หาหมอสไตล์ New Normal รักษาได้ไม่ต้องไปโรงพยาบาล 

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการไปโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลในช่วงเวลานี้ ทำให้ใครหลายคนกังวลใจอยู่ไม่น้อย เพราะแต่เดิมเราก็รู้ดี ว่าโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลเต็มไปด้วยผู้ป่วย รวมถึงเชื้อโรคต่าง ๆ ที่มาจากผู้ป่วยก็อาจกระจายอยู่ทั่วไป ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเชื้อโรคติดต่อก็ได้

ยิ่งตลอดช่วงที่ผ่านมา COVID-19 ระบาดหนัก ยิ่งทำให้โรงพยาบาลดูน่ากลัวขึ้นกว่าเดิม (อย่าว่าแต่โรงพยาบาล สถานที่ไหน ๆ ถ้าเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง) สำหรับผู้ป่วยที่จำเป็นต้องพบแพทย์ ผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องจากโรงประจำตัวเรื้อรัง ผู้ป่วยที่ต้องอาศัยผลตรวจสุขภาพทุกครั้ง และผู้ป่วยที่มารับยา ก็อาจเป็นปัญหาในการมาโรงพยาบาลช่วงนี้ ด้วยภูมิคุ้มกันของคนกลุ่มนี้ไม่ดีพอเป็นทุนเดิม การมาโรงพยาบาลบ่อย ๆ ทำให้มีโอกาสสัมผัสเข้ากับเชื้อโรค และเสี่ยงที่จะติดเชื้อโรคด้วย

ฉะนั้น จึงได้เกิด โครงการบริการสุขภาพวิถีใหม่ (New Normal) ขึ้น โครงการนี้เป็นโครงการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ของหน่วยงานบริการสังกัดกรุงเทพมหานคร เพื่อช่วยลดความแอดอัดในโรงพยาบาล ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ที่ประชาชนควรเว้นระยะห่างระหว่างกัน ส่งเสริมให้ประชาชนอยู่บ้าน ลดความเสี่ยงในการสัมผัสกับเชื้อโรค และเพื่อให้ประชาชนได้รับบริการสุขภาพที่สะดวกสบายมากขึ้น

โครงการนี้การดำเนินการตามนโยบายของ สปสช. โดยสนับสนุนให้หน่วยบริการที่มีความพร้อมปรับรูปแบบบริการด้านสุขภาพ ใน 3 บริการ

1. บริการเจาะเลือดถึงบ้าน

เป็นรูปแบบบริการเชิงรุกที่ให้บริการผู้ป่วยถึงบ้านและเข้าถึงชุมชน โดยโครงการบริการเจาะเลือดที่บ้าน (Mobile Lab) จะลดระยะเวลารอคอยของผู้ป่วยและญาติในการรอเจาะเลือดและรอผลเลือด รวมถึงลดความแออัดของโรงพยาบาล โดยมีขั้นตอน คือ

1. แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมของผู้ป่วยที่จะเข้าโครงการเจาะเลือดที่บ้าน

2. โรงพยาบาลจะประสานผู้ป่วย และ/หรือญาติ ผู้ดูแลผู้ป่วย เชิญชวนเข้ารับบริการโครงการเจาะเลือดที่บ้าน

3. กรณีที่ผู้ป่วยยินยอม ญาติผู้ป่วยสามารถติดต่อรับแบบแสดงความยินยอมเข้ารับบริการโครงการฯ พร้อมลงนาม ณ โรงพยาบาล

4. ผู้ป่วยที่เข้าร่วมโครงการเจาะเลือดที่บ้าน สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลด้วยระบบเทเลเมดิซีน (Telemedicine) ได้ตามความสมัครใจ

5. นักเทคนิคการแพทย์ที่ได้รับความยินยอมหรือเห็นชอบจากสำนักการแพทย์จะดำเนินการเก็บตัวอย่าง โดยนัดหมายรับข้อมูลผู้ป่วย แผนที่บ้านผู้ป่วย พร้อมอุปกรณ์เก็บสิ่งส่งตรวจ โดยโรงพยาบาล (lab) จะเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์เก็บสิ่งส่งตรวจ (tube + label)

6. ผู้ได้รับมอบหมาย เป็นผู้โทรประสานนัดหมายกับผู้รับบริการเจาะเลือดที่บ้าน

7. ดำเนินการเจาะเลือดที่บ้านพร้อมวัดความดันโลหิต ช่วงระหว่างเวลา 06.00-09.00 น. และนำส่งห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาลภายในเวลา 10.00 น. ของวันเดียวกัน เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป

2. บริการรักษาทางไกลผ่านระบบเทเลเมดิซีน (Telemedicine)

เป็นรูปแบบหนึ่งของดิจิทัล เฮลธ์แคร์ ซึ่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้กับการบริการด้านสุขภาพ โดยการรักษาทางไกลผ่านระบบเทเลเมดิซีนนี้ เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์สามารถพูดคุยกันได้แบบ Real-time เช่นเดียวกับการสื่อสารผ่านระบบ VDO conference

ผู้ป่วยสามารถพบแพทย์ทางไกลแบบมองเห็นหน้าและสนทนากันได้ทั้ง 2 ฝ่าย ไร้ข้อจำกัดในเรื่องเวลาและสถานที่ ทำให้ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปโรงพยาบาล สะดวก ง่าย ประหยัดเวลา และได้รับบริการเหมือนกับการมารับบริการที่โรงพยาบาล ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการบริการด้านสุขภาพยิ่งขึ้น

การเข้ารับบริการรักษาทางไกลผ่านระบบเทเลเมดิซีน เบื้องต้นคือ รองรับผู้ป่วยเจ็บป่วยเบื้องต้น อาการไม่รุนแรง เช่น ปวดท้อง แน่นท้อง ปวดศีรษะ ผื่นคัน อาการออฟฟิศซินโดรม หรือการปรึกษาติดตามผลการรักษาต่อเนื่องของโรคเรื้อรัง เช่น โรคความดัน โรคหัวใจ โรคเบาหวาน

ข้อดีของเทเลเมดิซีน คือ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงการรักษา บริการทางการแพทย์ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่อยู่ในชนบทห่างไกล ไม่จําเป็นต้องเดินทา สามารถรับคำปรึกษา ตรวจวินิจฉัย และรักษาโดยแพทย์ ตามกรอบข้อมูลที่แพทย์ได้รับจากผู้รับบริการ พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ไม่จำเป็นต้องนัดหมายล่วงหน้า และช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโดยรวม ลดค่าเดินทาง และประหยัดเวลา

3. บริการรับยาที่ร้านยาใกล้บ้านหรือทางไปรษณีย์

สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกจะเดินทางมารับยาเองทุกครั้ง ด้วยการเดินทางที่ไม่สะดวก หรือต้องลางาน ในผู้ป่วยที่อายุมากแต่ไม่มีผู้ดูแล และยังเป็นการดำเนินงานที่ลดความแออัดของหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โรงพยาบาลส่งยาให้ผู้ป่วยทางไปรษณีย์ หรือร้านขายยาแผนปัจจุบันประเภท 1 เภสัชกรจะส่งข้อมูลการรักษาและยาไปยังร้านขายยา เพื่อจัดยาและจ่ายยาให้ผู้ป่วยรับยาใกล้บ้าน

และขณะนี้มีการเริ่มดำเนินงานรับยาผ่านร้านขายยารูปแบบที่ 3 คือ ร้านยาจะมีการสำรองยาไว้เพื่อจ่ายยาให้กับผู้ป่วย เมื่อแพทย์สั่งยาข้อมูลใบสั่งยาจะถูกทบทวน สำหรับโครงการจัดส่งยาให้ผู้ป่วยทางไปรษณีย์ และรับยาที่ร้านขายยาประชาชนให้การตอบรับบริการเป็นอย่างดี

เท่ากับว่าในอนาคตอันใกล้ ผู้ป่วยที่มีอาการไม่หนัก หรือที่ไม่จำเป็นต้องมาโรงพยาาล ก็ไม่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาล ซึ่งมีความสะดวก ไม่เสียเวลา ไม่เสียอารมณ์ ลดความแออัดในโรงพยาบาล และลดความเสี่ยงที่จะสัมผัสเชื้อโรค เบื้องต้นรองรับผู้ป่วยที่โรคเกี่ยวกับเมตาบอลิก (ความผิดปกติในการเผาผลาญพลังงาน) กลุ่มโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง

โดยจะเริ่มต้นนำร่องที่โรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานครทั้ง 9 แห่ง ตั้งแต่ 1 มี.ค. 2564 เป็นต้นไป ได้แก่

  • โรงพยาบาลกลาง
  • โรงพยาบาลตากสิน
  • โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์
  • โรงพยาบาลหลวงพ่อทวีศักดิ์ ชุตินฺธโร อุทิศ
  • โรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์
  • โรงพยาบาลลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร
  • โรงพยาบาลราชพิพัฒน์
  • โรงพยาบาลสิรินธร
  • โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน