ย้อนไปราว ๆ 15-20 ปีก่อน เราอาจจะคุ้นหูกับเน็ตไอดอล พริตตี้ หรือ Influencer แน่นอนว่าในยุคนั้นกับยุคนี้ ทั้งสามยังมีความหมายเหมือนเดิม แต่ที่เราสัมผัสได้ในเวลานี้ก็คือ มิติในการมีตัวตนของคนกลุ่มนี้มันแตกต่างออกไป มันกว้างมากขึ้น และลดสิ่งที่เรียกว่า Beauty Standard ลง
เมื่อก่อน ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม การขายหน้าตามักจะมาเป็นอันดับแรก จนทำให้เป็นภาพจำและกลายเป็นมาตรฐานความงามขึ้นมา มาตรฐานที่มองว่าผู้หญิงที่สวยจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้หนึ่งสองสามสี่ ลิสต์ออกมาเป็นหน้ากระดาษว่า “คนสวยจะต้อง…” ถ้าไม่ใช่แบบในลิสต์นั้นก็เท่ากับไม่สวย และไม่มีที่ยืนในสังคมที่มีบรรทัดฐานแบบนั้น แล้วยังเที่ยวไปบูลลี่คนอื่นที่ตรงตามมาตรฐานนั้น ดำบ้าง อ้วนบ้าง ขาใหญ่ หน้าเขรอะ ทั้งที่ในโลกความเป็นจริง จะมีผู้หญิง (หรือผู้ชาย) ที่ตรงตามลิสต์มาตรฐานความงามแบบนั้นสักกี่คน
ปัญหาการบูลลี่ นำมาซึ่งความขาดความมั่นใจในตัวเอง หลายคนหาทางออกด้วยการทำศัลยกรรม ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไรเลย ตัวของเขา เงินของเขา ถ้าเขาปรารถนาจะทำให้มันก็เรื่องของเขา แค่ทำมาแล้วภูมิใจก็พอแล้ว แต่…ก็ยังไม่วาย มีคนตามไปขุดภาพเก่า แล้วบูลลี่ทับว่าสวยเพราะศัลยกรรม ทำให้งงแล้วงงอีก ว่าตกลงต้องยังไง ทีแรกว่าไม่สวย พอเขาไปทำมาสวย ก็ว่าว่าสวยเพราะศัลยกรรมอีก ตกลงจะเอายังไง ต้องสวยแต่เกิดอย่างเดียวเท่านั้นเหรอ?
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีหลายคนที่ชอบแซะคนที่เป็นแฟนคลับของศิลปิน ที่ไปกล่าวหาว่าเขาทำศัลยกรรม โดยบอกว่าก็ชอบแต่คนน่าตาดีเหมือนกัน แต่ทำมาเป็นเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรฐานความงาม ก่อนอื่นต้องดึงสติก่อน เพราะนั่นเขาก็ชอบแบบชื่นชมหลงใหล ชีวิตจริงไม่จำเป็นที่เขาจะต้องเลือกคบกับคนแบบนั้นก็ได้ หรือต่อให้เขาจะหาคบแต่คนแบบนั้น (แต่หาไม่เจอ) เลยตั้งใจจะอยู่เป็นโสด ก็เรื่องของเขาอีก ถ้าความโสดของเขาไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน
แต่ทุกวันนี้โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว รูปร่างหน้าตาอาจจะยังเป็นมาตรฐานที่ใครต่อใครใช้ตัดสินคนอื่นก็จริง แต่คนส่วนใหญ่ตระหนักถึงปัญหาการบูลลี่ผู้อื่นมากขึ้น หลายต่อหลายครั้งที่มีคนพยายามออกมาปกป้องเหยื่อที่ตกเป็นขี้ปากคนอื่น เพียงเพราะรูปลักษณ์เขาไม่ตรงตามมาตรฐานความงาม ยิ่งถ้าเขาคนนั้น “มีชื่อเสียง” ด้วยแล้ว มักจะตามมาด้วยคอมเมนต์ประมาณว่า
- หน้าตาแย่มาก ดังได้ไง
- เฮ้ย! นี่มันตัวอะไรเนี่ย
- โอ้โห! ไม่เจียมตัวเลยเนอะ หน้าตาอย่างนี้ยังกล้าทำอะไรแบบนี้เหรอ น่าเกลียดชะมัด อุบาทว์
- ดำอะไรแบบนี้เนี่ย ไม่เห็นสวย กรรมการตาต่ำมากที่ให้ตำแหน่ง
- เดี๋ยวนี้สังคมให้ค่ากับคนหน้าตาแบบนี้เนี่ยนะ
แต่ละคอมเมนต์แสดงออกมาชัดเจนว่ามาตรฐานทัศนคติและจิตใจของคนเหล่านั้นเป็นเช่นไร แต่ก็ป่วยการที่จะพูดหรือให้ความรู้ เพราะน่าจะไม่รับ บางคนถือว่าตัวเองมีเหนือกว่าคนอื่น ถึงได้กล้าเหยียด แต่สิ่งที่ไม่มีกลับเป็น “มารยาท” คำถามคือ ทำไมเราถึงชอบไปยุ่งกับเรื่องของคนอื่น? ไม่ชอบ ไม่พอใจ ไม่ถูกใจ ก็แค่พูดในใจ ไม่จำเป็นต้องไปแสดงคุณภาพจิตใจให้คนอื่นเขารู้ว่าเป็นคนอย่างไร รวมถึงชอบหาไปสร้างบาดแผลในใจใครเขา
แต่ในเมื่อเราแก้มารยาทคนแบบนั้นไม่ได้ ก็คงต้องมาเปลี่ยนมุมมองตัวเอง ทุกวันนี้มี Influencer ที่มีชื่อเสียงโด่งดังได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งมาตรฐานความงามแบบที่เรียกว่า Beauty Standard อยู่มากมาย พวกเขาไม่จำเป็นต้องขายหน้าตา ไม่ต้องขายรูปร่าง ไม่ต้องขายเซ็กซี่ พวกเขาก็ดังห้างแตกได้เหมือนกัน
คาแรกเตอร์ชัดเจน
จะเห็นได้ว่าสิ่งสำคัญของการเป็น Influencer คือ การขายคาแรกเตอร์ Influencer เกือบทุกคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงมาก ๆ ยากที่ใครจะเลียนแบบ หรือถ้าใครพยายามเลียนแบบคนก็จะดูรู้ทันที (และอาจตามมาด้วยการประกาศแบน ทัวร์ลง เพราะก๊อปปี้) ซึ่งการคาแรกเตอร์ที่เด่นชัดมาก ๆ นี่เองที่กลายเป็นจุดแข็งประจำตัวของคนคนนั้น ที่ช่วยให้สังคมจดจำพวกเขาได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ Influencer ส่วนใหญ่จะคงคาแรกเตอร์ตัวเองไว้ ไม่ใช่การเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เพราะการเปลี่ยนไปเรื่อยโดยไม่มีจุดยืน มันทำให้คนอื่นจำไม่ได้ เอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เขาทำซ้ำ ๆ ตอกย้ำภาพลักษณ์ตัวเองเรื่อย ๆ ต่างหากที่จะทำให้คนจำเขาได้
ซึ่งหากพูดเรื่องของคาแรกเตอร์ก็อาจจะพูดยาก เพราะ Influencer บางคนจะมีคาแรกเตอร์ไปในทางลบมากกว่าทางบวก หรือมีคาแรกเตอร์ประเภทที่ไม่ถูกใจ “เรา” เช่น หยาบคาย หยาบโลน ทะลึ่งตึงตัง แต่ก็ต้องเข้าใจว่ามีคนไม่น้อยที่ชอบคาแรกเตอร์แบบนี้ของเขา (ไม่เช่นนั้นเขาคงอยู่ไม่ได้) และเขาก็ได้เงินจากคาแรกเตอร์นี้ ดังนั้น ถ้าเราไม่ชอบ ไม่ถูกใจ ก็คงต้องจัดการตัวเอง แค่ไม่ต้องดูเท่านั้น
ในเมื่อสิ่งที่เขาจะขายมันชัดเจนอยู่แล้ว เรื่องตามมาตรฐานความงามที่เคยมโนกันขึ้นมาเอง ว่าต้องแบบนี้สิถึงจะเรียกว่าสวย แบบนี้ไม่ใช่ น่าเกลียดมาก ก็ไม่จำเป็นสำหรับพวกเขาอีกต่อไปแล้ว แน่นอนว่าคอมเมนต์บูลลี่นี้ไม่อาจหมดไปได้ และอาจจะยังมีผลต่อจิตใจของพวกเขาลึก ๆ แต่ถ้าเขาเลือกที่จะเมิน และสนใจเฉพาะสิ่งที่ตัวเองทำ คอมเมนต์แย่ ๆ พวกนั้นก็ทำอะไรพวกเขาไม่ได้
คอนเทนต์น่าสนใจ เป็นที่จดจำ
ปกติคอนเทนต์ที่โด่งดังบนโลกโซเชียล มักจะมาจากความที่เป็น “ไวรัล” พอเริ่มมีคนดูมากขึ้น เป็นที่พูดถึงมากขึ้น ก็เริ่มสร้างตัวตน สร้างเรื่องราว สร้างคาแรกเตอร์ออกมาจนกลายเป็นแบรนด์ของตัวเอง แบรนด์ที่ไม่ได้ขายอะไรนอกเหนือไปจากความเป็นตัวเอง
คอนเทนต์น่าสนใจส่วนมากก็มักจะมาจากความตลก อารมณ์ดี แต่จะถูกนำเสนอผ่าน “ความแตกต่าง” เราจะเห็นได้ว่า Influencer สายฮาที่นอกจาก “พระมหาเทวีเจ้าแห่งเมืองทิพย์” ที่กำลังโด่งดังห้างแตก ณ ขณะนี้ ยังมี “หนูรัตน์ ธิดาพร” หรือ “แม่สิตางศุ์ ส้มหยุด” ก็จะมีคอนเทนต์ขายขำที่แตกต่างกัน ซึ่งนั่นก็เป็นคาแรกเตอร์เฉพาะตัวที่พวกเขาใช้ ไม่ซ้ำใครและยากที่ใครจะซ้ำ จุดเล็ก ๆ นี้สามารถสร้างคนธรรมดาที่ไม่มีใครรู้จักให้กลายเป็นคนดังได้ในชั่วข้ามคืน
ที่สำคัญ Influencer กลุ่มนี้มี “สื่อ” เป็นของตัวเอง พวกเขาไม่จำเป็นต้องให้แมวมองมาชวนเข้าวงการ ไมต้องเข้าไปเทสต์โฆษณา แต่เขาใช้โซเชียลมีเดียที่ใคร ๆ ก็สร้างบัญชีได้ในมือมาเป็นช่องทางขายตัวเอง ต่างจากในอดีตที่ใครจะกลายเป็นคนดัง เป็นคนที่มีอิทธิพลมีบทบาทต่อสังคม (หรือดับ) ได้ต้องหวังพึ่งสื่อโดยสื่อก็จะโฟกัสที่มาตรฐานความงาม แสดงให้เห็นว่าสื่อนี่เองที่ตอกย้ำบรรทัดฐานความสวยความหล่อของคนว่ามันอยู่ที่ไหน เพราะฉะนั้นใครที่หลุดจากนี้คือไม่ใช่ โดยเฉพาะรายการบันเทิง ที่มองคนบางกลุ่มเป็น “ตัวตลก” ไม่ใช่ “คนสร้างความตลก”
แต่พอโซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาท คนธรรมดาก็มีช่องทางให้มีตัวตน และเริ่มทำให้คนภายนอกเริ่มมองไปถึงความสามารถมากกว่ารูปร่างหน้าตา รวมถึงความงามและคุณค่าจากภายในที่ทุกคนมีเหมือน ๆ กัน หลายสังคมมองว่าทุกคนมีความสวยงามเป็นของตัวเอง ฉะนั้น มันจึงไม่ใช่สิ่งหายากที่จะหาได้เฉพาะบุคคล แต่คนจะมองหาความจริงจัง ความเรียล ความเข้าถึงและสัมผัสได้จากความไม่สมบูรณ์แบบมากกว่า เพราะมันทำให้คนธรรมดาทั่ว ๆ ไปที่อาจเคยมีประสบการณ์เหมือนกันรู้สึกอิน
กลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น
ภาพลักษณ์ภายนอกและคอนเทนต์ของ Influencer ส่วนมากจะสื่อไปถึงความตลก ขายขำโบ๊ะบ๊ะ อารมณ์ดี แต่ถ้ามองดี ๆ จะเห็นว่าพวกเขาเหล่านี้มีจุดร่วมเดียวกันมาก่อน คือการถูกวัดและประเมินค่าจากมาตรฐานความงาม พวกเขาหลายคนมีเบื้องหลังจากการโดนบูลลี่ โดนเหยียด การไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม และอีกสารพัด ดังนั้น เรื่องของความตลกขบขันนั้นจึงอาจเป็นเพียงแค่ตัวส่งเสริมให้พวกเขาโด่งดังขึ้นเท่านั้นก็ได้
นั่นเป็นเพราะสิ่งที่พวกเขาค่อย ๆ สร้างและถ่ายทอดออกมาให้คนรู้จักพวกเขาทีละเล็กทีละน้อย ทำให้คนในสังคมเห็นใจกับเลื้องหลังที่พวกเขาผ่านมา จนค่อย ๆ เปิดใจยอมรับในตัวตนจริง ๆ ต่างหาก เมื่อพวกเขายังคงความเป็นตัวเองไว้ไม่เปลี่ยนแปลง ก็มีคนที่พร้อมสนับสนุกพวกเขาต่อไปด้วย ที่สำคัญ การที่ผู้ติดตามก็มีจุดร่วมบางอย่างตรงกันกับพวกเขา ยิ่งทำให้เราเข้าถึงเขาได้ง่ายขึ้น ตรงนี้เองที่ทำให้พวกเขากลายเป็นไอดอล เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่ติดตาม
ถึงอย่างนั้น ต้องเข้าใจด้วยว่าสิ่งที่เขาทำไม่ได้เกิดขึ้นมาเพราะพวกเขาสมเพชตัวเอง แต่จริง ๆ แล้วพวกเขาแค่ยอมรับตัวเอง ยอมรับในข้อด้อยของตัวเองจนนำมาสร้างเป็นจุดแข็งได้ อย่างที่เขาว่ากันว่า “ถ้าเรายังรับตัวเองไม่ได้ ก็อย่าหวังให้คนอื่นมายอมรับตัวเรา” เมื่อเขาไม่ได้มองว่าสิ่งที่เขาเป็นเป็นข้อด้อย พวกเขาจึงสามารถล้อเล่นกับมันได้ อย่างไรมันเป็นตัวของเขาเอง ที่ไม่ต้องพยายามเป็นคนอื่นเพื่อขายของ

อีกสิ่งที่ต้องเน้นย้ำให้คนทั่วไปเข้าใจก็คือ ข้อด้อยพวกนี้มันเป็นสิ่งธรรมดาใคร ๆ ก็เป็นได้ ดีไม่ดีเขาก็เป็นกันเกือบทั้งโลก เพราะจะมีสักกี่คนบนโลกที่จะเพอร์เฟกต์สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ คิดง่าย ๆ ว่าดารานักแสดงหลายคนก็เคยผ่านการจัดฟันมาก่อน (จะมองว่าเป็นการศัลยกรรมไหมก็แล้วแต่คน) ซึ่งถ้าฟันเขาสวยงามเพอร์เฟกต์อยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องจัดฟัน หรือถ้าหน้าสวยสมบูรณ์แบบสุด ๆ ไม่มีรอยสิวเลย (?) ไม่มีรูขุมขนเลย (?) (ทั้งที่สิวกับรูขุมขนคือธรรมชาติที่มนุษย์มีเหมือนกัน ไม่มีต่างหากคือแปลก) เขาจะเล่นละครโดยไม่ต้องแต่งหน้าทำผมเลยก็ย่อมได้
ดังนั้น การที่คนในสังคมลด Beauty Standard ลงมา แล้วยอมรับในคุณค่าจากภายในของคนอื่น ก็น่าจะช่วยให้คนที่คนเลือกเกิดไม่ได้มีที่ยืนในสังคมมากขึ้น รวมถึงยังช่วยสร้างมาตรฐานการยอมรับความแตกต่าง ความหลากหลายของคนอื่น จนอาจสร้างสังคมที่ผู้คนบูลลี่รูปร่างหน้าตากันน้อยลงก็เป็นได้
ฉะนั้น คนที่มัวแต่จ้องจับผิด หรือจ้องแต่จะติคนอื่น (โดยไม่ก่อ) ก็ควรจะหยุดได้แล้ว การบูลลี่คนอื่น คำที่คุณพูดเล่น ๆ นั้น คนอื่นไม่สนุกด้วย แต่ก็ไม่ได้แปลว่าพวกเขาอ่อนแอ ที่สำคัญคือ มันไม่ได้ทำให้พวกเขาเป็นทุกข์อีกต่อไป พวกเขามีวิธีการรับมือแบบไม่แคร์ พวกเขาส่องกระจกได้อย่างมั่นใจ และพวกเขาโด่งดังมาได้ชนิดที่พวกคุณก็คงคาดไม่ถึงว่าพวกเขาจะมาได้ไกลขนาดนี้ แต่คุณต่างหากที่เป็นปัญหา เพราะการแสดงทัศนคติแบบนั้นออกมา มันทำให้ทุกคนรู้ว่าคุณเป็นคนอย่างไร






























