การเมือง สื่อ และผู้คนในแต่ละยุคสมัย

**ข้อมูลเหล่านี้เขียนขึ้นจากความทรงจำไม่สามารถนำไปอ้างอิงได้**

ตอนที่ฉันอายุ 12 ในปี 2528 สื่อที่ร้อนแรงในยุค 80 คือหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์หัวสี และข่าวที่ทำให้ฉันซึ่งโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่รักการอ่านและรับหนังสือพิมพ์เป็นประจำทุกวัน รู้สึกตื่นเต้นตามไม่น้อยคือข่าวที่ท่านผู้นำประเทศในเวลานั้นถูกนักศึกษามหาวิทยาลัยบุกเข้าไปต่อยหน้า เวลานั้นฉันไม่รู้หรอกว่าการเมืองคืออะไร แต่ได้ยินผู้ใหญ่คุยกันว่ามีคนไม่พอใจท่านผู้นำมากขึ้นเรื่อย ๆ

พอฉันอายุ 15 ในปี 2531 กำลังเรียนในชั้นมัธยมปีที่สี่ โทรทัศน์คือสื่อที่ร้อนแรงที่สุด และฉันก็เป็นเด็กที่ติดโทรทัศน์มาก สามารถนั่งดูโทรทัศน์ที่มีอยู่สี่ช่อง ตั้งแต่เปิดสถานีในวันปกติคือสี่โมงเย็น ไปจนถึงเวลาเคอร์ฟิวของเด็กในการดูโทรทัศน์คือสองทุ่มได้อย่างสบาย ๆ และในวันพุธที่ 3 สิงหาคม 2531 หลังเวลาเคารพธงชาติตอนเย็นเล็กน้อย ก็มีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ฉันที่กำลังนั่งทำการบ้านพร้อมกับเปิดโทรทัศน์ไปด้วย ก็ได้ยินประกาศการลาออกของท่านผู้นำในเวลานั้น พร้อมกับประโยคว่า “ผมพอแล้ว”

เวลานั้นฉันเริ่มสนใจการเมืองบ้างแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการพูดคุยของผู้ใหญ่ทำให้เราอยากรู้ เลยไปหาหนังสือในห้องสมุดมาอ่านแล้วก็ได้รู้เหตุการณ์ในอดีตของการเมืองไทยที่ทำให้ฉันเกิดคำถามหลายอย่างแต่ก็ไม่ได้หาคำตอบอย่างจริงจัง ได้แต่เก็บข้อมูลเหล่านั้นเอาไว้ในใจ และพร้อมกับการเข้าสู่วัยรุ่นประเทศเราก็ได้ผู้นำคนใหม่ ที่แม่ฉันบอกว่า “เป็นนายกฯ ที่แม่ชอบ”

แต่ท่านผู้นำที่แม่ชอบ ก็กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ทุกฉบับเมื่อเขาถูกจี้ให้ลงจากอำนาจบนเครื่องบิน เป็นเวลาเดียวกับที่ฉันได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย และเป็นเวลาที่รู้สึกฮอร์โมนพลุ่งพล่าน แบบที่เด็กยุคนี้ชอบพูดกันว่า “โมโหจนมือสั่นไปหมด” เพราะเหตุการณ์หลังจากนั้นอีกหนึ่งปี คือความพยายามเข้ามาครองตำแหน่ง “ผู้นำประเทศ” ของกลุ่มทหารกลุ่มหนึ่ง จนทำให้เกิดเหตุการณ์เหมือนที่ฉันเคยได้อ่านจากหนังสือในห้องสมุดโรงเรียน

หลังเหตุการณ์สงบ ทุกอย่างเหมือนฝันร้ายที่ผู้คนพยายามลืมกันอย่างรวดเร็ว เมืองไทยได้ผู้นำที่มาจากนักการเมือง และอดีตทหาร มันเป็นช่วงเวลาที่ฉันเริ่มรู้สึกว่าการเมืองน่าเบื่อ ยิ่งเมื่อถึงเวลาเรียนจบการทำมาหาเลี้ยงชีพดูจะเป็นเรื่องที่ฉันต้องให้ความสนใจมากที่สุด จนถึงปี 2540 หลังจากทำงานได้สองปี วิกฤติเศรษฐกิจที่เรียกว่า “ต้มยำกุ้ง” ทำให้ผู้นำที่เป็นอดีตทหารพ้นอำนาจไป และเป็นการก้าวเข้ามาของผู้นำประเทศที่มาจากนักการเมือง ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น “นักธุรกิจ” ผู้ได้ฉายาว่า “อัศวินลูกที่สาม”

พร้อมกับการเข้ามาสู่อำนาจของผู้นำคนนี้ ความเปลี่ยนแปลงในการเสพสื่อของคนในเวลานั้นเริ่มเปลี่ยนไป จากหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ กลายเป็นเว็บบอร์ดในอินเทอร์เน็ต เป็นเว็บไซต์ข่าว ที่เริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อความคิดของผู้คนในสังคมมากขึ้น และเป็นช่วงเวลาที่ฉันเข้ามาอยู่ในแวดวงสื่ออย่างเต็มตัว ได้เห็นการสร้าง Fake News ได้รับรู้ปฎิบัติการทางข้อมูล หรือที่เรียกว่า IO (Information Operation) ได้รู้ว่าการฝังความคิดคนโดยใช้สื่อเป็นเครื่องมือนั้นมีความรุนแรงยิ่งกว่าอาวุธใด ๆ

ฉันเริ่มมองการเมืองและความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองด้วยการรับรู้แบบ “รู้ซื่อ ๆ” รับรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น รับรู้ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง และรู้ว่าถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงมันจะไปลงเอยแบบใด

ฉันเห็นนักการเมืองรุ่นใหม่บางคน ชอบพูดถึง “ปีศาจกาลเวลา” ที่มาจากงานเขียนของ เสนีย์ เสาวพงศ์ ที่มีชื่อเรื่องว่า “ปีศาจ” ดูเหมือนพวกเขาจะชอบประโยคของ “สาย สีมา” ชายหนุ่มที่สาวคนรักเป็นลูกสาวของท่าน “เจ้าคุณ”

“ผมเป็นปีศาจที่กาลเวลาได้สร้างขึ้นมาหลอกหลอนคนที่อยู่ในโลกเก่า ความคิดเก่า ทำให้เกิดความละเมอหวาดกลัว และไม่มีอะไรที่จะเป็นเครื่องปลอบใจท่านเหล่านี้ได้ เท่ากับไม่มีอะไรหยุดยั้งความรุดหน้าของกาลเวลาที่จะสร้างปีศาจเหล่านี้ให้มากขึ้นทุกที”

ฉันอ่านนิยายเรื่องนี้ของเสนีย์ เสาวพงศ์ สมัยที่ยังเรียนมหาวิทยาลัย ในความคิดของฉันไม่ได้รู้สึกถึงเรื่องฐานันดรที่พูดถึงกัน แต่ฉันกลับรู้สึกว่า ปีศาจกาลเวลา ที่เปลี่ยนมาทุกยุคทุกสมัย เมื่อปีศาจตัวหนึ่งหมดเวลาไป ผู้คนก็ได้สร้างปีศาจตัวใหม่ขึ้นมา และฉันเชื่อว่าจะมีปีศาจตัวใหม่ ๆ เกิดขึ้นตามผู้คนที่ผันเปลี่ยนไป

ทุกวันนี้อารมณ์ร่วมของคนไม่ได้ถูกกระตุ้นจากสื่อเก่าอีกต่อไป และการฝังความคิดก็ทำได้ไม่ยากเท่าในอดีต หลังจากโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่า โซเชียลมีเดีย โลกที่หลายคนอาจเคยดูแคลนว่าเป็นเพียงโลกคู่ขนาน แต่ปรากฏการณ์ที่เราเห็นเมื่อห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคงเห็นแล้วว่า การฝังความคิดในโลกคู่ขนานนั้นส่งผลต่อความคิดคนในยุคนี้เช่นไร

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา มีเพื่อนหลายคนทั้งในแวดวงสื่อ และนอกวงสื่อ ส่งข้อความมาหาฉัน ทุกคนล้วนรู้สึกกังวลใจ และถามว่าฉันคิดอย่างไร ฉันไม่ได้มีคำตอบอะไรให้กับพวกเขานอกจากส่งสติกเกอร์ยิ้มไปให้ แม้ภายในใจของฉันมีคำตอบอยู่แล้วว่า “เมื่อปีศาจตัวเก่ากำลังจะหมดเวลา ปีศาจตัวใหม่จะถูกสร้างขึ้นโดยผู้คนในยุคสมัยนั้น” ฉันไม่อยากให้พวกเขากังวลใจจึงเลือกที่จะเงียบเสีย เพราะเมื่อถึงเวลาที่ปีศาจตัวใหม่ได้รับอำนาจเต็มที่ ฉันเชื่อว่าพวกเขาก็จะเห็นทุกอย่างชัดเจนด้วยตัวเอง

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ