อาจจะพูดได้ว่าเปิดตัวมาไม่ค่อยสมกับที่รอและคาดหวังสักเท่าไรนัก สำหรับซีรีส์ไทยพล็อตแปลกที่เคยสร้างตำนานไว้เมื่อหลายปีก่อน เด็กใหม่ The Reset (Girl from Nowhere: The Reset) การที่วันนี้มันถูกนำกลับมาสร้างใหม่ และนำมาลงจอเรียกคืนความสะใจให้กับคนดูในชื่อเรื่องเดิมที่เคยขายได้ เป็นที่รู้จักระดับนานาชาติ ถึงขนาดที่ญี่ปุ่นซื้อลิขสิทธิ์ไปทำใหม่เป็นเวอร์ชันญี่ปุ่น รวมถึงชื่อตัวละครเดิมที่คนดูติดภาพจำจนเอาขึ้นหิ้งไปแล้ว มันยิ่งทำให้เกิดความคาดหวังและการเปรียบเทียบที่ค่อนข้างรุนแรง เมื่อมันไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง และไม่สมกับการรอคอยนานถึง 5 ปี แต่ก็เอาเถอะประเด็นนั้นมันนานาจิตตัง คอลัมน์นี้จะไม่วิจารณ์อะไรหนัก ๆ ไปที่ตัวนักแสดงละกัน เพราะเราเน้นคุยซีรีส์กัน (หลัก ๆ คือไม่ได้รู้สึกว่าเธอแสดงแย่ขนาดที่เป็นปัญหา มันดูได้ แค่เธอยังทำไม่ถึง)
เด็กใหม่ The Reset (Girl from Nowhere: The Reset) ไม่ใช่ภาคต่อของ 2 ภาคที่ผ่านมา แต่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในจักรวาลใหม่ โดยยังคงเล่าเรื่องราวของเด็กสาวม.ปลายลึกลับ “แนนโนะ” สำหรับแนนโนะคนใหม่ มีเอกลักษณ์คือผมยาวแสกหน้า และมีแนวไรผมที่หน้าผากเป็นรูปหัวใจ เธอยังย้ายเข้าไปเรียนตามโรงเรียนต่าง ๆ หลายแห่งในฐานะ “เด็กใหม่” บทบาทของเธอก็ยังเหมือนเดิม คือตีแผ่เบื้องหลังที่เลวร้ายในโรงเรียน และความล้มเหลวทางศีลธรรมของทั้งนักเรียน บุคลากร ยันครูบาอาจารย์ จากนั้นก็ไล่ลงโทษให้สาสมกับผลกรรมที่ทำไว้ ซึ่งวิธีที่เธอถนัดก็คือการปั่นหัวและยั่วยวนกิเลสของคน โดยเธอแทบจะไม่ลงมือทำร้ายอะไรใครด้วยตัวเองเลย

อ้อ! ถ้าเอาตามหลักภาษาที่ถูกต้อง “แนนโนะ” จริง ๆ ต้องสะกดแบบนี้นะ ในคอลัมน์นี้จะใช้แบบนี้ แต่ถ้าอยากได้อรรถรส ก็ “แนนโน๊ะ” ไป ไม่ว่ากัน!
มนุษย์ ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่คาดเดายาก คนที่ได้รับความรุนแรง จะส่งต่อความรุนแรงให้กับคนอื่น และคนอื่น ก็จะส่งความรุนแรงนั้นต่อไป
บอกตรง ๆ นะว่าตอนที่เปิดอีพีแรกใน Netflix แล้วเจอแบบนี้ มันชวนหืมมม! อยู่หน่อย ๆ ไม่ใช่ว่าโลกสวยหรืออะไร แค่ไม่ชินกับการเห็นฉากบูลลี่ในโรงเรียนที่รุนแรงขนาดนี้ในซีรีส์ไทย ที่เคยเห็นส่วนใหญ่จะเป็นซีรีส์เกาหลีมากกว่า (ก็เพราะว่าแกไม่ค่อยดูซีรีส์ไทยไงสาว!) ทว่าพอย้อนกลับไปที่จุดตั้งต้นว่ามันคือซีรีส์ในจักรวาล เด็กใหม่ ที่ต้องมาพร้อมกับตัวละคร “แนนโนะ” ถึงได้เริ่มตั้งสติได้ว่ามันน่าจะธรรมดาแหละ ถ้าเหตุการณ์ไม่เลวร้ายเบอร์นี้ ก็ไม่น่าจะเรียกแนนโนะออกมาร่วมสนุกได้ ที่สำคัญ พอเห็นว่าเขาแยกฉายเป็นสองเวอร์ชัน คือเวอร์ชันที่ใช้ออกอากาศทางโทรทัศน์ ซึ่งจะมีการตัดต่อลดทอนความรุนแรงลงแล้ว กับเวอร์ชันเต็มแบบ Uncut ที่ลงให้รับชมผ่านแอปฯ สตรีมมิ่ง OneD และ Netflix เลยพอเข้าใจได้ว่าทำไมถึงใส่ฉากที่รังแกกันรุนแรงขนาดนี้ได้ในซีรีส์ไทย

เมื่อพูดถึงความรุนแรง เสียงความคิดของแนนโนะในช่วงท้าย ๆ อีพีที่ 1 ช่วงที่เธอเข้ามาเป็นเด็กใหม่ในห้องเรียน และเปลี่ยนบทบาทของ “จอม” เด็กหนุ่มขี้บูลลี่ จากผู้กระทำให้กลายเป็นเหยื่อนั้น มันก็ชวนให้คิดอยู่ไม่น้อย เธอบอกว่า “มนุษย์…ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่คาดเดายาก คนที่ได้รับความรุนแรง จะส่งต่อความรุนแรงให้กับคนอื่น และคนอื่น…ก็จะส่งความรุนแรงนั้นต่อไป” จากข้อความนี้ มันสะท้อนภาพของ “วงจรความรุนแรง” ได้อย่างชัดเจนเลยว่า ความรุนแรงเป็นโรคติดต่ออย่างหนึ่ง หลายครั้งไม่ได้เกิดขึ้นมาเองแบบสุ่ม ๆ แต่มันถ่ายทอดกันได้เหมือนมรดกทางอารมณ์ อย่างที่ในซีรีส์ได้เฉลยไว้ (แบบที่ตื้นเขินเกินไปนิด แม้ว่าจะพอเดาได้อยู่แล้ว) ว่าตัวละครจอมไปเอานิสัยใช้ความรุนแรงมาจากไหน และเหตุผลทางจิตวิทยาที่จอมใช้ความรุนแรงกับ “สกาย”

ในทางจิตวิทยาและสังคมวิทยา เรามักจะเห็นปรากฏการณ์ที่ความเจ็บปวดจากการเป็นเหยื่อความรุนแรงของคนคนหนึ่ง ถูกแปรรูปเป็นพฤติกรรมความรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง และมันก็จะถูกส่งต่อไปเหมือนเชื้อไวรัส ความรุนแรงจึงไม่ค่อยหายไปได้เอง มันแค่เปลี่ยนมือจากเหยื่อ กลายเป็นผู้กระทำ แล้วส่งต่อไปยังเหยื่อคนถัดไป พูดง่าย ๆ ก็คือ คนที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่มีการใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาหรือแสดงอำนาจ ก็มีแนวโน้มและโอกาสที่จะใช้ความรุนแรงได้มากขึ้น ก็เขาเจอมาแบบนั้น เขาจึงเรียนรู้ว่านั่นคือวิธีที่แก้ปัญหาได้จริง ในอีกกรณี มันคือการสะสมความโกรธ ความเจ็บปวด จากการที่ตนเองเคยอยู่ในสถานะที่ไม่สามารถโต้ตอบต้นเหตุของความรุนแรงได้ จึงไประบายออกกับคนที่อ่อนแอกว่า เพื่อทวงคืนความรู้สึกที่ว่าตนเองยังมีอำนาจที่จะควบคุมอะไรได้บ้าง

จริง ๆ ประเด็นนี้จึงไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร ส่วนใหญ่ซีรีส์หรือละครที่เล่นประเด็นความรุนแรงของตัวละครที่ขี้บูลลี่คนอื่น พื้นหลังของตัวละครที่ใช้ความรุนแรงก็จะมีสาเหตุประมาณนี้อยู่แล้ว จะสื่อสารให้คนดูเห็นที่มาที่ไปของพฤติกรรมความรุนแรงของตัวละครนั้น ๆ คล้าย ๆ กันทุกเรื่อง ทว่าความน่าสนใจอาจแตกต่างกันไป อย่างไรก็ดี เรารู้สึกว่าซีรีส์เรื่องนี้เล่ามันออกมาธรรมดาไป จนรู้สึกเหมือนถูกยัดเยียดสูตรสำเร็จยังไงไม่รู้ ทั้งเรื่องปมของจอม และเรื่องกรรมใดใครก่อกรรมนั้นคืนสนอง คาดหวังสูงเหรอ ก็ใช่! ด้วยความที่มันมีชื่อของซีรีส์ที่เป็นตำนานขึ้นหิ้งไปแล้ว ไหนจะขายชื่อแนนโนะอีก มันก็เกิดความคาดหวัง แต่พอบทมันเล่าออกมาธรรมดา ในเรื่องใช้ความรุนแรงหนักมาก แต่ตรรกะแลดูอิหยังวะไปหน่อย ความรู้สึกเหมือนดูละครคุณธรรม ฟ้ามีตา บันทึกกรรม อะไรเทือก ๆ นั้น

สิ่งเดียวที่น่าสนใจในอีพีแรก คือการที่ตัวละครสกายทำเรื่องท้าทายความเชื่อในหัวของแนนโนะ เธอเชื่อว่ามนุษย์ที่ได้รับความรุนแรงจะส่งต่อความรุนแรง ทว่าสกายกลับปฏิเสธที่จะจัดการกับจอมอย่างถึงที่สุด เขาเลือกที่จะหยุดวงจรนี้แทนที่จะส่งต่อ และให้อภัย ตรงนี้มันอาจทำให้สกายดูเป็นคนดีแบบไม่สมเหตุสมผล แต่ในทางจิตวิทยามีคำอธิบาย คืองี้…บางคนได้รับความรุนแรงมาอย่างหนักหน่วง แต่เลือกที่จะใช้ความเจ็บปวดนั้นเป็นบทเรียนเพื่อที่จะไม่ส่งต่อให้ใครอีก แม้แต่กับคนที่รังแกตัวเอง ด้วยเหตุผลที่ว่า “ฉันรู้ว่ามันเจ็บแค่ไหน ฉันจะไม่ทำกับใคร” นี่คือความคาดเดาไม่ได้ของมนุษย์ที่เพี้ยนไปจากความเชื่อแนนโนะ มนุษย์ไม่ใช่แค่ผลผลิตของอดีต แต่ยังมีการตัดสินใจเป็นของตัวเอง สำหรับสกายเหตุผลมันง่าย ๆ แค่ “ไม่อยากเป็นคนแบบที่ตัวเองเกลียด” สิ่งนี้ทำให้แนนโนะประหลาดใจ
เราทุกคนต่างมีสิ่งที่เรียกว่า “ไม้บรรทัดล่องหน” อยู่ในมือ แล้วเราก็ใช้มันเพื่อตัดสิน ใช้วัดค่าคนอื่น ว่าแต่…คนที่โดนฟาดหนักที่สุด จะเป็นใครกันแน่นะ
สำหรับเรา อีพีที่ 2 ค่อนข้างน่าผิดหวัง ทั้งที่ประเด็นที่ประเด็นแอบถ่ายในโรงเรียนมันดูน่าสนใจมาก ๆ แล้วในตอนนี้ มันก็มีคนที่สมควรถูกแนนโนะลงโทษอยู่ประมาณ 4 คน คือแก๊งแอบถ่าย 3 หน่อ และตัวครูใหญ่ที่เพิกเฉยเก่งกับเรื่องแอบถ่ายใต้กระโปรงนักเรียนหญิงที่เกิดขึ้นในโรงเรียนทั้งที่ตัวเองก็เป็นผู้หญิง แต่ดันแคร์ชื่อเสียงโรงเรียนมากกว่าเหตุอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่เด็กนักเรียนควรจะปลอดภัย และได้รับการปกป้องมากกว่านี้ แถมยังบอกกับเด็ก ๆ ว่าพวกเธอก็ต้องดูแลตัวเองสิ! ใส่กระโปรงให้มันยาว ๆ หน่อย หืมมม! คือถ้าบทมันดี เขียนให้มีชั้นเชิง ไม่เดาง่ายขนาดนี้ และไม่มีฉาก tie-in สินค้าแบบไม่เนียนจนดูตลก มันจะทำให้รู้สึกสะใจกับแก๊ง 3 หน่อและตัวครูใหญ่ได้ดีกว่าที่ทำออกมาเยอะเลย

เอาเป็นว่าข้ามไปที่อีพี 3 เลยละกันดูมีลูกเล่นขึ้น แถมการเอาประเด็นการสร้างแอ็กฯ หลุม-บัญชีผีขึ้นมาไว้ตามด่าคนอื่นด้วยความอิจฉา มันก็เข้ากับยุคสมัยและเข้าถึงได้ง่ายกับทุกคนด้วย บทดีขึ้นจากอีพีที่ 2 และประเด็น “ไม้บรรทัดล่องหน” ที่เอาไว้ใช้พิพากษาคนอื่นบนโลกออนไลน์นี่ก็น่าสนใจ มันสะท้อนความประสาทแดกของชาวเน็ตสมัยนี้ได้ดีเลย เอะอะก็เป็นประเด็น พึงพอใจกับการสร้างสังคมอุดมดราม่าสุด ๆ แล้วบางเรื่องนะขี้หมูราขี้หมาแห้งมาก ๆ พอมีข่าวขึ้นมาว่าเป็นประเด็น เป็นดราม่าใหญ่โต มันชวนหัวอะ เหมือนชีวิตว่างกันจัด ๆ เนอะ ไม่ทำมาหากินอะไรเลย จ้องจับผิดคนอื่นตลอดเวลา เอาไม้บรรทัดตัวเองไปไล่เทียบคนอื่นไปทั่ว ฉอดไปเรื่อยว่าต้องแบบนั้นสิต้องแบบนี้สิ ด่านั่นด่านี่สนุกปากมาก แต่แอ็กเคานต์ตัวเองนี่ไม่เปิดหน้าจริงชื่อจริง เออ…เริ่ด!

ทุกวันนี้ ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกบนโลกออนไลน์ เราจะเห็นมนุษย์นามสมติว่าชาวเน็ตไม่พอใจกับทุกสิ่งอย่างบนโลก ใด ๆ ในโลกล้วนดราม่า จากนั้นก็เริ่มแขวน เอาทัวร์ไปลง แล้วสังคมชาวเน็ตมันเป็นสังคมที่ใช้คีย์บอร์ดกับหน้าจออะ มันไม่จำเป็นต้องเปิดหน้าไง มันเลยขับเคลื่อนพฤติกรรมพวกมากลากไปแบบไม่ค่อยใช้สมองได้ง่ายมาก เฮไหนเฮนั่นเอาสนุก ทีนี้ก็มีคนไปรุมด่าเป็นร้อยเป็นพัน แต่อย่าลืมว่ามนุษย์ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่รองรับอารมณ์คนอื่นเป็นอย่างเดียว มันสู้คน แล้วในสังคมก็มีอาวุธที่เรียกว่ากฎหมายอยู่ (ถึงมันจะดูไม่ค่อยศักดิ์สิทธิ์เท่าไรในประเทศนี้ก็เถอะ) ถ้าคนที่โดนแขวนเขาเกิดจะเอาผิดตามกฎหมายกับพวกขี้อิจฉาที่ตามด่าเก่งขึ้นมา พรรคพวกที่เคยเป็นกองหนุนอยู่นี่เอาตัวรอดแบบตัดหางปล่อยวัดเลยนะ เดียวดายหน้าบัลลังก์ไปเลย แฟร์ไหมล่ะ! ด่าด้วยกัน โดนคนเดียว 555
ทว่าความน่าสนใจกว่า ก็คือคำถามที่ว่า “ใครกันแน่นะที่จะโดนฟาดหนักที่สุด” อย่างเรื่องราวในอีพีที่ 3 นี้ต้องบอกว่า การที่ใครสักคนเอาไม้บรรทัดในมือไปไล่ตัดสินคนอื่น บางทีการตัดสินนั้นมันจะย้อนกลับมาทำร้ายใครบางคนเสมอ และนั่นอาจเป็นคนที่ถือไม้บรรทัดเอง ก่อนอื่นต้องตีความเชิงอุปมาของไม้บรรทัดก่อนว่ามันคืออะไรได้บ้าง มันอาจจะเป็นมาตรฐานทางสังคม เป็นอคติส่วนตัว (ในซีรีส์คืออันนี้) เป็นค่านิยมบางอย่างที่ถูกปลูกฝังมา หรืออาจเป็นความคาดหวังต่อตัวเองและผู้อื่นก็ได้ ในภาพรวมก็คือ เครื่องมือทางจิตใจที่มนุษย์คนหนึ่งใช้ตัดสินคนอื่นนั่นเอง

จะเห็นว่าเมื่อเราใช้อคติหรือความอิจฉาเป็นไม้บรรทัด มาตรวัดของเราจะบิดเบี้ยวทันที เราจะเริ่มมองเห็นความสำเร็จของคนอื่นเกินจริง และมองเห็นความพยายามของตัวเองน้อยเกินไป มันจะตอกย้ำซ้ำ ๆ ว่าชีวิตคนอื่นโคตรง่ายหรือเราทำดีแค่ไหนก็ยังไม่พอ ทำให้เราไม่สามารถประเมินศักยภาพหรือความก้าวหน้าของตัวเองตามความเป็นจริงได้เลย ไหนจะเริ่มทำเรื่องที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อหาทางเอาชนะให้ได้ในสักเรื่อง ที่สำคัญ ความอิจฉาแบบนี้มันบังคับให้คนถือไม้บรรทัดต้องจับจ้องเป้าหมายอยู่ตลอดเวลา เพื่อจะวัดว่าเขาไปถึงไหนแล้ว กลายเป็นคุกที่ขังเราไว้ แถมทุกครั้งที่ยกไม้บรรทัดขึ้นมาวัดความสุขหรือความสำเร็จของคนอื่น มันจะย้อนกลับมาฟาดที่ความมั่นใจของเราเองอีกต่างหาก เราจึงไม่รู้เลยว่าไม้บรรทัดวัดคนอื่นที่เราสร้างขึ้นมา เราก็ใช้มันกดทับตัวเองไว้ตลอดเวลา

แล้วทีนี้ใครล่ะที่จะโดนฟาดหนักสุด ถ้าอิงตามในซีรีส์ มันก็คือคนที่ถือไม้บรรทัดนั่นแหละ เริ่มตัวละคร “ฮ่องเต้” ที่เป็นคนเงียบ ๆ ดูไม่ค่อยมีใครคบ เปิดช่องในยูทูบที่เล่าเรื่องราวที่ตัวเองสนใจ (อนุมานว่าเบสบอล เพราะในเรื่องมีไม้เบสบอลถูกขีดเส้นเป็นไม้บรรทัด และเจ้าตัวบอกว่าจะไปโคชิเอ็ง) รู้สึกอิจฉาเพื่อนร่วมห้องอย่าง “เจมี่” ที่เป็นอินฟลูเอนเซอร์เปิดช่องเลี้ยงน้องหมา และมักจะไลฟ์ให้คนดูได้เห็นความน่ารักของน้องหมาอยู่บ่อย ๆ บวกกับบุคลิกขี้เล่น เป็นมิตร ยอดฟอลถึงพุ่งเอา ๆ กลายเป็นคนดัง พอเจอช่องโหว่ (ที่แนนโนะเปิดไว้) ฮ่องเต้ก็หลงกลงับทันที หาเรื่องตามด่าเจมี่ต่าง ๆ นานา เริ่มเอาทัวร์ไปลง และตัวเองก็มีพวกเยอะขึ้นด้วย จนรู้สึกสนุกกับสิ่งที่ทำอยู่ ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นว่ามีคนสนใจเจมี่มากขึ้น และเจมี่จะไม่ยอมเป็นเหยื่ออีกต่อไปด้วย สุดท้าย…ก็ตามที่คาดเดาเลย
สำหรับเรานะ เด็กใหม่ The Reset (Girl from Nowhere: The Reset) ยังคงเป็นซีรีส์ที่มีคอนเซ็ปต์ในการนำเสนอเรื่องราวที่ดีมาก ๆ ซึ่งถ้าดูแบบเอาสะใจ ไม่สนบท ไม่สนการแสดงของนักแสดงหลัก มันก็ดูได้ไม่ถึงกับแย่ และเราเองก็ไม่มีปัญหาอะไรกับตัวนักแสดงด้วย แม้ว่าจะคิดเหมือนคนอื่น ๆ ว่าเธออาจจะยังทำไม่ถึงความเป็นแนนโนะ อินเนอร์ยังเอาบทนิ่ง ๆ แต่ร้ายลึกแบบคนจอมปั่นของแนนโนะไม่อยู่ ดูไร้พลัง ที่สำคัญคือไม่ธรรมชาติ เป็นการแสดงที่ดูเหมือนแสดงตลอดเวลา ทว่าส่วนตัวไม่ได้หงุดหงิดตรงนั้นเท่ากับบท ประเด็นและเนื้อหามันดี แต่ทำออกมาแล้วมันดูไม่น่าสนใจเท่าที่ควร บางส่วนรู้สึกถึงความไร้รสนิยมและดูเชยเกินไป
เพราะทุกอย่างมันขัดกับภาพจำของ เด็กใหม่ ที่ผ่านมา 2 ภาคอย่างสิ้นเชิง ถึงจะไม่ใช่ภาคต่อ และเป็นการตีความใหม่จากต้นฉบับ แต่พอเอาชื่อมาใช้ ก็ต้องยอมรับว่าคนดูเขาจะต้องคาดหวังสูง ยิ่งที่ผ่านมาของเก่าเขาทำไว้ดี บาร์มันสูง ทั้งเนื้อเรื่องที่สนุก มีชั้นเชิง ชวนลุ้น ยากต่อการเดา และมีหักมุม แถมตัวนักแสดงคนเก่าอย่าง “คิตตี้ ชิชา” ก็ทำเอาไว้ดีมาก ๆ กับความเป็นแนนโนะ ที่ไม่ต้องขยับตัวอะไรมากมาย มันก็ดูมีของ มีออร่าของความเป็นปีศาจแผ่ออกมา ซึ่ง “เบคกี้ รีเบคก้า” (ย้ำว่าสำหรับเรานะ) ไม่ได้แย่ แค่ยังไปไม่ถึงจริง ๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะพัฒนาไม่ได้ ถึงกับซีรีส์เรื่องนี้จะไม่ทันแล้วก็ตาม นาทีนี้ก็ได้แต่บอกว่า ฉันเอาใจช่วยนะแนนโนะ! 😈











![Pump Speed by Idemitsu : [UNCUT] “อองตวน ปินโต” นักมวย สู่ นักแข่งรถ?](https://tonkit360.com/wp-content/uploads/2026/03/PUMP-SPEED-EP211-uncut-218x150.jpg)

















