แอปพลิเคชัน X หรือทวิตเตอร์ในอดีต น่าจะเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เป็นศูนย์รวมของคนเจน Z และสาววายเอาไว้ได้มากกว่าแพลตฟอร์มอื่น ๆ เพราะสถิติล่าสุดจากผลสำรวจ ปรากฏว่าเฟซบุ๊ก กลายเป็นศูนย์รวมของเหล่าบูมเมอร์กับเจนเอ็กซ์บางส่วน ขณะที่อินสตาแกรม กลายเป็นแพลตฟอร์ม สำหรับเจนวายและเจนเอ็กซ์บางส่วนที่เหลือ ขณะที่ ติ๊กต่อก เป็นสถานที่รวบรวมคนเกือบทุกเจเนอเรชันที่ชอบเต้นและปักตะกร้า (ฮา)
ผู้เขียนที่ใช้งาน X มาตั้งแต่ยุคเก็บไข่ในทวิตเตอร์นั้น ส่วนหนึ่งเพราะหน้าที่การงานต้องเกี่ยวข้องกับนักฟุตบอลที่มักระบายความในใจผ่านแอปพลิเคชันนี้ และแถมพกด้วยการอัปเดตเทรนด์ ที่ในอดีตเมื่อสักสี่ห้าปีก่อน การติดเทรนด์ในทวิตเตอร์นั้นได้สร้างกระแสให้กับละครและแบรนด์ได้ไม่น้อย จนกระทั่ง ทวิตเตอร์ถูกขายให้กับ อีลอน มัสก์ หน้าตาของแอปพลิเคชันภายในถูกปรับเปลี่ยนจนทำให้รู้สึกว่าไม่น่าสนุกเท่าเดิม เพิ่มเติมคือ แพลตฟอร์มถูกใช้งานโดยบอตหรือเหล่าแอ็กเคานต์อวตาร เพื่อหวังผลทางการเมืองและธุรกิจ (ช่วงหนึ่งเต็มไปด้วยบอตแขก เลยทีเดียว)
เชื่อว่าเหล่าเอนจิเนียร์ของ X คงรับทราบถึงปัญหาของแพลตฟอร์ม และได้จัดการชุมชนให้น่าอยู่มากขึ้น แถมพกด้วยการใช้ Grok AI แม้จะไม่เก่งเท่ากับ AI เจ้าอื่นแต่ Grok ได้สร้างความหรรษาให้กับผู้ใช้งาน ทำให้ปัจจุบันผู้ที่เคยใช้งาน X กลับมาตามหา thread ดี ๆ ในแพลตฟอร์มอ่านกันอีกครั้ง และทำให้ผู้เขียนเองได้เจอกับนิยามใหม่ของยุค กับคำว่า iPhone face ที่หมายถึงนักแสดงที่ได้รับบทบาทในยุคสมัยหนึ่ง แต่ใบหน้าไม่ได้เหมาะกับยุคสมัยนั้น
พอได้ข้อมูลเช่นนั้น ผู้เขียนเลยไปหาข้อมูลต่อใน wikiHow จึงได้ทราบว่า กรณีของ iPhone face นั้นเริ่มต้นมาจากปัญหาการคัดเลือกนักแสดง ที่มีเหล่า casting เลือกคนที่มีลักษณะหน้าตาที่ดูทันสมัยอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งบ่งบอกว่าพวกเขาเคยเห็น iPhone
โดยคำจำกัดความนี้เกิดขึ้นบนแอปพลิเคชัน X ในปี 2023 เมื่อผู้ใช้รายหนึ่งแสดงความคิดเห็นว่านักแสดงจาก Daisy Jones & the Six ดูไม่เหมือนคนจากยุค 1970 เลย และเสริมว่าพวกเขาทุกคนมี “ใบหน้าแบบ” ที่บ่งบอกว่า “ฉันรู้ว่าสมาร์ตโฟนคืออะไร” คำนี้จึงพัฒนาเป็น “iPhone face” ที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นในเวลาต่อมา
ถ้าจะให้อธิบายชัดเจน คงต้องบอกว่าใบหน้า iPhone face ของคนในศตวรรษที่ 21 มีปัจจัยต่าง ๆ เช่น อาหาร แฟชั่น การดูแลตัวเอง รวมไปถึงการทำศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าที่เพิ่มมากขึ้น และความก้าวหน้าของศัลยกรรมช่องปาก ทำให้ใบหน้าของคนในปัจจุบันแตกต่างจากบรรพบุรุษ ที่สำคัญคนในยุคนี้ล้วนมีลักษณะที่เหมือนกัน เพราะนิยมการเสริมความงามตามกระแสมากกว่าความจำเป็น
ไม่เพียงแค่ iPhone face เท่านั้นที่ได้บ่งบอกถึงกระแสสังคมในปัจจุบัน อีกสิ่งหนึ่งที่น่าจะกลายเป็นปัญหาในอนาคตอันใกล้คือ การใช้ภาษาเขียนและภาษาแปลจาก AI จนกลายเป็นเรื่องปกติ อย่างผู้เขียนเองนั่งฟังข่าวทางสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง แล้วให้สะดุ้ง เมื่อผู้ประกาศอ่านข่าวที่มีสำนวนอันเชื่อได้ว่ามาจากการแปลด้วย AI กับประโยคที่ว่า “สหรัฐฯ เคยเป็นประเทศที่นิ่งมาก่อน ตอนนี้กลับกลายเป็นประเทศที่เร่าร้อนขึ้นมา” คนอื่นฟังแล้วอาจเฉย ๆ แต่ผู้เขียนฟังแล้วได้แต่ส่ายหัว เพราะสำนวนเช่นนี้คือการแปลผ่าน AI โดยไม่มีการขัดเกลา เพราะถ้าเป็นสำนวนการแปลของคนแปลข่าวต่างประเทศ ประโยคนี้ต้องถูกแปลโดยดูบริบทของเนื้อหาทั้งหมด มิใช่แปลตรงตัวแบบที่ได้ยิน
เหมือนกับบทความที่ใช้ ChatGPT เขียนส่วนใหญ่จะมีภาษาที่คนมีอาชีพเป็นนักเขียนหรือบรรณาธิการ มักจะจับได้ เพราะเนื้อหาจะใช้คำซ้ำเดิม หรือคำที่มีความหมายฟุ่มเฟือยเกินไป ซึ่งนักเขียนโดยทั่วไปไม่ใช้กัน
งานเขียนแบบ AI ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากใบหน้าแบบ iPhone face เพราะไม่มีอัตลักษณ์ของตนเอง ไม่มีอะไรให้จดจำ สุดท้ายงานเขียนหรือนักแสดงที่มีความงามแบบ iPhone face จะฝ่อตัว และถูกลบเลือนไปจากความทรงจำของผู้คนอย่างง่ายดาย…เหมือนกับว่าประวัติศาสตร์ในช่วงนี้จะถูกลบเลือนออกจากความทรงจำของมนุษยชาติ เพราะคนดันให้ค่า “ปัญญาประดิษฐ์” มากกว่า “มันสมอง” ของตนเอง
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า










![Pump Speed by Idemitsu : [UNCUT] “อองตวน ปินโต” นักมวย สู่ นักแข่งรถ?](https://tonkit360.com/wp-content/uploads/2026/03/PUMP-SPEED-EP211-uncut-218x150.jpg)


















