Sammon เจ้าของผลงาน “พฤติการณ์ที่ตาย” นักเขียนผู้ซึ่งเป็นหมอ!

หากท่านผู้อ่านที่ติดตามเว็บไซต์ Tonkit360 ของเราอยู่เสมอ ก็จะเห็นว่า Tonkit360 มีคอลัมน์หนึ่งที่เอาไว้พูดคุยเรื่องของ “ซีรีส์” โดยเฉพาะ ซึ่งซีรีส์ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยส่วนใหญ่ก็จะเป็นซีรีส์เกาหลี ซีรีส์จีนบ้างนิดหน่อย และซีรีส์ไทยก็มีอยู่หลายเรื่องเหมือนกัน

ในฐานะคนที่ดูซีรีส์แล้วชอบเอาเรื่องนั้นเรื่องนี้มาเขียนลงคอลัมน์ของตัวเอง ก็คงไม่คาดคิดเหมือนกันว่าจู่ ๆ นักเขียนที่เป็นผู้แต่งนิยายเรื่องที่เป็นซีรีส์ที่เราดู จะเข้ามารีทวิตคอลัมน์ของเราไป หากมองในมุมของคนที่เอาตัวอักษรมาร้อยเรียงเป็นเรื่องเป็นราวเหมือนกัน ก็ต้องบอกว่าภาคภูมิใจมากที่คนที่แต่งนิยายเรื่องนี้ได้เห็นงานของเราด้วย ในเมื่อเธอปรากฏตัวเข้ามารับรู้ว่าผลงานตัวเองถูกนำมาพูดถึง Tonkit360 ก็คงไม่อยากพลาดโอกาสที่จะได้พูดคุยกับเธอ

แต่ด้วยข้อจำกัดที่เราทั้งคู่อยู่ไกลกันมาก กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ จะให้เดินทางไปสัมภาษณ์ถึงที่คงจะไม่สะดวกเท่าไรนัก ฉะนั้น นี่จึงเป็นบทสัมภาษณ์ที่ทีมงาน Tonkit360 สัมภาษณ์เธอทางโทรศัพท์ เราพูดคุยกับเธออยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง ต้องบอกว่าเป็น 1 ชั่วโมงที่มีคุณค่ามาก ขนาดต้องนั่งถอดเทปอยู่หลายวันยังไม่รู้สึกเบื่อเลย เราจึงอยากให้ผู้อ่าน Tonkit360 ได้รู้จักเธอมากขึ้นเช่นกัน

เธอคือ Sammon เจ้าของผลงานนิยายเรื่อง Manner of Death พฤติการณ์ที่ตาย ซึ่งถูกนำมาทำเป็นซีรีส์ ออนแอร์ไปเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา

ตัวตนของ Sammon

แฟนนิยายขาจรอาจรู้จักเธอในฐานะนักเขียนนิยายวาย แต่ตัวตนจริง ๆ ของเธอไม่ได้มีเท่าที่เห็น หากคุณเพียงแค่เห็นหน้าปกนิยายหรือเปิดไปเจอซีรีส์เพียงผิวเผิน คุณก็อาจไม่รู้ว่า ตัวจริงของ Sammon นั้นเป็นหมอ! ชื่อจริงของเธอคือ พญ.อิสรีย์ ศิริวรรณกุลธร หรือ “หมอแซม” แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ ที่น่าทึ่งกว่านั้นก็คือ ในวัยเพียง 29 ปี เธอเคยเป็นอาจารย์แพทย์อยู่ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้วย

แม้ว่าปัจจุบันเธอจะรับราชการเป็นแพทย์เต็มตัว แต่ก็ยังมีนักศึกษาแพทย์ที่อยู่ในความดูแลอยู่ดี! ฉะนั้น ถ้าจะบอกว่าเธอเป็นอาจารย์ด้วย ก็คงไม่ผิดเช่นกัน

เป็นหมอ แต่ทำไมถึงว่าหยิบจับงานเขียน

หมอหลาย ๆ คนมีความใฝ่ฝันตั้งใจตั้งแต่เด็กแล้วว่าโตขึ้นจะเป็นหมอ ฉะนั้นก็เลยตั้งใจอย่างเต็มที่ในการเรียนตั้งแต่เด็ก ๆ ซึ่งหมอแซมก็เป็นหนอนหนังสือเช่นกัน แต่คือ หนังสือการ์ตูนและนิยาย หมอแซมเล่าว่า สมัยเด็ก ๆ ชอบอ่านนิยาย ชอบดูการ์ตูน ชอบดูหนัง ดูซีรีส์ เธอเป็นคนที่ชอบเสพอะไรก็ตามที่มันเป็นเรื่องราวที่ทำให้เธอเหมือนเข้าไปอยู่ในโลกอีกใบหนึ่ง

เธอเริ่มอ่านหนังสือมาตั้งแต่ยังเด็กมาก ๆ คุณพ่อซื้อนิยายให้อ่านตั้งแต่อยู่ป.3 ซึ่งเธอก็เริ่มรู้สึกว่าชอบมาตั้งแต่ตอนนั้น พออ่านเยอะ ๆ ก็เลยมีความรู้สึกว่าอยากจะสร้างของตัวเองขึ้นมาบ้าง อยากให้คนอื่นได้อ่านเรื่องของเธอแล้วรู้สึกสนุก เพลิดเพลิน เหมือนที่เธอรู้สึกเวลาอ่านเรื่องของคนอื่น เธอก็เลยเริ่มที่จะเขียนเองบ้าง ตั้งแต่ยังเป็นเด็กประถม! แค่ ป.5 ป.6 ก็เริ่มหยิบปากกาหยิบสมุดขึ้นมาเขียนเรื่องที่อยู่ในหัว ถึงตอนนั้นจะยังไม่ได้มีคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเอง ก็เขียนในสมุดเอา เขียนมาเรื่อย ๆ มีนักอ่านขาประจำเป็นเพื่อนของตัวเอง แวะเวียนมาเปิดอ่านเป็นระยะ ๆ

จากจุดเริ่มต้นในวัยเด็ก เธอเริ่มมั่นใจว่า งานเขียนเป็นอะไรที่เธออยากจะทำ แตชีวิตกลับมีจุดเปลี่ยนตอนเธอขึ้นม.ปลาย เธอเรียนสายวิทย์แล้วกลับกลายเป็นว่าถนัดสายวิทย์ด้วย พอคนอื่นเห็นความสามารถทางสายวิทย์ของเธอ เธอก็เลยคิดว่า ต้องไปให้สุดทาง! เธอแข่งโอลิมปิกวิชาการ เธอสอบเข้าหมอ มาสายวิทย์เต็มตัว เท่ากับว่าเธอทิ้งสิ่งที่เธออยากจะทำอยากจะเป็นตอนเด็กไปเลย

พอไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ความอยากจะเป็นนักเขียนนิยายยังฝังอยู่ในตัวเธอ ไม่ว่าจะอยู่ลึกแค่ไหนก็ตาม พอมีโอกาสตอนที่เรียนหมอ ช่วงเรียนปี 5 เธอเรียนอยู่ภาควิชาจิตเวช เลยเริ่มจะพอมีเวลาว่างขึ้นมาบ้าง เวลานิด ๆ หน่อย ๆ ก็เลยอยากจะเอาสิ่งที่ชอบกลับมาเขียนใหม่ บวกกับเธอชอบด้านจิตเวช ก็เลยอยากจะเขียนอะไรที่เกี่ยวกับจิตเวช พวก Mental Disorder ก็เลยสร้างเรื่องราวขึ้นมา แล้วเริ่มเขียนใหม่อีกครั้งตอนเรียนปี 5 กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่กลับไปทำสิ่งที่ชอบอีกครั้ง

ความเชื่อที่ว่า จะทำอะไรแล้ว ต้องทำให้สุด

เธอบอกว่ามันไม่ใช่คติประจำใจอะไรเทือก ๆ นั้นหรอก เธอแค่เชื่อสิ่งที่ตัวเองทำ เชื่อเสมอว่าถ้าเราทำอะไรแล้วต้องไปให้สุด ไม่ทำเล่น ๆ ตั้งใจทำอะไรแล้วทำจริงจังไปเลย แล้วลองดูผลลัพธ์ซิว่ามันจะออกมาได้แบบไหน

“ถ้ามันเป็นสิ่งที่เราชอบหรือเราใฝ่ฝัน แล้วเราทำเต็มที่กับมัน ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม เราก็จะไม่เสียใจเพราะเราแบบทำมันเต็มที่แล้ว แซมก็เลยยึดถือตรงนี้ เวลาแซมทำอะไรก็ตามเต็มที่เสมอ แล้วก็ผลลัพธ์ที่ดีมันก็น่าจะตามมาเอง ซึ่งมันอาจจะดีหรือไม่ดีก็ได้ แต่ถึงมันจะออกมาไม่ดี เรามองไปข้างหลังแล้วก็ เออ! เราก็ทำเต็มที่แล้วนะ โอเคไม่เสียใจ แต่ว่าถ้าเราทำก็ไม่เต็มที่ จริง ๆ ยังทำได้ดีกว่านี้อีก แล้วสุดท้ายมันจบตรงที่ไม่สำเร็จ มันก็เสียใจนะว่าทำไมตอนนั้นเราถึงไม่เต็มที่กว่านี้”

มีใครเป็นไอดอลบ้างหรือไม่?

หมอแซมบอกว่าเธอไม่ได้ยึดติดที่ตัวบุคคลอะไรขนาดนั้น แต่ถ้านักเขียนที่ทำให้เธออยากจะเริ่มต้นเขียน ก็คงเป็นเจ้าแม่วรรณกรรมเยาวชน เจ.เค. โรว์ลิ่ง เจ้าของแฮร์รี่ พอตเตอร์ หรือ เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน ผู้เขียน เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ สมัยเป็นเด็ก

แต่ว่าพอโตขึ้น สไตล์ก็เปลี่ยนไป ได้อ่านอะไรที่มัน make sure ขึ้น เธอหันมาอ่านงานของ ฮาร์ลา โคเบน นักเขียนที่เขียนงานสไตล์สืบสวนสอบสวน แต่จะบอกว่าต้นแบบหรือเป็นไอดอลไหมก็ไม่เชิงอยู่ดี เพราะอาจจะเป็นนักเขียนที่อ่านงานของเขาเยอะแล้วรู้สึกว่าชอบ อ่านเกือบทุกเล่มของเขา แล้วอาจจะซึมซึบสไตล์ของเขา เลยหยิบจับมาปรับใช้ในงานของตัวเองด้วย

เป็นหมอ เวลาน้อย ทำงานก็เหนื่อยแล้ว ยังจะเอาเวลามาเขียนหนังสืออีก!

เธอบอกว่าจริง ๆ แล้ว งานเฉพาะทางของเธอไม่ได้มีนอกเวลาเยอะ ก็มีบ้างแต่ไม่ได้หนักเท่าหมอศัลยกรรมที่จะมีนอกเวลา อยู่เวรทีทั้งคืน หรือหมออายุรกรรมที่ต้องดูคนไข้ มีบางวันที่ต้อง on call ตลอดเวลา งานของเธอคือ หมอเวชศาสตร์ครอบครัว ทำงานเป็นเวลา เริ่มงานแปดโมง เลิกงานสี่โมงเย็นเหมือนคนทั่วไป อาจมีเวรนอกเวลาบ้างแต่ไม่มีเวรข้ามคืน

ทำให้เธอพอจะมีเวลา และจัดสรรเวลาได้ไม่ยากมาก แต่ช่วงกลางวันที่ยุ่งจริง ๆ ตรวจคนไข้เยอะมาก ๆ เธอจะแบ่งเวลาพักอันน้อยนิดมาเขียนนิยาย ช่วงที่เบรกพักสั้น ๆ หรือช่วงที่คนไข้ทิ้งช่วงไป ก็จะมีไอแพดอยู่ใกล้มือเสมอ ก็คือจะเปิดไอแพดปุ๊บแล้วก็เขียนเลย ถึงจะเป็น short break แต่ว่าพอเขียนต่อ ๆ กันแบบนี้ไปเรื่อย ๆ มันเลยกลายเป็นเรื่องยาวได้เหมือนกัน ส่วนหลังเลิกงานก็เขียนได้ตลอดเวลา ว่างเมื่อไหร่หยิบเมื่อนั้น

“ตอนนี้แซมจบเฉพาะทางแล้ว ชีวิตมันเลยโอเคขึ้นมาหน่อย แต่มีช่วงหนึ่งที่ต้องจัดสรรเวลาเยอะจริง ๆ ตอนนั้นเริ่มเขียนตอนปี 5 ใช่ไหมคะ แล้วปี 6 โอ้โห! ยุ่งมาก ๆ เลย ช่วงใช้ทุนปี 1 อันนั้นอะไม่มีเวลาจริง ๆ อยู่เวรข้ามคืน อยู่เวรวันเว้นวันบ่อยมากเลยค่ะ ช่วงเวลานั้นเนี่ยก็ใช้วิธีแบบนี้แหละแบบเดียวกัน เบรกสั้น ๆ ก็เขียนเลย เวลาพักคนอื่นเขาอาจจะงีบหลับใช่ไหมคะ แต่แซมจะเปิดไอแพด เขียนได้กี่คำก็เขียน ประมาณว่าเป็นคำ ๆ ต่อกันเดี๋ยวมันก็ยาวเองเป็นสไตล์นั้น ได้แค่ย่อหน้าสองย่อหน้าติดกัน ได้บ้างก็ยังดี เพราะวิธีแบบนั้น ก็เลยทำให้สไตล์งานเขียนแซมก็จะห้วน สั้น กระชับ มันก็จะแบบฉับ ๆ เวลาที่จำกัดก็เลยทำให้สไตล์งานเขียนของแซมเป็นรูปแบบนั้นไป”

หมอเวชศาสตร์ครอบครัว คืออะไร?

เธอบอกกับทีมงาน Tonkit360 แล้วว่าเธอเป็นหมอเวชศาสตร์ครอบครัว แต่ทีมงานก็สงสัยว่าหมอเวชศาสตร์ครอบครัวคืออะไร ก็เลยสอบถามมาเพื่อให้กระจ่าง

“หมอเวชศาสตร์ครอบครัว คือ คุณหมอที่จบเฉพาะทางมาดูแลผู้ป่วยที่ไม่ใช่มิติแบบผู้ป่วยป่วยแล้วมาโรงพยาบาล แต่ว่าดูแลทั้งครอบครัว จิตสังคม ดูลงไปถึงที่บ้าน ทำงานประสานกับชุมชนในการดูแลคนไข้คนหนึ่งที่บ้านด้วย ผู้ป่วยคนหนึ่งเราจะเข้าใจว่าผู้ป่วย ป่วยแล้วมาโรงพยาบาล คุณหมอรักษาหาย กลับบ้าน แต่จริง ๆ แล้วในชีวิตผู้ป่วยที่เหลือ 99 เปอร์เซ็นต์คืออยู่ที่บ้าน”

“ดังนั้น การดูแลสุขภาพที่บ้านน่ะสำคัญ คุณหมอเวชศาสตร์ครอบครัวจะเป็นเหมือนหัวหน้าในการเซตระบบในชุมชน เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยที่บ้านให้ได้มากที่สุด แล้วก็มีหน่วยของชุมชนเป็นคุณหมอคนแรกที่จะเข้าถึงเวลาผู้ป่วยเจ็บป่วย ซึ่งในกรุงเทพฯ อาจจะไม่ได้เห็นภาพหมอเวชศาสตร์ครอบครัวมากนัก แต่ถ้าอยู่ต่างจังหวัด หมอเวชศาสตร์ครอบครัวจะมีบทบาทมาก”

“เพราะว่าโรงพยาบาลเราไม่ได้อยู่ติดกันเหมือนในกรุงเทพฯ จะมีโรงพยาบาลใหญ่ โรงพยาบาลประจำอำเภอ โรงพยาบาลประจำจังหวัด แล้วก็จะมีหน่วยย่อยที่สุด ก็คือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพชุมชน รพ.สต. คุณหมอเวชศาสตร์ครอบครัวก็จะทำงานประสานกับหน่วยนี้ล่ะค่ะ ที่อยู่ในชุมชนนี่แหละในการดูแลคนไข้ เพื่อลดปริมาณคนไข้ที่ over load ในโรงพยาบาลใหญ่ มันจะเป็นงานที่กว้างแล้วก็ดูเยอะ ประสานกับคนไม่ใช่แค่คนไข้ แต่จะทำกับผู้นำชุมชน กับผู้บริหารด้วย”

“แต่ว่ามันก็จะมีสาขาย่อยของเวชศาสตร์ครอบครัว อันนี้แล้วแต่หมอเลยว่าเขาถนัดด้านไหน บางคนถนัดทางด้านดูแลผู้ป่วยประคับประคอง ผู้ป่วยระยะสุดท้ายของชีวิต ก็จะมาจับงานทางด้าน palliative care บางคนเขาถนัดทางด้านผู้บริหารก็ไปทางสายผู้บริหารโรงพยาบาล บางคนก็ถนัดทางด้านระบาดวิทยา แล้วแต่เฉพาะทางลงไปอีก อย่างแซมเองก็เฉพาะทางลงไปดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย รับปรึกษาในโรงพยาบาลด้วย แล้วก็ดูผู้ป่วยระยะสุดท้ายในชุมชนด้วย”

เจอกับคนเยอะแยะ และอาจต้องเจอญาติผู้ป่วยระยะสุดท้าย เคยมีมาอยู่ในเนื้อเรื่องบ้างไหม

“มีเยอะเลยค่ะ ถ้าเห็นได้ชัดเลยก็คือเล่มที่ชื่อว่า การุณยฆาต นะคะ อันนี้ก็เขียนจากประสบการณ์ตรง ใช้งานเฉพาะทางของตัวเองเลยในการเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา ก็ใส่ประสบการณ์ ใส่ลักษณะงานที่ตัวเอกทำ แล้วก็เหตุการณ์ของคนไข้และญาติเวลาดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่โรงพยาบาลหรือที่บ้าน ว่าต้องเจออะไรบ้าง ต้องใช้ยาอะไร ระบบการทำงานเป็นยังไง อะไรอย่างงี้ ก็คือใส่ประสบการณ์ตรงตัวเองเข้าไปด้วย”

ทำสองอย่างควบคู่กันไป ต้องเจอปัญหาแน่ ๆ

เธอบอกว่าปัญหาของเธอ คือ หัวชอบแล่นตอนกำลังยุ่ง ๆ กำลังทำงานอยู่แล้วแบบอยากจะเขียนอันนี้ บางทีก็ต้องจดเอาไว้ในมือถือ หรือว่าเปิดเขียนเลย แต่ก็น่าเสียดายว่าถ้าไม่มีโอกาสได้จดไว้ ก็จะลืมไปเลยว่าเมื่อกี๊คิดอะไรออก

แต่ปัญหาหลัก ๆ ที่เรา ๆ ก็น่าจะรู้ดี ว่างานหมอเองก็เหนื่อยกายเหนื่อยใจในระดับหนึ่งอยู่แล้ว การที่ต้องเจอคนเยอะแยะในแต่ละวัน ต้องพูดคุยกับคนเยอะ ๆ แล้วงานของเธอคือดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ต้องดีลกับญาติและครอบครัวหลาย ๆ ครอบครัวในวันเดียวกัน ซึ่งแต่ละครอบครัวก็มีเรื่องราวอะไรมากมาย เธอต้องรับรู้มัน ต้องพยายามช่วยคิดช่วยแก้ปัญหา พอจะนึกสภาพออกไหม ว่าดูแลคนไข้ที่จะเสียชีวิต จะต้องมีความรู้สึกอย่างไร!

“บางทีเราเหนื่อยเราเครียด กลับมาที่บ้านแล้วไม่ได้อยากจะเขียนนิยายมากเท่าไร แต่ด้วยช่วงนี้ที่แซมเองก็เริ่มที่จะเป็นที่รู้จักมากขึ้น แล้วก็ตารางงานก็เริ่มแน่นขึ้น เริ่มมีคิว มีนิยายที่ต้องรีบออกต่อ ๆ กัน มันก็เครียดเหมือนกัน พองานอดิเรกที่เราเคยทำแล้วมีความสุข กลายมาเป็นงานที่ต้องรับผิดชอบด้วย บางทีมันก็เครียดแบบเขียนไม่ออกก็มี แต่ก็พยายามจัดการตัวเอง พอได้อยู่ค่ะ แบบอะไรที่เราเขียนไม่ไหว อย่างเช่นเราไม่สามารถเสร็จตามเวลาได้อะไรงี้ ก็คุยกับบก.ว่าแบบช่วงนี้แซมงานยุ่งนะ ขอยืดเวลาไปอีกหน่อย แต่ก็สามารถที่จะออกเล่มได้ปีละ 2 เล่มได้อยู่”

ถ้าอย่างนั้น เคยมีสักแวบไหมที่อยากจะเลิกทำอย่างหนึ่งแล้วมาเต็มที่สุด ๆ กับอีกอย่างหนึ่ง

น่าจะแปลกล่ะถ้าเธอจะตอบว่าไม่เคย เธอตอบว่าเธอเคยคิด คิดเยอะเลยด้วย เคยคิดว่าอยากจะออกจากงานประจำ อยากจะออกจากงานหมอที่เป็นงานประจำแล้วก็มาให้เวลากับงานเขียนมากขึ้น ส่วนตัวเธอรู้สึกว่างานเขียนของเธอนั้น ถ้าเธอมีเวลามากกว่านี้ มันก็ไปได้ไกลกว่านี้ จะออกงานได้เยอะกว่านี้ แต่ก็คิดไปคิดมาแล้วก็ปรึกษากับครอบครัว แน่นอนว่าครอบครัวต้องบอกว่า เอางานประจำไว้ก่อน งานเขียน ก็ต้องยอมรับตามตรงว่ามีขึ้นมีลง อาจจะไม่ใช่รายได้ที่สม่ำเสมอ มันขึ้นอยู่กับช่วงจังหวะเวลา เกี่ยวกับอะไรหลาย ๆ อย่าง ครอบครัวก็เลยคิดว่ามีงานประจำเอาไว้ก่อน แล้วก็งานเขียนเอาเท่าที่ไหว

“จริง ๆ คิดนะ คิดหลายรอบด้วย ก็แบบอยากจะลาออกจากราชการไปเป็นรับจ๊อบเอกชนแทน ไม่ได้ทำงานทุกวัน คือวันไหนทำงานหมอก็เว้นวันมาเขียนหนังสือบ้าง คิดเยอะเลยแหละ แต่ก็สุดท้ายก็คงไม่ออกจากราชการ เพราะว่าแซมทำงานตรงนี้เนี่ย มันได้ช่วยคนเยอะ ผู้ป่วยที่ดูแลทุกวันนี้เป็นผู้ป่วยที่น่าสงสาร เขาไม่มีทรัพยากรมากพอที่จะไปจ่ายโรงพยาบาลเอกชน เขาก็ต้องมาโรงพยาบาลรัฐแล้วก็ใช้ทรัพยากรซัพพอร์ตกับชุมชน ซึ่งเราก็สามารถช่วยให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ มันเป็นงานที่ทำแล้วก็รู้สึกอิ่มเอมเหมือนกัน ประสบการณ์ที่ทำงานในโรงพยาบาลรัฐที่ได้เจอผู้คน ทำงานประสานคนเยอะ ๆ มันก็เหมือนเป็นจุดแข็งของเราให้เรามาเขียนงานให้แข็งแรงมากขึ้นด้วย”

“มันทำให้เราได้แนวคิด ได้เจอผู้คนหลากหลายใช่ไหมคะ แล้วเราก็สามารถหยิบแนวคิดของใครบางคนหรือคาแรคเตอร์ของใครบางคนที่เราเจอในชีวิตมาใช้ มาเป็นวัตถุดิบในการเขียนต่อได้ แซมรู้สึกว่ามันส่งเสริมกัน ถ้าไม่ได้เป็นหมอ ถ้าแซมไม่ได้อยู่จุดนี้ ก็อาจจะเขียนงานแบบนี้ไม่ได้เหมือนกัน ซึ่งจุดนี้ก็มีนักอ่านหลายคนค่อนข้างชอบ เพราะว่าคาแรคเตอร์ที่แซมออกแบบมันจะมีความเป็นมนุษย์เยอะ (ผู้อ่านว่านะคะ) ผู้อ่านบอกว่าแบบไม่ได้ดีจัด ๆ หรือเลวจัด ๆ ขนาดนั้น แซมก็พยายามทำให้เป็นในลักษณะนั้น เวลานักอ่านเขาวิพากษ์งานแซมในลักษณะคาแรคเตอร์ดีไซน์ จะเห็นว่างานของ Sammon ก็จะออกแนวนี้ แบบเลวไม่สุดดีไม่สุดอะไรงี้อะค่ะ”

การเป็นหมอกับการเป็นนักเขียน ชอบตัวเองในบทบาทไหนมากกว่ากัน

เธอบอกกับทีมงาน Tonkit360 ว่า เธอชอบทั้งคู่ เพราะมันตอบโจทย์ไม่เหมือนกัน ในแง่หมอมันตอบโจทย์ในสิ่งที่เธอเรียนมาตลอด 9 ปี (เธอเรียนหมอ 6 ปี เฉพาะทาง 3 ปี จบแพทยศาสตร์ มช. แล้วก็เรียนเฉพาะทางที่มช.) สิ่งที่เรียนได้ใช้ในการได้ช่วยคน ตอบโจทย์ในแง่ของอาชีพหมอของเธอ

แต่ในแง่ของนักเขียน เธอบอกว่ามันเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับเธอ ประสบการณ์ที่เธอไม่เคยได้เรียนมาก่อน ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้มีโอกาสเข้าไปอยู่จุดนั้น เธอเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์แรกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ว่าตั้งแต่แรกเลย พองานของเธอตีพิมพ์ครั้งแรกที่งานหนังสือ เธอก็บินลงมาเพื่อมาดูงานของตัวเองที่มันตั้งอยู่บน shelf นี่คือสิ่งที่เป็นประสบการณ์ใหม่ในชีวิตเธอ

“ปรากฏว่าพอแซมเป็นนักเขียนต่อไปเรื่อย ๆ มันมีมากกว่านั้นอีกค่ะ เริ่มได้มานั่งแจกลายเซ็น เริ่มถูกเชิญไปเป็น speaker บนเวทีในฐานะนักเขียน แล้วเขาก็ไม่ได้สนใจว่าเราเป็นหมอ เขาคุยกับเราในมุมมองนักเขียน ‘เฮ้ย! เราถูกขนานนามว่าเป็นนักเขียนด้วย’ มันก็ทำให้ภูมิใจในตัวเอง แล้วพอนิยายถูกนำไปทำซีรีส์ ก็ได้มีโอกาสเข้ามาดูการทำงานของวงการบันเทิงด้วย ได้มารู้จักวิธีการทำงาน รู้จักกองถ่าย รู้จักนักแสดง เอาจริง ๆ นึกภาพย้อนกลับไป 10 ปีก่อน แซมไม่คิดหรอกค่ะว่าตัวเองจะได้มีโอกาสมาดูอะไรแบบนี้ ได้ทำงานกับวงการบันเทิง ได้มีโอกาสเข้าไปแตะส่วนนั้นด้วย”

“นักเขียนมันก็แบบที่แซมบอก มันเปิดประสบการณ์ด้านนี้ขึ้นมา แล้วมันทำให้ชีวิตแซมเซอร์ไพรส์ แบบว้าวได้ทุกวัน ได้เจอคนใหม่ ๆ ตลอดเวลา ก็เลยชอบทั้ง 2 ทาง แล้วก็ไม่ได้ภูมิใจอะไรกับมันมากกว่ากันนะคะ เพราะอย่างที่แซมบอก มันภูมิใจคนละอย่างเลยค่ะ”

เรื่องของ “หมอแซม” เจ้าของนามปากกา Sammon ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะสัปดาห์นี้เราพูดคุยกับเธอในฐานะหมอที่เป็นนักเขียนด้วย เรายังไม่ได้แตะจิตวิญญาณความเป็นนักเขียนของเธอเลยด้วยซ้ำ ฉะนั้น โปรดติดตามต่อในบทความหน้า Tonkit360 จะพาผู้อ่านไปรู้จักหมอแซมในฐานะ Sammon ให้มากกว่านี้ ถึงผลงานที่เธอทำ และความเป็นนักเขียนในสายเลือดเธอ ที่ทำให้เธอมาได้ไกลขนาดนี้!