อย่าให้มันจบที่รุ่นเรา

“การต่อสู้ในปีที่แล้วกับปีนี้ พี่ไม่ได้ต่อสู้กับคู่แข่งนะ พี่สู้กับโควิด-19 นี่แหละ พี่สู้เพื่อไม่ให้ธุรกิจของครอบครัวที่สร้างกันมาต้องมาจบในรุ่นของพี่” นี่คือวรรคสำคัญจากบทสนทนาของผู้เขียนกับรุ่นพี่ผู้เป็นเจ้าของรีสอร์ทใหญ่ ริมหาดนาจอมเทียน พัทยา เป็นวรรคสำคัญที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่า ภาวะความเปลี่ยนแปลงของโลก อันเกิดจากโรคระบาดในครั้งนี้ ส่งผลกระทบกับทุกคนบนโลกใบนี้และยิ่งตอกย้ำว่า “ถ้าคุณไม่เปลี่ยน โลกจะเปลี่ยนคุณเอง”

การเดินทางมาพัทยาเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือนของผู้เขียนนั้น นอกเหนือจากความต้องการหลีกหนีจากบรรยากาศน่าอึดอัดของกรุงเทพฯ แล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องการพิสูจน์ คือการเดินทางพักผ่อนหรือท่องเที่ยวภายในประเทศ ยังจะเป็นสิ่งที่พอทำกันได้อยู่หรือไม่ และหัวเมืองทางตะวันออกที่ใกล้เมืองหลวงอย่างพัทยา เงียบเหงาอย่างที่เห็นในข่าวโทรทัศน์ หรือเรื่องราวบอกต่อทางโซเชียลมีเดียขนาดไหน

สำหรับผู้เขียนแล้วพัทยาเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับ แต่เวลานี้กลายเป็นเมืองกึ่งหลับกึ่งตื่น เพราะผู้ประกอบการหลายเจ้ายังไม่รู้ว่าจะปรับตัวอย่างไร อันเนื่องมาจากมาตรการของภาครัฐที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การได้นั่งสนทนากับรุ่นพี่ผู้เป็นเจ้าของรีสอร์ทนั้น ทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อรุ่นพี่เอ่ยถึงชื่อรีสอร์ทดังหลายเจ้าที่จำต้องยอมปิดชั่วคราว เพื่อพยุงให้ธุรกิจอยู่รอด หรือเจ้าใหญ่บางแห่งก็ต้องรอความชัดเจนของภาครัฐ ซึ่งภาวะลักลั่นแบบนี้ผู้ประกอบการน้อยใหญ่ต้องหาทางเอาตัวรอดเอง

รุ่นพี่ผู้เป็นเจ้าของ เจ้าของ Botany Beach Resort พัทยา https://www.facebook.com/botanybeachpattaya/ ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการนำลูกค้าเข้าสู่รีสอร์ท กับการเปิดพื้นที่ริมหาดบางส่วนเป็นร้านอาหารที่ชื่อว่า Good Old Sea ที่มาพร้อมกับการสร้างจุดสวย ๆ สำหรับถ่ายภาพให้กับลูกค้า ขณะเดียวกันก็เพิ่มกิจกรรมสำหรับคนรุ่นใหม่อย่างเซิร์ฟบอร์ดและสเก็ตบอร์ดเข้ามา

“เอาเข้าจริงแล้วพี่ทำโรงแรมมาตลอด การปรับในครั้งนี้คือการคุยกับแฟนและทีมงาน ตอนนี้เรียกว่ามีไอเดียเยอะเลยที่เราจะทำร่วมกับผู้ประกอบการท้องถิ่นด้วยกัน ขอแค่ให้ภาครัฐมีความชัดเจนว่าจะเอาอย่างไร” รุ่นพี่ผู้เป็นเจ้าของรีสอร์ทและอยู่ในธุรกิจท่องเที่ยวมานานกว่า 30 ปี เล่าให้ฟังขณะนั่งบนเก้าอี้รถเข็น เพราะประสบอุบัติเหตุขาหักจากการเล่นสเก็ตบอร์ด! และในระหว่างบทสนทนา สายตาของเขาก็จับจ้องไปยังโต๊ะของแขกที่เพิ่งมาถึงในร้านอาหาร พร้อมกับเรียกพนักงานในร้านให้ไปดูแล ก่อนจะหันมาพูดคุยกับผู้เขียนต่

“มันเป็นช่วงเวลาที่ใคร ๆ ก็บอกว่านี่คือยุคของ Disruption (การทำลายธุรกิจเก่า) แต่สำหรับพี่แล้วเราแค่ปรับนิดเดียว เอาของใหม่ที่คนในปัจจุบันให้ความสนใจ มาผสมกับการบริหารจัดการแบบมืออาชีพของยุคเรา พี่มั่นใจว่าเราไปรอด ทุกวันนี้ทุกคนเหนื่อยหมดแหละ เพราะอะไรที่มันเปลี่ยนใหม่ ก็ต้องเหนื่อยเป็นธรรมดา แต่ความเหนื่อยนี้จะออกดอกออกผลให้เราเห็นในไม่ช้า พี่คิดตลอดว่ามันจบที่รุ่นพี่ไม่ได้ ธุรกิจต้องดำเนินต่อไป ยังมีคนข้างหลังที่ต้องพึ่งพาลมหายใจจากธุรกิจที่เราทำอีกมาก”

บทสนทนาจบลงเนื่องจากมีแขกวีไอพีมาเยือนกลุ่มใหญ่ แต่รุ่นพี่ผู้เจนสนาม hospitality business (ธุรกิจการให้บริการ) ทิ้งท้ายก่อนจะเข็นรถไปหากลุ่มแขกวีไอพีด้วยการบอกว่า “พักผ่อนให้สบาย ขาดเหลืออะไรบอกได้เลย”

เชื่อว่าเวลานี้ พัทยาและเมืองท่องเที่ยวอีกหลายเมืองยังอยู่ในสถานะกึ่งหลับกึ่งตื่น และในยุคที่การเดินทางข้ามประเทศกลายเป็นเรื่องที่หลายคนมีความกังวลใจ การท่องเที่ยวภายในประเทศคือน้ำเลี้ยงเดียวที่จะทำให้ผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยวและบริการของไทยอยู่รอด แต่จะรอดได้เป็นอย่างดีนั้นหน่วยงานภาครัฐคือผู้เล่นสำคัญ เพราะผู้ประกอบการต่างรอความชัดเจนจากมาตรการของภาครัฐ ที่จะอนุญาตให้ดำเนินกิจการภายใต้ข้อจำกัดขนาดไหน ขณะเดียวกันการประชาสัมพันธ์ที่เข้มแข็งกว่านี้เพื่อทำให้คนไทยทั้งประเทศมั่นใจได้ว่าเดินทางไปในพื้นที่ท่องเที่ยวแล้วจะมีความปลอดภัย ก็เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการทุกรายต้องการให้ภาครัฐทำให้ชัดเจน

ความชัดเจนและความเชื่อมั่นไม่ได้สำคัญเฉพาะธุรกิจสื่อแต่เพียงอย่างเดียว แต่ภาครัฐก็ควร Disrupt ตัวเองเพื่อให้เกิดความชัดเจนและความเชื่อมั่นกับคนในประเทศ เพราะไม่มีใครอยากเห็นความล่มสลายของธุรกิจ หรือกิจการที่สร้างมากับมือในรุ่นตนเองหรอกค่ะ และเชื่อว่าผู้ที่ทำหน้าที่บริหารประเทศก็ต้องการถูกจารึกชื่อเอาไว้ ว่าเป็นผู้พาประเทศและผู้ประกอบการในประเทศฝ่าวิกฤติสำคัญในครั้งนี้ได้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในเจเนอเรชั่นไหน ดังนั้นท่องเอาไว้ว่าค่ะ “อย่าให้มันจบที่รุ่นเรา”

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า