Rush ซีรีส์ที่ตีแผ่ความเจ็บปวดที่คนวัยทำงานเท่านั้นจะเข้าใจ

ภาพจาก JTBC

คำเตือน ซีรีส์เรื่องนี้มีเนื้อเรื่องค่อนข้างหดหู่ คาดว่าพนักงานออฟฟิศส่วนใหญ่รวมถึงเด็กจบใหม่น่าจะเคยเผชิญ โปรดเตรียมกระดาษเช็ดน้ำตาให้พร้อม และพยายามอย่าดูตอนที่แต่งหน้าเต็ม ถ้าเครื่องสำอางคุณไม่กันน้ำ

เป็นคอลัมน์ส่งท้ายในปีนี้ หลังจากที่เราก็นำซีรีส์มาแนะนำรวมถึงชวนพูดคุย (อยู่คนเดียว) ถึงประเด็นน่าสนใจในเนื้อเรื่อง หลังจากที่มีปฐมฤกษ์เปิดคอลัมน์ด้วยความหล่อไม่บันยะบันยังของอีมินโฮ ซึ่งถ้านับเวลาดูดี ๆ แล้วก็ครึ่งปีแล้วที่เรายังคงตามบ้าผู้ชายแต่มีสาระบ้างพอเป็นพิธี ซึ่งคอลัมน์สุดท้าย (ในปีนี้) ก่อนที่ข้ามไปดูซีรีส์เรื่องอะไรก็ยังไม่รู้ในปี 2564 จะค่อนข้างหดหู่นิดหน่อย โดยเฉพาะกับมนุษย์ออฟฟิศกินเงินเดือน ดูแล้วคุณจะอินได้ง่าย ๆ เลย

Hush ศัพท์ภาษาอังกฤษที่ถ้าเปิด Dictionary จะเห็นว่าแปลว่า “เงียบ” แต่พอเป็นซีรีส์เกาหลี ถ้าแปลสั้น ๆ ไม่มีอะไรดูเป็นปมให้แกะเลยมันไม่คูล “สัญญาณเตือนภัยเงียบ” จึงเป็นชื่อไทยของซีรีส์เรื่องนี้ หาดูซับไทยได้ที่แอปฯ iQIYI ดูฟรีครบทุกตอน (คืนนี้ตอนที่ 6) แถมแปลไวด้วย

Hush ซีรีส์ที่คนที่เคยเจ็บปวดจากโลกของการทำงาน รวมถึงที่กำลังจะก้าวเข้ามาในโลกของการทำงานควรจะดู ดูว่าคุณเคยเจอหรือจะต้องเจออะไรบ้าง ในการเปลี่ยนเหงื่อและแรงให้กลายเป็นงาน และเปลี่ยนงานให้กลายเป็นเงิน

Hush ว่าด้วยเรื่องราวของเหล่านักข่าวสำนักพิมพ์ใหญ่และมีชื่อเสียงมากในเกาหลีใต้ ที่จะต้องเลือกระหว่าง “จรรยาบรรณและจิตสำนึก” กับ “ความอยู่รอด” แน่นอนว่าการที่เราต้องทำงาน สิ่งที่ต้องการคือเงิน ซึ่งมันก็ไม่แปลกอะไรเพราะคนเราต้องกินต้องใช้ ถ้าเป้าหมายหลักของการทำงานไม่ใช่เงิน คุณสามารถหาทำงานอุทิศตัวเพื่อกุศลผลบุญอย่างเดียวโดยมีค่าตอบแทนสักแดงเลยก็ได้ ลองดูสิ!

ซีรีส์เรื่องนี้ดัดแปลงจากนวนิยายเรื่อง Silence Warning พล็อตคือเปิดโปงโลกของการทำงานที่แท้จริงว่า “ศีลธรรมมันกินไม่ได้” ความชั่วร้ายในจิตใจของมนุษย์เงินเดือนทุกคนจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยทำงาน และอาชีพที่ซีรีส์เรื่องนี้ใช้เดินเรื่องคือ “นักข่าว”

ถ้านักข่าว “เงียบ” เรื่องต่าง ๆ ในโลกก็จะเงียบ

มีถ้อยคำหนึ่งที่ได้จากการที่ตัวละครในเรื่องสัมภาษณ์งานนักข่าว คำถามก็คือ นิยามของคำว่านักข่าวสำหรับคุณคืออะไร ตัวละครตัวหนึ่งที่เป็นผู้สมัครงานตอบกับกรรมการว่า นิยามคำว่านักข่าวสำหรับเธอนั้น…

“เป็นปราการด่านสุดท้ายสำหรับประชาชน (น้ำตามาอีกแล้วแม่) อย่างที่เห็นบ่อย ๆ ว่าบางครั้งกฎหมายก็ไม่มีอำนาจเมื่อเจอกับอำนาจทางการเมืองหรืออำนาจเงิน สำนักข่าวและนักข่าวต้องเป็นปากเสียงให้ประชาชนโดยไม่มีความกดดันใด ๆ”

นี่คือสิ่งที่เห็นได้ทั่วไปสำหรับนักข่าวในเกาหลี บ่อยครั้งที่นักการเมืองถูกแฉเพราะการขุดคุ้ยของนักข่าว แฉแบบไม่มีอะไรกั้น เพราะมันก็มีคนประเภทสุดโต่งที่กล้าพูดแบบไม่กลัวตายเหมือนกัน หรือที่เราเห็นว่าความทุกข์ของประชาชนจะถึงหูผู้มีอำนาจก็ต่อเมื่อมันเป็นข่าวเท่านั้น พอมีคนจำนวนมากสนใจก็ต้องออกมาแก้เกม พอเป็นข่าวทุกจะอย่างถูกคลี่คลายจบในเวลาอันสั้น ทั้งที่ก่อนหน้าร้องเรียนไปเท่าไรไม่เคยมีใครสนใจ (แต่สำหรับเกาหลีถ้าเวลาเป็นประชาชนทั่วไปสำนักข่าวก็เล่นยับเหมือนกัน)

ภาพจาก JTBC

ซีรีส์เรื่องนี้ พยายามจะนำเสนอว่านักข่าวก็เป็นอาชีพอาชีพหนึ่งที่ “ปากกามีพลังกว่าปืน แต่ข้าวมีพลังกว่าปากกา” ความหมายตรง ๆ ก็คืองานทุกอย่างทำเพื่อข้าว งานจะไม่มีความหมายถ้าไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้ (ส่วนความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้นก็ไม่ได้เข้าใจอะไรยาก ลองเรียบเรียงดี ๆ) อย่างไรก็ดี นางเอกของเราก็ยังตอบคำถามได้ประทับใจ นางบอกว่าที่นางมาสมัครเป็นนักข่าวก็เพราะว่ามันมีค่าจ้าง แต่นักข่าวโกหกไม่ได้ ถึงข้าว (เงิน) สำคัญที่สุดก็ตาม ฉะนั้นคติในการเป็นนักข่าวของนางก็คือ งานที่ได้รับเงินโดยไม่ต้องโกหก

แต่เราก็พูดไม่ออก เพราะในซีรีส์บอกว่าในยุคที่ความจริงกลับเงียบแต่การหลอกลวงนั้นเสียงดังกว่า นักข่าวขุดคุ้ยความจริงเพื่อความยุติธรรม แต่น่าเสียดายที่มีนักข่าวแบบนั้นอยู่ไม่กี่คนแล้วบนโลกใบนี้ ฉะนั้นโลกนี้จะไม่มีข่าวของเหยื่อ ถ้าไม่มีนักข่าวรายงาน ความจริงที่เดือดพล่านในหม้อที่ไม่มีวันแตก ถูกทำให้เงียบได้ด้วยปลายปากกาของนักข่าว ใช่ ใช่มาก โชคดีที่ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ใช่ออริจินัลซีรีส์ของบ้านเรา

สินบน ยังคงเป็นปัจจัยที่ตามหลอกหลอนไปทุกวงการ

ย้ำมาไม่รู้ตั้งกี่ครั้งแล้วว่าเรื่องของสินบน คอร์รัปชัน การใช้อำนาจในทางที่ผิดมันมีอยู่ในทุกวงการ ในซีรีส์เรื่องนี้ก็ถูกยกมาพูดอีกครั้ง การที่นักข่าวรับสินบนจากนักการเมืองเพื่อยุติการเผยแพร่ข่าว ทำให้คนคนหนึ่งที่ต่อสู้มาอย่างยาวนานเป็นอันพ่ายแพ้ แน่นอนว่าเงินก้อนเดียวมันทำลายคนได้ ทำลายชีวิตคนได้

นักข่าวในเรื่องหลายคนยอมทิ้งจิตวิญญาณและเลือดนักข่าวตนเอง ที่ปกติจะกระหายนำเสนอนู่นนี่นั่น กลายเป็นพนักงานที่เข้าออฟฟิศไปวัน ๆ รอหมดเวลาทำงาน ไฟที่เคยมีมันดับมอดเพราะจะนำเสนออะไรก็จะมี “เบื้องบน” สั่งปิดปาก พอไม่เห็นด้วยก็ถูกย้ายแผนก มาทำฝ่ายข่าวออนไลน์ที่วัน ๆ ไม่ทำอะไรนอกจากก๊อปปี้ข่าว คิดหัวข่าวหวือหวาไร้จิตสำนึกเรียกแขก เพื่อเพิ่มจำนวนคนกดเข้าไปอ่าน

ภาพจาก JTBC

อย่างที่พูดในประเด็นก่อนหน้านี้ นักข่าวคือผู้ที่ตีแผ่ทุกอย่างตามความเป็นจริงให้สังคมรับรู้ เรื่องดีคนก็ต้องรู้ เรื่องไม่ดีคนก็ต้องรู้เหมือนกัน แต่เรื่องไม่ดีส่วนใหญ่ 90% ที่เราเห็นในซีรีส์แทบทุกเรื่อง การรับสินบนของนักข่าวมักมาจากเรื่องของนำการเมือง บางคนอาจทำเพื่อแบล็กเมล์ขู่เอาเงิน บางคนตั้งใจจะนำเสนออยู่แล้ว แต่เงินที่มากพอก็ซื้อจิตวิญญาณไปได้ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าโลกนี้ไม่มีอะไรที่เงินซื้อไม่ได้ คิดดี ๆ ไม่มีอะไรที่เงินซื้อไม่ได้จริง ๆ

มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะฝันเฟื่องอยู่ในโลกอุดมคติที่เราอยากให้มันออกมาดี ใคร ๆ ก็อยากอยู่แบบสงบสุขกันทั้งนั้น แต่โลกความเป็นจริงมันโหดร้ายกว่า และมันก็ยากมากที่จะทำให้โลกนี้สวยงามดั่งฝัน คนร้อยพ่อพันแม่นับล้านล้านคนอยู่ด้วยกัน เป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะเป็นคนดี

เรียนที่ไหนก็เหมือนกัน เรื่องจริงหรือเรื่องเพ้อฝันงมงาย?

ออกตัวก่อนว่าไม่ได้มีเจตนาจะดูถูกคนที่เรียนไม่ว่าจะมหาวิทยาลัยใดก็ตาม แต่ก็อย่างที่คุณรู้อีกเหมือนกันว่าเรื่องเส้นสายรุ่นพี่รุ่นน้องที่จบจากสถาบันเดียวกันมันเหนียวแน่นแค่ไหน และเรื่องที่จบจากสถาบันที่ไม่เป็นที่ยอมรับในการทำงานมีโอกาสได้งานมากน้อยแค่ไหน หลายคนรู้จักมันดี

สมัยเรียนมัธยมกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย หลายคนมักได้ยินจากผู้ใหญ่ในบ้านอยู่เสมอหากลูกหลานกระเสือกกระสนจะไปสอบ จะไปเรียนที่ที่ไกลบ้าน จะต้องเข้ามหาวิทยาลัยรัฐ (ก็มีแบ่งเกรดอีก) จะต้องเข้ากรุงเทพฯ บลา ๆ คือ “เรียนที่ไหนก็เหมือนกันนั่นแหละ เรียนจบได้วุฒิเหมือนกัน จบมาก็ต้องหางานทำเหมือนกัน”

ภาพจาก JTBC

อ้างอิงแบบอิน ๆ ตามซีรีส์ และในฐานะที่อยู่ในโลกการทำงานมาเกินที่จะเรียกว่าเด็กจบใหม่ไปแล้ว บอกเลยว่า “เรียนที่ไหนก็เหมือนกัน ไม่เป็นความจริง และ ไม่มีทางที่เรียนที่ไหนก็จะได้งานทำ” ย้ำว่าคำพูดสวยหรูที่ว่าเรียนที่ไหนก็เหมือนกัน เรามีความสามารถซะอย่าง ยังไงก็ผ่าน ช่างลวงโลกสิ้นดีในโลกความเป็นจริง

ปัญหามันอยู่ที่นี่แหละ ในโลกของความเป็นจริง โอกาสของคนที่จบมหาวิทยาลัยธรรมดา หรือมหาวิทยาลัยที่ไม่เป็นที่ยอมรับไม่ได้มีมากเท่ากับคนที่เรียนจบมหาวิทยาลัยดัง เรซูเม่ที่ใช้ยื่นสมัครงานออนไลน์ เกินครึ่งถูกปัดทิ้งเพราะชื่อมหาวิทยาลัย เช่นเดียวกันกับตัวละครหนึ่งในเรื่องที่สร้างเงื่อนตายปมใหญ่ไว้ในเรื่อง การเป็นนักข่าวคือความฝันของเธอ เธอตระเวนสมัครงานนักข่าวไปเรื่อย ๆ ที่ต้องเรียกว่าตะเวนนั่นเพราะ เธอทำได้ดีที่สุดแค่เข้ามาเป็นนักข่าวฝึกหัด เธอถูกปฏิเสธจากทุกที่เพียงเพราะชื่อมหาวิทยาลัยที่เธอจบ

ภาพจาก JTBC

นั่นหมายความว่าเธอผ่านรอบสัมภาษณ์เข้ามาเป็นนักข่าวฝึกหัดได้ ประสบการณ์การทำงานที่ได้จากแต่ละที่ทำให้เธอโดดเด่นมากกว่าใครในบรรดานักข่าวฝึกงานชุดเดียวกัน เธอทำได้ดี ดีมาก แต่สุดท้ายบานประตูที่เรียกว่าการบรรจุเป็นพนักงานประจำเปิดออกมาตีแสกหน้าเธอ แล้วคนที่อยู่หลังประตูก็ออกมาปฏิเสธที่จะรับเธอเข้ามาทำงาน เพียงเพราะเธอไม่ได้จบมหาวิทยาลัยดังในโซล โดยอ้างว่าสถาบันที่เธอเรียนจบไม่ดังพอกับชื่อของสำนักพิมพ์

เพราะไม่รู้ว่าเธอได้ยินทุกอย่างด้วยหูของตัวเอง การสนทนาในครั้งนั้นก็เหมือนกับการด่าลับหลัง ไม่ได้มีการถนอมน้ำใจหรือใยดีอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น มีแต่ถ้อยคำทรมานเจ็บปวดที่ดูถูกความพยายามของเธอ เธอมุ่งมั่นอย่างหนักในการเรียน ตั้งใจอย่างดีในการฝึกงาน แต่ถูกนินทาลับหลังและปฏิเสธเพราะเธอจบมหาวิทยาลัยธรรมดา

ตอนท้ายบทสนทนาที่เธอได้ยินเข้า ระบุว่ามหาวิทยาลัยที่เธอจบมานั้นเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีและดังที่สุดในท้องถิ่นที่เธอเกิด เพียงแต่อยู่นอกโซล แต่เธอจะทำงานที่นี่ได้จะต้องจบมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงในเมืองหลวงเท่านั้น ทั้งยังบอกว่าเธอทะเยอทะยานจนไม่รู้ว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ของตัวเอง (น้ำตามาสิคะรออะไร) คือมันเป็นคำพูดที่สะเทือนใจมาก คำพูดนี้หลุดออกมาจากปากผู้บริหาร แถมยังโบ้ยให้หัวหน้างานไปบอกเธอเอง เพราะตัวเองไม่อยากจะเอาร่างกายเข้ามายุ่งกับห้องข่าวพนักงานธรรมดา

เป็นไปตามคาด ท้ายที่สุดเธอเขียนจดหมายลาตายแล้วจบชีวิตตัวเองด้วยการกระโดดตึก ในจดหมายระบุว่าความฝันเหมือนเป็นบทลงโทษสำหรับเธอ และความพยายามที่จะวิ่งตามความฝันของเธอเองนั่นแหละที่ทำให้เธอเจ็บปวด ในเกาหลีผู้ที่ประสบความสำเร็จเท่านั้นที่จะผิดพลาดได้ (แต่ก็โดนหนักอยู่ ชาวเน็ตเกาหลีร้ายกาจกว่าไทยเยอะ) หลายคนรู้ดีว่าสังคมเกาหลีการแข่งขันสูงมาก ไม่ใช่แค่อ่อนแอก็แพ้ไปแต่มันคือการแพ้แบบไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด แพ้จนมีประชากรเกาหลีจำนวนไม่น้อยจบชีวิตที่น่าสังเวชสังเวยความพยายามของตัวเอง

ภาพจาก JTBC

จริง ๆ ซีรีส์เรื่องนี้ยังมีประเด็นอีกมากที่เป็นปัญหาที่คนวัยทำงานจะเข้าใจดี อาจรู้เพราะเพื่อนมาระบายให้ฟัง หลายคนก็ประสบกับตัวเอง ที่ยกมาเป็นแค่ประเด็นใหญ่ ๆ น่าสนใจที่ไทยกับเกาหลีมีเหมือนกัน ยิ่งช่วงนี้หลายคนก็มีปัญหากับเรื่องงานเพราะโรคระบาด ใครจะคิดว่าเกิดมาชาตินี้จะเห็นนักบินและแอร์โฮสเตสตกงาน ไม่อยากจะพูดว่าสู้ ๆ เพราะรู้ดีว่าสำหรับบางคนสู้ไปก็เท่านั้นผลลัพธ์ออกมาเหมือนเดิม เหมือนตัวละครที่สู้อย่างเต็มที่ ทำอย่างดี แต่ก็แพ้อยู่ดี :S

แต่ชีวิตก็ยังไม่น่าจะหมดหวังขนาดนั้น (มั้ง) พบกันใหม่ในปี 2564 ขอให้ทุกท่านพยายามมีความสุขให้ได้แม้แต่กับเรื่องเล็กน้อย เราจะต้องข้ามปีนี้ไปเจอกันในปีหน้าให้ได้ สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้า อิอิ