผิดเพื่อเพิ่มยอดคนดูในรายการข่าวดึกนั้น ส่วนหนึ่งมาจากสถานการณ์ในปัจจุบัน ที่รายการข่าว ก็ต้องทำเรตติ้งให้อยู่ในระดับที่เชิดหน้าชูตาสถานีให้ได้ เพราะนั่นหมายถึงอัตราค่าโฆษณา และการได้แขกรับเชิญเข้ามาในรายการให้มีมูลค่ามากยิ่งขึ้น และวิธีการแบบตีหัวเข้าบ้านก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ง่ายที่สุดที่พวกเขาใช้กัน ซึ่งบรรดาคนทำงาน และผู้ที่อยู่ในแวดวงข่าวมานาน ต่างตำหนิสถานีโทรทัศน์ที่เลือกใช้วิธีนี้เพราะเป็นวิธีการที่ไม่ได้เกิดความยั่งยืนในจำนวนผู้ชม เหนืออื่นใด การผลิตรายการข่าว หรือแม้แต่สำนักข่าวต่างต้องนำเสนอความจริง แต่แค่ชื่อรายการยังเจตนาสะกดให้ผิดแล้วจะมีความจริงอะไรให้ขายได้อีกต่อไป

เช่นเดียวกันกับในเมืองไทย หลายครั้งที่เราเห็นพาดหัวข่าวแบบ “ตีหัวเข้าบ้าน” หลายคนที่ไม่รู้ คลิกเข้าไปอ่านแล้วพบกับเนื้อหาที่น่าผิดหวัง หรือหลายครั้งที่พาดหัวในรายการข่าว แต่เนื้อหาไม่ได้มีรายละเอียดใด ๆ เกี่ยวข้องกับสิ่งที่พิธีกรโปรยไป ทำเอาคนนั่งรอเพื่อดูข่าวรู้สึกเสียอารมณ์ ทั้งหมดเป็นความรู้สึกของผู้คนที่ต้องการเสพข่าวสารที่มีความจริง ไม่ใช่เรื่องเล่า ไม่ใช่ทัศนะของผู้ประกาศ ไม่ใช่ความคิดเห็นของคนในโซเชียลมีเดีย ที่แม้แต่คนทำสคริปต์ข่าวยังไม่รู้เลยว่า แอคเคาท์ “อวตาร” ที่นำมาให้พิธีกรเล่าออกอากาศนั้นเป็นใครและมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่

ล่าสุดผลสำรวจจากดุสิตโพลล์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมามีความน่าสนใจไม่น้อยนะคะ เพราะในผลสำรวจดังกล่าวระบุว่า ประชาชนในยุคโควิด-19 เสพข้อมูลข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดียถึง 78.32 เปอร์เซ็นต์ แต่พวกเขาให้ความเชื่อมั่นจากสื่อ “โทรทัศน์” มากที่สุดถึง 85.24 เปอร์เซ็นต์ นั่นทำให้เห็นว่าการคงอยู่ของสื่อกระแสหลักนั้นสำคัญแค่ไหน เพราะในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤติและต้องตัดสินใจ ผู้คนต้องการข่าวสารที่ถูกต้องจากสื่อกระแสหลัก มากกว่าข่าวที่บอกต่อมาทางโซเชียลมีเดีย

ขณะเดียวกันสำนักข่าวก็ต้องหันกลับไปสำรวจตัวเอง ว่าทุกวันนี้ทำให้รายการข่าวเป็นข่าวหรือเป็นแค่โชว์เอาเรตติ้ง เพราะส่วนตัวในฐานะที่เคยเป็นทั้งผู้อยู่เบื้องหลังการผลิต และปัจจุบันเป็นผู้ชม รู้ดีว่าทีมงานล้วนมีความตั้งใจ แต่ถ้านโยบายของผู้บริหารไม่เป็นใจ สิ่งที่ไม่ปกติ ก็จะกลายเป็นเรื่องปกติ สุดท้ายกลายเป็นวิถีที่ถูกประดิษฐ์คำใหม่ว่าเป็น “กลยุทธ์” แล้วเราจะอยู่กันในโลกแบบนี้จริง ๆ หรือ ทิ้งไว้ให้ลองถามตัวเองกันดูค่ะ

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า