เราไม่จำเป็นต้องมีความคิดเห็นกับทุกเรื่องบนโลกใบนี้ก็ได้

เมื่อวานนี้เพื่อนรุ่นน้องในโลกทวิตภพของผู้เขียน รีทวีตข้อความของศาสตราจารย์ท่านหนึ่งที่เคยกล่าวเอาไว้ว่า “คุณรู้ไหม มันเป็นเรื่องไม่ผิดเลยนะถ้าคุณจะพูดว่า “ฉันไม่มีความรู้เพียงพอที่จะแสดงความคิดเห็นเรื่องดังกล่าว”” พอเห็นแล้วต้องร้องเลยว่า “ใช่ค่ะ ใช่จริง ๆ” เพราะทุกวันนี้เราอยู่ในโลกที่ทุกคนมีความเห็นในทุกเรื่อง ทั้งจากผู้ที่มีความรู้อยู่จริง ผู้ที่มีความรู้อยู่บ้าง ผู้ที่มีความรู้แบบงู ๆ ปลา ๆ หรือผู้ที่ไม่มีความรู้เลยแต่ขอให้ได้แสดงความคิดเห็นไว้ก่อน

ในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว เราจะเห็นโลกโซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน ความคิดเห็นจากผู้รู้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแพทย์หรือนักวิชาการนั้นไม่ค่อยถูกแชร์ต่อออกไปสักเท่าไร เพราะข้อมูลที่จริงจังมากเกินไป แต่ข้อมูลที่ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงกลับถูกแชร์ออกไปมากกว่า เพราะข้อความหลายอย่างตรงกับใจผู้ที่แชร์ ยิ่งในสถานการณ์ฝุ่นตลบเช่นในปัจจุบัน การแชร์ข้อมูลเฟกนิวส์มากเท่าไร ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่เชื่อมั่นหรือกลัวการจัดการของภาครัฐมากขึ้นเท่านั้น

การสร้างความเชื่อมั่น คือสิ่งที่ภาครัฐต้องหาทางจัดการเอาเอง แต่สำหรับเราท่านที่ยังคงใช้โซเชียลมีเดียเพื่อการติดต่อ เพื่อทำงาน หรือเพื่อความบันเทิงส่วนตัว สิ่งสำคัญในเวลานี้ไม่ใช่การ “รีบเชื่อ” “รีบแชร์” หรือแสดงความคิดเห็นต่อทุกเรื่องบนโลกใบนี้โดยใช้อารมณ์ ดังเช่นที่ข้อความของศาสตราจารย์ที่ทวีตเอาไว้นั่นล่ะค่ะ “ไม่ใช่เรื่องผิดเลยถ้าคุณจะไม่แสดงความคิดเห็น ถ้าคุณไม่มีความรู้อย่างแท้จริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว”

ถึงบรรทัดนี้คงมีคำถามดังแหวกอากาศแทรกเข้ามาว่า “ทำไมจะแสดงความคิดเห็นไม่ได้ มันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง” คำตอบคือ “คุณแสดงความคิดเห็นได้ ถ้าไม่กระทบต่อบุคคลที่สาม แสดงความคิดเห็นโดยตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ที่ไม่ได้ใช้ความรู้สึกของตนเองมโนขึ้นมา” แต่ทุกวันนี้กลายเป็นการแสดงความคิดเห็นจากตรรกะส่วนตัว ความเชื่อส่วนตัวและชักชวนให้คนอื่นเชื่อตาม พยายามจะทำให้ความเชื่อของตนเองกลายเป็นจริงผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า โซเชียลมีเดีย และแน่นอนว่าการอ่านบนโลกโซเชียลนั้นเป็นลักษณะการอ่านอย่างหยาบ ๆ ทำให้หลายคนมองไม่เห็นข้อความสำคัญที่จะสื่อ

ยกตัวอย่างที่ผู้เขียนได้พบเห็นมากับตัวเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ ร้านอาหารร้านหนึ่ง ในภาวะการณ์ที่ทุกคนยังต้องซื้ออาหารกลับบ้าน ก็มีคุณลุงท่านหนึ่งเดินเข้ามาสั่งอาหาร พร้อมกับสอบถามพนักงานด้วยเสียงอันดังว่า “ทำไมยังนั่งกินไม่ได้ รัฐบาลเขาประกาศเมื่อเช้าแล้วนะว่าให้นั่งกินในร้านได้ 25 เปอร์เซ็นต์” (เหตุเกิดวันเสาร์ที่ 15 พ.ค. 64) พนักงานในร้านแจ้งคุณลุงท่านดังกล่าวด้วยความสุภาพว่า “ทางร้านยังไม่ได้รับแจ้งจากสำนักงานค่ะ” คุณลุงท่านดังกล่าวก็พยายามจะให้ข้อมูลด้วยการกล่าวว่า “รัฐบาลเขาประกาศเมื่อเช้านะ นี่ไม่รู้เหรอ” พูดจบแล้ว คุณลุงก็เดินออกจากร้านไป…คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้คะ

การรับข่าวสารของคนในปัจจุบัน กับการแสดงความคิดเห็นของตนเองในที่สาธารณะ ดูจะเป็นสองเรื่องที่สวนทางกัน เหตุการณ์ของคุณลุงที่ได้เล่าในด้านบนคงไม่เกิดขึ้น ถ้าคุณลุงจะมีความรู้ว่า “ข่าวที่สื่อนำเสนอเป็นข่าวที่เสนอตามข้อมูลที่นักข่าวได้รับ หากแต่ในรายละเอียดนั้นต้องรอให้มีการประกาศอย่างเป็นทางการโดยลงในราชกิจจานุเบกษา ถึงจะปฏิบัติตามได้” นั่นคือความเป็นจริงในรายละเอียดที่หลายคนซึ่งรับข่าวสารในปัจจุบันมักจะเลือกอ่านเฉพาะสิ่งที่ตนเองอยากอ่าน ได้ยินเฉพาะสิ่งที่ตนเองได้ยิน จนทำให้ลืมใจความสำคัญ หรือตั้งข้อสังเกตส่วนตัว

ยิ่งในโลกออนไลน์ที่หลายคนคิดว่าตนเองไม่ได้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริง ใช้แอคเคาท์อวตาร แล้วจะแสดงความคิดเห็นแบบไหนก็ได้ หยาบแค่ไหนก็ได้ หรือทำร้ายคนอื่นมากเพียงใดก็ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วทุกครั้งที่คุณเข้าสู่โลกออนไลน์ คุณจะทิ้ง ‘Digital footprint หรือรอยเท้าดิจิทัล’ เอาไว้เสมอ และไม่ได้ยากเลยต่อการตามตัวตนที่แท้จริง ดังนั้นการแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์นั้น หากคุณพลาดขึ้นมา ไม่เพียงดราม่าอย่างเดียวที่พึงบังเกิด แต่การถูกดำเนินคดีตามกฎหมายก็จะปรากฏออกมาเช่นกัน

เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว เวลาจะแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องใดบนโลกใบนี้ โดยใช้พื้นที่ของคุณบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะแพลตฟอร์มไหน พึงถามตนเองทุกครั้งว่ามีความรู้เรื่องดังกล่าวดีแค่ไหน และถ้าเราไม่แสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ เราจะได้รับผลกระทบอะไรไหม ถ้าไม่ ก็หยุดพิมพ์เสีย เพราะนอกจากจะสร้างความเสี่ยงให้คุณแล้ว คุณกำลังจะสร้างความเข้าใจผิดให้กับเพื่อนร่วมสังคม และด้วยโลกที่เชื่อมต่อกันก็จะทำให้ความเข้าใจผิดดังกล่าว ก็จะกระจายเป็นวงกว้างในเวลาไม่นาน

ในเวลานี้ผู้เขียนเองเชื่อว่าถ้าเราแสดงความคิดเห็นให้น้อยลง ลงมือปฏิบัติจริงและให้ความร่วมมือกันให้มากขึ้น ดราม่าในสังคมจะน้อยลง Toxic อันเกิดจากการใช้ข้อความ เสียดสีกันไปมา ก็จะปรากฏน้อยลง หากทั้งหมดนี้เป็นจริง สังคมในโลกออนไลน์หรือสังคมในโลกของความจริงก็จะน่าอยู่มากยิ่งขึ้น

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ