“พฤติการณ์ที่ตาย” ซีรีส์ “วาย” ไทยเรื่องแรกที่ขาย “ความตาย”

ภาพจาก WeTV

ช่วงนี้มีซีรีส์ไทยหลายเรื่องที่พัฒนาขึ้นมากจนเรียกคนไทยกลับบ้านมาดูซีรีส์ไทยได้มากขึ้น หลังจากที่ปล่อยให้ไปตามผู้เกาอยู่นานสองนาน หลายคนที่ปิดละครไทยก็เริ่มที่จะกลับมาดูอีกครั้งเป็นบางเรื่อง ที่สำคัญยังมีคำชมบ้างประปราย พร้อมกับคำพูดประมาณว่าถ้าทำก็ทำได้ แต่ที่ผ่านมาก็ไม่ยอมทำ

ต่อเนื่องมาจนถึงกระแสความวาย หรือความรักชาย-ชาย หญิง-หญิง ก็กำลังมาแรงในบ้านเราเหมือนกัน (ทำขายต่างประเทศได้ด้วย) ปั้นนักแสดงสายนี้ขึ้นมามากมายหลายคู่ สร้างให้คนจิ้นหนักมากจนติดภาพว่าพวกเขาจะเล่นบทพระนาง ชาย-หญิงไม่ได้อีกแล้ว พอมีบทชาย-หญิงมา ทัวร์ลงทันที แล้วบางคู่ก็ต้องเซอร์วิสแฟน ๆ ให้เหมือนคบกันจริง ๆ ด้วยซ้ำ

จึงต้องบอกว่าตอนนี้ ต่อให้ใครไม่ใช่แฟนซีรีส์วาย หรือรู้สึกว่าดูแล้วไม่อินก็ตามแต่ คงต้องไปหามานั่งดูกันสักเรื่องสองเรื่อง เพราะกระแสซีรีส์วายในไทย 7-8 ปีมานี้ยังแรงอย่างต่อเนื่อง และก็ดูจะยังไม่แผ่วลงง่าย ๆ ด้วย ถ้าไม่หัดดูให้เป็น หรือรู้เนื้อเรื่องเอาไว้บ้าง อาจจะไปคุยกับใครเขาไม่รู้เรื่องก็ได้ แต่ถ้ายังเปิดใจดูไม่ได้ เราขอแนะนำซีรีส์วายเรื่องนี้ ที่คุณจะสามารถดูได้อย่างไม่ลำบากใจมากนัก “พฤติการณ์ที่ตาย : Manner of Death”

มิติใหม่ของซีรีส์วาย (ของไทย)

นับเป็นซีรีส์วายเรื่องแรกที่ก้าวข้ามขนบเดิม ๆ เสียที ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซีรีส์ที่ผลิตเสิร์ฟตลาดล้วนแล้วแต่เป็นการเล่าเรื่องราวความรักของเด็กมัธยมและนักศึกษามหาวิทยาลัย เนื้อเรื่องไม่ได้ผูกปมอะไรซับซ้อน ส่วนใหญ่จะเล่นแค่การเติบโตของผู้ชายหรือผู้หญิง 2 คน ที่ก็แค่รักกันอะใครจะทำไม เพราะมันเสพง่าย และตกคนดูกลุ่มวัยรุ่นได้มากกว่า

แต่ไม่ใช่สำหรับเรื่อง “พฤติการณ์ที่ตาย” ได้ยินชื่อเรื่องทีแรกก็ไม่คิดว่ามันเป็นซีรีส์วายเหมือนกัน แต่มันคือซีรีส์วายที่ขายเรื่องความตายเป็นหลัก เราอาจคุ้นชินกับซีรีส์วายที่ขายเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ของเด็กวัยยังเรียนเสียมากกว่า แต่นี่เป็นโลกของวัยทำงาน (อาชีพแปลกไปจากขนบวายเดิมด้วย) ให้น้ำหนักกับเรื่องความรักน้อยลงให้เป็นเพียงพล็อตรอง ขายพล็อตหลักเรื่องที่เป็นแนวสืบสวนสอบสวน อาชญากรรม ฆาตกรรมมากขึ้น ซึ่งมันน่าสนใจตรงนี้

ภาพจาก WeTV

ตัวละครเอกเป็นวัยทำงาน นายเอกเป็นแพทย์นิติเวช คุยกับศพมากกว่าคนเป็นด้วยซ้ำ แล้วดันไปตกหลุมรักพระเอกที่เป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นฆาตกร นายเอกเลยต้องทำทุกวิถีทางที่จะฟังให้ได้ว่าศพจะบอกอะไร ทำให้เรื่องถูกเล่าด้วยการสืบสวนหาความจริง ปมฆาตกรรมมากกว่าจะมานั่งเล่าแต่เรื่องความสัมพันธ์ของพระเอก-นายเอก แต่ถามว่ามีปมให้ฟินไหม ก็ต้องมีอยู่แล้ว มันเป็นซีรีส์วายนี่นา เขาก็รักกันไปท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดแค่นั้น

ที่สำคัญ ความพราวของเรื่องนี้ยังอยู่ที่ความสมจริง เพราะถูกดัดแปลงมาจากนวนิยายชื่อเดียวกัน ที่คนแต่งเป็นหมอ (สมัยเรียนมีเพื่อนเป็นหมอเยอะ เลยรู้ว่าพวกนางสายวายเข้าขั้น) ที่เล่าเรื่องของพฤติการณ์ที่ตายทางการแพทย์ แบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ ฆ่าตัวตาย ถูกผู้อื่นทำให้ตาย ถูกสัตว์ทำร้ายตาย อุบัติเหตุ และโรคธรรมชาติ จุดที่ทำออกมาได้ดีคือการใส่ความรู้ทางการแพทย์ลงไปได้อย่างน่าเชื่อถือ คงเพราะคนแต่งเป็นหมอด้วย บวกกับทีมงานก็คงทำงานหนักพอสมควร (หวังว่าจะไม่โป๊ะแตกเหมือนเรื่องก่อนหน้านี้)

ภาพจาก WeTV

ก็พอจะเข้าใจอยู่เหมือนกันว่าทำไมก่อนหน้านี้ซีรีส์วายถึงขายเรื่องราววัยเรียน (ทั้งที่กลุ่ม LGBTQ ในวัยทำงานก็มีเยอะแยะ) นั่นก็เป็นเพราะลูกค้าเป็นกลุ่มวัยรุ่นวัยเรียนเป็นหลัก แต่พอมาถึงปี 2020 ที่กำลังจะ 2021 เด็กวัยเรียนในวันนั้นเป็นวัยทำงานในวันนี้ อายุ ประสบการณ์ และอะไรต่าง ๆ พาลูกค้ากลุ่มนี้มาจนถึงจุดอิ่มตัวที่กับพล็อตเรื่องเดิม ๆ ที่ยังชูโรงได้เลยมีแค่ความฟิน ที่นับวันมันไม่ใช่แค่ฟิน แต่เป็นเลิฟซีนเผ็ดร้อนแรงแทน

นี่ยิ่งทำให้สายวายบางคนเอือมหนักขึ้นไปอีก เพราะพล็อตเรื่องจับต้องไม่ได้ ล่องลอย เสิร์ฟแต่เรื่องอย่างว่ามากเกินไป เพราะมีเป้าหมายแค่อยากจะดันตัวเอกที่เป็นชายหรือหญิงคู่นี้ให้ดัง ให้มีแฟนคลับเยอะ ๆ และขายแม่จีนแม่เกาที่สังคมเขายังไม่เปิดเรื่องแบบนี้เท่าไรนักได้เป็นพอ มีแต่แบบนี้มาก ๆ เข้า เป็นใครใครก็เอียน

อิทธิพลเงียบ ยังอยู่เหนือสังคมเสมอ

เป็นอีกจุดที่ไม่เคยเห็นจากซีรีส์วายเรื่องไหน ไม่ใช่แค่สืบหาความจริง แต่มีเรื่องของอิทธิพลหรืออำนาจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะตัวละครที่เป็นแพทย์นิติเวชดันเข้าไปพัวพันกับคดีที่เหยื่อคือเพื่อนของเขาเอง ดูยังไงนี่ก็เป็นการฆาตกรรม แต่เขากลับถูกข่มขู่ให้ทำให้มันเป็นการฆ่าตัวตายซะ! และหนึ่งในผู้ต้องสงสัยก็คือเพื่อนชายคนสนิทของเหยื่อที่เป็นติวเตอร์ แต่ดอกไม้ก็เติบโตกลางสนามรบ 2 คนนี้รักกันเฉยเลยจ้า

เมื่อเขาไม่ยอมจะให้เพื่อนตัวเองตายไปโดยไม่ได้รับความยุติธรรม ฆาตกรจะลอยนวล เขาก็ยิ่งต้อบสืบหาความจริง แต่ยิ่งเข้าใกล้ เขาก็ยิ่งอันตราย และทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับผู้ต้องสงสัยซับซ้อนลึกซึ้งขึ้นไปอีก เพราะไม่ใช่แค่หาว่าใครเป็นฆาตกร เพราะเขากำลังจะโดนฆ่าซะเอง ต้องเล่นอยู่กับอำนาจที่มองไม่เห็น ชี้เป็นชี้ตายได้ ตำรวจยังไว้ใจไม่ได้

ภาพจาก WeTV

ทำให้โทนของเรื่องจะดูหม่น ๆ หน่อย ๆ การเข้าใกล้ความจริงกำลังทำให้ตัวเขาเองและคนรอบข้างเดือดร้อนจากมือที่มองไม่เห็น มีคนร้ายบุกมาทำร้ายถึงบ้าน ถูกขู่ให้เขียนรายงานการตายเป็นฆ่าตัวตาย เพื่อนก็หายตัวไปอีก และตำรวจที่ดูจะเป็นมิตรในทีแรกก็มีท่าทีเปลี่ยนไป กลายเป็นคนละคนกับวันที่เจอศพ นั่นหมายความว่าถ้าเขาไม่หยุด เรื่องจะไม่จบแค่นั้นแน่

ทำให้ความรักของผู้ชาย 2 ในเรื่องนี้มันฉีกไปจากซีรีส์วายเดิมอย่างเห็นได้ชัด มันไม่ใช่ความสัมพันธ์กุ๊กกิ๊กโรแมนติกแบบวัยรุ่น มันเป็นความรักที่เกิดขึ้นบนความไม่เชื่อใจ มีแต่ปริศนา เต็มไปด้วยเรื่องที่ปิดบังซ่อนเร้น เพราะฉะนั้นแล้วมันไม่ได้ลุ้นแค่ว่าใครอยู่เบื้องหลัง แต่ลุ้นด้วยว่าความรักของ 2 คนนี้จะไปจบที่ตรงไหน ทำให้คนที่อยู่นอกวงวาย และนอกด้อมของคู่จิ้นคู่นี้สามารถดูได้อย่างไม่ลำบากใจเท่าไร

อีกครั้งของนวนิยายสู่ซีรีส์ (ละครโทรทัศน์)

หลังจากที่ดูไปแล้ว 3 ตอน ได้แต่ภาวนาว่าบทประพันธ์เดิมจะไม่ถูกดัดแปลงเป็นซีรีส์วายคลั่งรักจนน่ากลัวแบบที่ซีรีส์วายไทยเกือบทั้งหมดทำ จะบอกว่าคาดหวังเลยก็ได้ ที่สำคัญ ซีรีส์เรื่องนี้เป็นอีกครั้ง (จากหลาย ๆ ครั้ง) ที่ผู้จัดเลือกหยิบผลงานที่อยู่ในประเภทนิยายมาทำ แน่นอนว่าการดัดแปลงบทประพันธ์จากตัวหนังสือมาเป็นละครนั้นมันก็ต้องอาศัยการตีความใหม่ในหลาย ๆ อย่าง เบสิกเลยก็ตั้งแต่คัดเลือกนักแสดง ช่องใหญ่ ๆ โดนด่ากันมาเยอะแล้วกับการเลือกนักแสดงที่คาแรคเตอร์มันไม่ใช่ มันไม่ได้ มันไม่เข้ากับตัวละครที่เป็นแค่ตัวหนังสือ

ภาพจาก WeTV

จากประสบการณ์ที่ตามเผือกบ้างปล่อยผ่านบ้าง ละครหรือซีรีส์แทบทุกเรื่องที่หยิบนิยายมาทำล้วนเจอดราม่ามาแล้วทั้งสิ้น ขนาดละครช่องใหญ่เรื่องล่าสุด (คิดว่านะ ตั้งแต่ทีวีเสียก็ไม่ได้ดูละครทีวีอีก) ที่หยิบเอานิยายมาทำ ตอนแรกมีแต่คนชม คนติดกันทั่วบ้านทั่วเมือง แต่ดันมาตกม้าตายดับอนาถใน 2-3 ตอนสุดท้าย ด่ากันขรมทั่วบ้านทั่วเมืองเหมือนกัน กับการดัดแปลงให้จบแบบละครที่คอละครรุ่นใหม่ ๆ ร้องยี้ เพราะเขาเบื่อกันเต็มทนกับพล็อตแบบนี้ จนต้องหนีตายไปดูซีรีส์เกาหลีแทน

เกริ่นก่อนนิดนึงว่าส่วนตัวแล้วเรียนจบศิลปศาสตร์ ก็เคยผ่านวิชาที่เรียนเกี่ยวกับวรรณคดี-วรรณกรรมมาบ้าง เคยทำบทวิเคราะห์ที่เกี่ยวกับการดัดแปลงนวนิยายมาเป็นละครโทรทัศน์ (ในตอนนั้น) ว่าทำไมแล้วสุดท้ายโดนถล่มเละเทะ แม้แต่ตอนจบก็ทำวิจัยในสาขาวรรณคดี-วรรณกรรมเหมือนกัน ก็พอจะมีความรู้ด้านนี้อยู่บ้าง แต่ขอไม่พูดแบบศัพท์แสงที่เรียนมา เพราะมันค่อนข้างเข้าใจยาก และที่สำคัญคืนอาจารย์ไปตั้งแต่รับปริญญาแล้ว (ฮ่า ๆ)

สรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ มันคือ “ความคาดหวัง” ของคนที่เขาเป็นแฟนนิยายมาก่อน เพราะนิยายที่เขาอ่านนั้นมันเป็นตัวหนังสือที่ไม่มีเสียง แถมยังไม่มีภาพที่เคลื่อนไหว (อาจมีภาพเป็นลายเส้นการ์ตูนบ้าง) แต่เสียงและภาพเกิดขึ้นมาเองตามความสามารถของผู้แต่ง ถ้าเรียบเรียงดี ภาษาสวย พล็อตไม่กลวง ปมแน่นแต่คลายเคลียร์ มันจะมีเสียงหรือภาพตัวละครขึ้นมาบนหน้ากระดาษเอง ซึ่งก็คือจินตนาการของคนอ่านนั่นแหละ ที่ก็คงได้ยินเสียงหรือเห็นภาพไม่เหมือนกัน ตามรสนิยมและภูมิหลังของคนอ่าน

แต่พอมันถูกนำมาดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์ นิยายเรื่องนั้น ๆ ก็ถูกตีความโดยคนคนเดียว (หรือกลุ่มเดียว) ซึ่งก็คือคนเขียนบทโทรทัศน์ และทีมงานกำกับ แน่นอนว่าย่อมไม่ถูกจริตคนอ่านหลาย ๆ คนอยู่แล้ว สืบเนื่องมาจากการได้ยินเสียงและภาพจากตัวหนังสือที่ต่างกัน ไหนจะเพิ่มตัวละครใหม่เข้ามา จากบทไม่เด่นก็ทำออกมาจนแย่งซีนตัวเอก ใส่นู่นเสริมนี่จนนวนิยายเดิมเหลือแค่ชื่อเรื่องกับชื่อตัวละคร นอกนั้นหายเกลี้ยง

ภาพจาก WeTV

ยังไม่นับการเลือกนักแสดง ที่ถ้าเป็นช่องใหญ่ ๆ ก็ต้องเลือกพระ-นางเบอร์ต้นของช่องมาเล่น หรือเลือกจากหน้าตา เลือกจากกระแส ซึ่งหลาย ๆ คน ภาพลักษณ์ของตัวนักแสดงมันขัดกับภาพลักษณ์ตัวละครที่ผู้อ่านจินตนาการได้จากตัวหนังสือ นั่นทำให้ละครโทรทัศน์ที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายแทบไม่รอดดราม่าเลยสักเรื่อง สาเหตุหลักเพราะแฟนนิยายอยากเห็นนิยายออกมาเป็นละคร แบบที่แทบจะเรียกว่าเป๊ะ ๆ แต่เขาก็บอกอยู่แล้วว่ามันเป็นเรื่อง “ดัดแปลง” เพราะฉะนั้นก็เป็นไปไม่ได้ที่จะทำละครออกมาแบบหนังสือเป๊ะ ๆ มันนำเสนอคนละประเภทกัน

ใช่ “พฤติการณ์ที่ตาย” ก็เป็นนวนิยายมาก่อน ผู้แต่งเขียนลงเว็บเด็กดี มีคนตามอ่านตามมหาศาล จนมีสำนักพิมพ์นำมาตีพิมพ์เป็นนวนิยายเล่ม และในวันนี้มันก็ถูกทำให้อยู่ในรูปของละครโทรทัศน์ (ถึงจะเรียกว่าซีรีส์ก็เถอะ) ย่อมมีคนคาดหวังแน่นอนโดยเฉพาะฐานแฟนนิยายเดิม และฐานแฟนคลับของคู่จิ้นคู่นี้

ซีรีส์เพิ่งออนแอร์ไปได้ 3 ตอน คงจะยังตัดสินอะไรไม่ได้ แต่สำหรับเราที่สมัยป.ตรีเรียนเรื่องพวกนี้มาเป็นปี เสียน้ำตากับมันไปก็มาก (เพราะอาจารย์เคี่ยวจนหวั่นว่าจะไม่จบ แง) กลับเริ่มเห็นลางอยู่หน่อย ๆ แล้ว ดีที่ซีรีส์มันถูกฉายผ่านสตรีมมิ่ง ที่ตลาดคนดูยังไม่ได้ใหญ่เท่าสถานีโทรทัศน์ (แต่ก็ได้รับความนิยมขึ้นเรื่อย ๆ) ก็หวังว่านักแสดงจะเอาอยู่ และบทจะช่วยพยุงเรื่องให้ตลอดรอดฝั่ง เจอดราม่าน้อยที่สุดละกัน :S