“วีณ” ปวีณ กิตติอุดมธรรม กับประสบการณ์นักพากย์สุดท้าทาย

อาชีพ “นักพากย์” คงจะเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่เราหลาย ๆ คนคุ้นเคยกันดี เพราะไม่ว่าจะเป็นกีฬา ภาพยนตร์ หรือการ์ตูน ที่ถูกนำเข้ามาถ่ายทอดให้คนไทยได้รับชม ส่วนมากก็จะต้องผ่านการพากย์เสียงเป็นภาษาไทย เพื่อให้คนไทยสามารถรับชมได้อย่างเข้าใจ เข้าถึง และได้อรรถรส

บทสัมภาษณ์ “คนต้นคิด” ในวันนี้ จึงจะพาผู้อ่านไปรู้จักกับอาชีพ “ผู้บรรยายกีฬา” อาชีพที่คุณอาจไม่เคยเห็นหน้า แต่ถ้าคุณเคยรับชมฟุตบอล เทนนิส หรือแบดมินตัน คุณจะต้องเคยได้ยินเสียงของเขาแน่ ๆ เขาคนนี้คือ ปวีณ กิตติอุดมธรรม

แนะนำตัวให้เรารู้จักสักนิด

ชื่อ “วีณ” ปวีณ กิตติอุดมธรรม ครับ ปีนี้อายุ 30 ปี เป็นผู้บรรยายกีฬา จบวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งปริญญาตรีและปริญญาโทครับ

ก้าวเข้าสู่วงการ “นักพากย์” ได้อย่างไร

เริ่มมาจากการที่ตัวเองก็ชอบเกี่ยวกับการบรรยายกีฬา ชอบดูกีฬา เราเริ่มรู้ตัวเองตั้งแต่สมัยประถมเลย เพราะว่ามีโอกาสได้พากย์เฉพาะกิจในงานกีฬาสีโรงเรียน แล้วก็รู้สึกว่าชอบ จากนั้นเวลามีโอกาสที่มีอบรมอะไรเกี่ยวกับผู้บรรยายกีฬาหรือที่มันใกล้เคียง ผมจะพยายามไป ไปทุกที่เท่าที่จะทำได้ แล้วก็เผอิญตอนที่เรียนจบ มีบริษัทหนึ่งเขาอยากได้นักพากย์พอดี จริง ๆ เขาไม่ได้อยากได้นักพากย์ผู้ชาย เขาอยากได้นักพากย์ผู้หญิง แล้วเขาติดต่อมาที่น้องสาวผมก่อน เพราะตอนนั้นต้นทางเขาอยากได้คนที่ดูบอล พี่ที่ติดต่อมาเป็นแฟนแมนยูฯ แล้วน้องผมก็เชียร์แมนยูฯ เหมือนกัน

น้องสาวผมเคยไปให้สัมภาษณ์ลงนิตยสารอะไรสักอย่างของแมนยูฯ เขาเลยติดต่อน้องผมมาว่าแบบสนใจอยากจะมาลองไหม แต่น้องผมเขาไม่ได้ถนัดอะไรตรงนี้ แต่เขารู้ว่าผมชอบตรงนี้ เขาก็เลยแนะนำผมไป น้องสาวผมก็เลยกลายเป็นเจ๊ดันในสถานการณ์ที่แปลก ๆ อยู่เหมือนกัน จริง ๆ น้องผมก็ไม่ใช่คนที่ดูกีฬาจ๋าขนาดนั้น ดูบ้าง เพียงแต่เคยผ่านหน้าผ่านตากับบรรดาแฟนแมนยูฯ นิด ๆ หน่อย ๆ เขาก็เลยลองติดต่อมา น้องก็เลยส่งต่อมาที่ผมอีกทีนึง

ช่วงเวลาก็ 7 ปีที่แล้วครับ ตอนปี 2556 ตอนนั้คือผมเพิ่งเรียนจบเลยครับ เพิ่งจบป.ตรีเลย หลังจากช่วยงานที่บ้านอยู่แป๊บนึง ก็ยื่นนู่นนั่นนี่ไป ก็มาได้โอกาสตรงนี้พอดี ก็เลยได้โอกาสเข้าไปแคส ผมไม่แน่ใจว่าเขาเรียกมากี่คน น่าจะมี 2-3 คน ก็ไปลองแคสดู จริง ๆ ตอนที่แคสก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองทำได้ดีอะไรมากขนาดนั้น แต่เขาคงเห็นแววว่าเราน่าจะพัฒนาต่อได้ สุดท้ายเขาก็เลือกเรา ก็ดีใจมากครับ เพราะว่ามันก็เป็นงานที่เราฝันว่าอยากจะมาทำตรงนี้ ถามว่าเป็นงานแรกเลยไหม ถ้าพูดถึงที่ทำเป็นอาชีพ เป็นงานที่ได้ตังค์ จะบอกว่านี่เป็นงานแรกเลยก็ได้

จะเป็น “นักพากย์” ได้ต้องอาศัยทักษะอะไรบ้าง

จริง ๆ นักพากย์สำคัญเลย สิ่งแรกที่ผมมองว่าต้องมีก็คือ ทักษะการพูด ทักษะการพูดกับพูดเก่งผมมองว่าไม่เหมือนกัน คนพูดเก่งไม่ได้หมายความว่าจะเป็นนักพากย์ได้ คือเหมือนว่ามันต้องมีศิลปะ มีวิธีการในการถ่ายทอดออกมาให้คนดูรู้สึกว่ามันเป็นไปตามที่เขาดู หรือพยายามสื่อให้เขาเข้าใจได้มากที่สุด อีกอย่างนึงที่ผมรู้สึกว่าสำคัญมากสำหรับนักพากย์ คือต้องเป็นคนช่างสังเกต ช่างสังเกตคือว่าภาพที่เราเห็นเป็นยังไง แล้วเราจะเก็บรายละเอียดหรือว่านำเอาชุดข้อมูลไหนออกมาพูดให้คนฟัง ให้มันคล้อยตามกับภาพที่เราเห็น มันก็ต้องมีศิลปะ มีวิธีการในการถ่ายทอดให้คนฟังเข้าใจด้วย

เรียนจบวิทย์กีฬา แต่มาเป็น “นักพากย์” คิดว่าเอาอะไรมาประยุกต์ใช้ได้บ้าง

ผมจบวิทย์กีฬามา หลายคนอาจจะมองว่ามันดูห่าง มันดูเหมือนข้ามสายเลย เพราะว่าถ้าเป็นนักพากย์ คนก็อาจจะมองไปทางนิเทศศาสตร์ แต่จริง ๆ มันก็มีบางส่วนที่สามารถเอาทักษะวิทย์กีฬามาใช้ได้ อย่างเวลาที่นักกีฬาบาดเจ็บ เราจะวิเคราะห์ได้เร็วว่าเขาเป็นอะไร หรือเวลาที่นักกีฬามีอุปกรณ์ มีอะไรที่มันเกี่ยวข้องกับวิทย์กีฬา เราเคยเรียนมา เราก็สามารถนำมาถ่ายทอดได้ อย่างเช่น มีอยู่เคสนึงที่ผมพากย์เทนนิส แล้วนักกีฬาติดเทปที่เขาเรียกว่า คิเนซิโอ มันเป็นเทปที่เหมือนกับช่วยลดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ แล้วเผอิญว่ามีวิชาหนึ่งที่ผมเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ แล้วเขาให้ไปดูงานเกี่ยวกับเทปคิเนซิโอนี้พอดี มันก็เลยเหมือนกับว่าเราเอาตรงนั้นมาได้พูดมาได้ใช้ด้วย ทำให้เราดูน่าเชื่อถือมากขึ้น

อีกเคสนึงก็คือ มีนักเทนนิสกระโดดตี แล้วฝรั่งเขาใช้คำว่า ฮอป มันเหมือนกับลักษณะการเทคตัวด้วยขาข้างเดียว เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมเรียนมาจากคณะเหมือนกัน เป็นวิชานึงที่มี น่าจะเป็นวิชากรีฑา มันเป็นเทคนิคหนึ่งของท่าเขย่งก้าวกระโดด แล้วเผอิญมันเป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งที่ผมเรียน พอได้ยินคำว่าฮอป ผมก็เลยโยงเอาอันนั้นมาพูดว่า ฮอปมันเป็นเทคนิคในการกระโดดด้วยขาข้างเดียว เป็นเทคนิคการเทคตัวเพื่อเพิ่มน้ำหนักบอลให้มันหนักขึ้น แต่ว่าลักษณะการกระโดดด้วยขาข้างเดียวคือลงมาแล้วมันพร้อมเล่นต่อได้เลย มันไม่เหมือนกับลักษณะสองเท้าที่แบบอาจจะต้องใช้เวลาในการทรงตัว มันจะคล่องตัวกว่า

คิดว่า “เสียง” สำคัญมากแค่ไหน หากมองจากมุมที่เราเป็นนักพากย์เองกับมองจากมุมที่เราไม่ใช่นักพากย์

ผมว่าเรื่องนี้แล้วแต่ความนิยมหรือว่าแล้วแต่รสนิยมของคนดูด้วยครับ เพราะว่าทำอาชีพนี้ต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่ผมว่าแทบไม่มีใครไม่โดนด่า คือสุดท้ายแล้วมันก็อยู่ที่ความนิยมชมชอบของแต่ละคนว่าชอบแบบไหน บางคนอาจจะชอบที่เสียง บางคนอาจจะชอบที่วิธีการพากย์ บางคนอาจจะชอบที่คนนี้มีความรู้แน่น อย่างผมจะชอบคนที่มีความรู้ดี ชอบคนที่มีความรู้แน่น หรือว่าชอบบางคนที่น้ำเสียงแบบว่าสามารถกระตุ้นให้คนรู้สึกสนุกไปกับเกมได้ จริง ๆ อย่างพี่หัง (อัฐชพงษ์ สีมา) ผมก็ชอบ แล้วก็คนที่พากย์คู่กับพี่หังบ่อย ๆ คือพี่ถม (ปฐมภพ อินทร์บำรุง) ผมก็ชอบ เพราะว่าผมเป็นผู้บรรยายสไตล์เดียวกับพี่ถมก็คือสายข้อมูล

อย่างฟุตบอล มันจะมีคนพากย์สองคน คนนึงก็จะเป็นคนพากย์เกม ก็คือพี่หัง อีกคนก็พากย์รอง ก็อย่างเช่นพี่ถม สไตล์ผมคือคนรอง ผมก็เลยจะชอบดูคนที่พากย์รองมากกว่า ดูเพื่อมาปรับกับตัวเองด้วย ด้วยความที่ตัวเองก็ชอบดูข้อมูลนู่นนี่นั่น ชอบดูสถิติ มันก็เลยเหมือนกับว่าถ้าดูก็จะชอบดูคนที่เน้นสายข้อมูล แต่ว่าน้ำเสียงผมว่าก็สำคัญเหมือนกัน เพราะว่ามันสามารถดึงให้คนรู้สึกสนใจในการชมกีฬาได้

การพากย์ “คู่” กับ พากย์ “คนเดียว” ชอบแบบไหนมากกว่ากัน

ถ้าเป็นฟุตบอลจะพากย์คู่ แต่ถ้าเป็นเทนนิสพากย์คนเดียว ผมชอบทั้งสองแบบ มันมีความสนุกหรือว่าความท้าทายที่ต่างกัน อย่างฟุตบอลผมมองว่า มันได้เรื่องสนุกตรงที่ว่ามันค่อนข้างแอคทีฟตลอดเวลา แล้วมันไม่ค่อยมีจังหวะที่เว้นช่องไฟเยอะ เวลาใส่ข้อมูล เวลาดูเกมการแข่งขัน มันค่อนข้างจะมีความตื่นเต้นกว่าเทนนิส แต่ว่าผมว่าเทนนิสมันอาจจะไม่ได้ดูแบบสนุกเท่ากับฟุตบอล แต่ผมว่ามันสนุกตรงที่มันสามารถมีช่องไฟ แล้วมีช่องให้เราใส่ข้อมูลได้เรื่อย ๆ ผมว่ามันสนุกตรงที่แบบเราสามารถสอดแทรกข้อมูลไปได้ตลอดเวลา อย่างจังหวะที่ลูกมันตาย ผมว่ามันสนุกกันคนละแบบ เทนนิสอาจจะไม่ได้มันเท่าฟุตบอล แต่เทนนิสจะสอดแทรกข้อมูลได้สนุกกว่า

การฟังเสียงผู้บรรยาย มองว่าสำคัญมากน้อยแค่ไหน

ผู้บรรยายต่างประเทศส่วนใหญ่เขาจะมีชุดข้อมูลที่แบบว่าบางทีมันเป็นชุดข้อมูลที่เราไม่สามารถหาได้ บางทีพอเราฟังแล้ว เราสามารถไปหาข้อมูลหรือขยายความดูว่ามันตรงกับที่เขาพูดหรือเปล่า มันก็สามารถนำมาใช้พูดได้ หรือบางทีที่เรานึกไม่ออกว่าจะพูดอะไร แล้วเขาพูดขึ้นมาพอดี เราก็สามารถอ้างอิงได้ว่าผู้บรรยายภาษาอังกฤษบอกว่าอะไร ด้วยความที่มันจะพูดด้วยประโยครูปแบบซ้ำ ๆ เดิม ๆ ไม่ได้ คนดูก็จะรู้สึกเบื่อ เราก็ต้องดึงอะไรที่พอจะสามารถเอามาพูดต่อได้ มันก็ช่วยได้เยอะเหมือนกันครับ

จะพากย์กีฬาได้ จำเป็นไหมว่าต้องเล่นกีฬานั้นเป็น

เทนนิส ผมเคยเรียนสมัยมหาวิทยาลัย อาศัยว่าชอบดูเฉย ๆ ชอบดูมาตั้งแต่ยุคพี่บอล (ภราดร ศรีชาพันธุ์) พอเล่นได้เฉย ๆ ครับ ไม่ได้แบบเก่งอะไรขนาดนั้น แต่จริง ๆ ผมมองว่าถ้าเกิดเล่นเป็น มันได้เปรียบตรงที่ว่าเราจะสามารถอ่านความคิดของนักกีฬาได้ หรือว่าสามารถรู้ได้ว่าตีแบบนี้ลูกจะเป็นยังไง ตีท่านี้มันจะเสียหรือมันจะแย่ยังไง ผมว่ามันอาจจะเป็นข้อได้เปรียบตรงนี้ แต่ว่าถ้าเกิดไม่ได้เล่นแต่อาศัยว่าดูเยอะ มีข้อมูลเยอะ มันก็อาจจะเข้ามาชดเชยตรงส่วนนี้ได้ แต่ถ้าเล่นด้วยก็จะดี คืออย่างน้อยให้มีความรู้ในกีฬานั้นก่อน อย่างน้อยก็ดูเป็น รู้กฎ กติกาอย่างนี้ผมว่าก็โอเคแล้วครับ

นิสัยของตัวเองที่คิดว่าเหมาะกับการเป็น “นักพากย์”

น่าจะเป็นเรื่องของความรักอิสระ เพราะผมเป็นคนที่ค่อนข้างโลกส่วนตัวสูงมาก ๆ เหมือนกัน แล้วด้วยความที่เทนนิสมันพากย์คนเดียว มันก็ยิ่งเข้าทางผมเลยว่าเราสามารถจัดการได้ทุกอย่างที่เราต้องการ นี่คืออีกสิ่งที่ผมชอบเวลาพากย์เทนนิส เพราะว่าเวลาพากย์ฟุตบอลเราต้องดูจังหวะของอีกคนนึงว่าเขาจะเว้นช่องไฟให้เราเมื่อไร ซึ่งบางทีก็ไม่ได้ให้สัญญาณกัน เราต้องรู้ด้วยตัวเองว่าจังหวะนี้เราต้องใส่แล้วนะ แต่ไม่ใช่ว่าฟุตบอลไม่ชอบนะ มันก็ชอบเหมือนกัน แต่มันแบบว่ามันมีความสนุกกันคนละแบบ

อีกอย่างงานพากย์มันก็ไม่ได้เป็นเวลาที่ตายตัวอะไรขนาดนั้น แล้วนิสัยผมเป็นคนชอบนอนดึก กีฬาส่วนใหญ่ที่ทำมันเป็นเวลากลางคืน เวลาที่คนนอนผมจะทำงาน เวลาที่เขาทำงานผมจะนอน มันก็เลยเข้ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง

ไอดอลหรือแรงบันดาลใจที่ทำให้มาถึงจุดนี้

แรงบันดาลใจก็มีมาแล้วล่ะ มาจากเรื่องพากย์กีฬาสีโรงเรียนแค่นั้นแหละ และเราเห็นแล้วรู้สึกว่าชอบ เหมือนรู้เลยว่าแบบตัวเองอยากทำงานด้านนี้ ส่วนไอดอล ถ้าตอนเข้ามาแรก ๆ ชอบ “พี่จ๊ะ” (สาธิต กรีกุล) ที่แบบตอนแรก ๆ เลย ตอนเด็ก ๆ แล้วพอสักพักก็มาชอบ “พี่หนุ่ย” (เอกราช เก่งทุกทาง)

แล้วพอมันมีงานนึงที่เหมือนเป็นงานอบรมเกี่ยวกับผู้บรรยายเนี่ยครับ เขาให้เราลองพากย์ ตอนนั้นผมยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นนักพากย์สายไหน แต่พอมาลองพากย์ปุ๊บ ถึงได้รู้ว่าตัวเองเหมาะกับสายรองมากกว่าสายหลัก ทีนี้นักพากย์สายรองที่ผมตามก็จะมี “พี่โอ๊ต” (ฤทธิกร การะเวก) แล้วอีกคนที่ตามก็คือ “พี่ถม” (ปฐมภพ อินทร์บำรุง) อีกคนนึงก็ “พี่ตี๋” (เพิ่มแสง วงศ์เทียนทอง) ชอบสไตล์การพากย์ของเขา

เวลาที่พากย์ มี “มุกตลก” บ้างไหม

มีครับมี ฟุตบอลจะใส่ได้เยอะหน่อย แต่เทนนิสจะใส่เยอะไม่ค่อยได้ เพราะว่าคนดูเทนนิสส่วนใหญ่จะเป็นพวกผู้ใหญ่ ตลาดเทนนิสมันอารมณ์แบบ middle to high คนดูส่วนใหญ่เขาจะเป็นคนที่แบบคนมีอายุ มีฐานะหน่อย เขาอาจจะชอบความเป็นทางการมากกว่า มันก็เล่นได้บ้าง แต่เล่นไม่ได้เยอะ เพราะจริง ๆ หลัง ๆ เทนนิสผมก็รู้สึกแบบคนดูที่เป็นคนรุ่นผมก็เริ่มมีคนมาสนใจบ้างเหมือนกัน ก็อาจจะมีเล่นบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ แต่จะเล่นเยอะเท่าฟุตบอลไม่ได้ บางทีเขาก็ไม่เก็ตด้วย หรือบางทีเขาไม่ชอบ แต่ฟุตบอลส่วนใหญ่ก็เล่นได้ เพราะฟุตบอลมันจะแมสกว่า เล่นได้แบบพอกรุ้มกริ่ม เล่นเยอะไปก็น่ารำคาญเหมือนกัน

คติประจำใจ “ไม่มีอะไรแน่นอน”

“ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน” ครับ ด้วยความที่ตัวเองเจอกับหลาย ๆ เรื่องที่มันรู้สึกว่า อะไรที่เราคิดว่ามันน่าจะได้ พอสุดท้ายมันไม่ได้ มันก็เลยผิดหวัง ผมเคยเจอเรื่องผิดหวังมาเยอะ ทีนี้พอเวลามีอะไรเข้ามา เราจะยังไม่แบบไม่ฟันธงว่ามันได้แล้วจริง ๆ จนกระทั่งมันคอนเฟิร์มว่ามันได้แล้ว 100% เราถึงจะดีใจ เหมือนว่าพอไปเจอเรื่องแบบนั้นบ่อย ๆ เข้า ทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่าก็ระมัดระวังตัวเองมากขึ้น

ผมเคยเฟลหนักมากถึงขนาดที่ว่า ปกติเป็นคนดูบอล แต่ช่วงนึงผมไม่ดูบอลเลย สิ่งที่เราเคยทำหรือทำอยู่แล้วอะเราไม่อยากทำเลย เคยเจอแบบนั้นเหมือนกัน เป็นอยู่ซักพักนึงเลยครับ

เฟลหนักแบบนี้ เรียกตัวเองว่าเป็น Perfectionist ได้ไหม

ผมว่าตัวเองเป็น Perfectionist อยู่หน่อย ๆ นะ โดยเฉพาะเรื่องเวลา ผมจะหงุดหงิดมากถ้าตัวเองจะสาย ผมเป็นคนที่ค่อนข้างเข้มงวดเรื่องเวลาพอสมควรเหมือนกัน คือตั้งแต่ไปทำพากย์ที่ทรู ทำมา 3 ปี เคยสาย 2 ครั้ง วันนั้นคือมันสายจริง ๆ เพราะรถมันติด ผมรู้สึกหงุดหงิดมาก ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวเองต้องหงุดหงิดขนาดนั้น…

เรื่องเฟล ๆ ของ “วีณ” ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะผู้ชายคนนี้เคยเฟลชนิดที่ว่าเราต้องตั้งคำถามว่า “วันนี้เขามายืนอยู่ ณ จุดนี้ได้อย่างไร” ติดตามต่อได้ในสัปดาห์หน้า