รู้จักแนวคิด OKR ตั้งเป้าหมายเพื่อให้งานสำเร็จ

เคยเป็นไหม? วางแผน (ในหัว) ว่าจะลงมือทำอะไรสักอย่างไว้เสียดิบดี ลงมือทำได้แค่ไม่กี่วัน แผนก็ล่มไปเสียก่อน ทั้งที่ในตอนแรกก็มั่นใจว่าตัวเองมุ่งมั่นและแน่วแน่มากพอแล้ว แต่ก็ยังไม่สำเร็จอยู่ดี เป็นเพราะอะไรกัน

หากลองมาพิจารณาดูให้ดี ๆ เราเคยเขียนแผนที่อยากจะทำออกมาเป็นตัวหนังสือที่ดูจับต้องได้บ้างหรือเปล่า หลังจากที่มีความคิดว่าอยากทำเคยวางผลลัพธ์ที่วัดผลได้ออกมาบ้างหรือไม่ ถ้าไม่เคย Tonkit360 ขอท้าให้ลองทำตามแนวคิดแบบ OKR ดู แล้วมาดูกันว่า สามารถทำมันได้สำเร็จง่ายกว่าแบบที่แค่คิดไว้ในหัวว่าจะทำหรือเปล่า

แนวคิดแบบ OKR คืออะไร?

OKR เป็นแนวคิดในการตั้งวัตถุประสงค์ของสิ่งที่ต้องการจะทำให้ชัดเจน และตั้งผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้ จับต้องได้หลังจากลงมือทำแล้วบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ เพื่อกระตุ้นให้ตนเองมีความกระตือรือร้นที่จะทำ ในทางจิตวิทยา เมื่อคนเราประสบความสำเร็จได้ 1 เรื่อง ก็อยากที่จะประสบความสำเร็จในเรื่องอื่นด้วย ดังนั้น OKR จึงสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับวัตถุประสงค์ทุกอย่าง เพื่อนำไปสู่การจะบรรลุเป้าหมายอื่น ๆ ยิ่งขึ้นไป

แนวคิด OKR ปรากฏในหนังสือ “อยากสำเร็จต้องโฟกัสด้วยแนวคิด OKR” โดย Christina Wodtke ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งเป็นทั้งนักพูด นักเขียน และอาจารย์ที่สอนเกี่ยวกับการสร้างทีมงานในการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูง

พื้นฐานแนวคิดของ OKR

แนวคิดของ OKR จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนของ O (Objective) และ KR (Key Result)

  • O (Objective) คือ การกำหนดวัตถุประสงค์ อันดับแรกคือต้องรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องการ จะเป็นเพียงเป้าหมายระยะสั้น หรือเป้าหมายระยะยาวก็ได้ การกำหนด O จะทำให้เราหรือทีม (ในกรณีทำงานเป็นทีม) เห็นภาพความสำเร็จร่วมกัน
  • KR (Key Result) คือ ผลลัพธ์หลักที่ต้องการ เป็นสิ่งที่ต้องชี้วัดได้ว่าวัตถุประสงค์นั้นบรรลุผลแล้วหรือยัง หรือก็คือการทำให้ O เป็นสิ่งที่สามารถจับต้องได้

แนวคิด ORK พูดถึงเรื่องการกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน ก็เพื่อให้แน่วแน่ในการลงมือทำ เพราะอุปสรรคที่แย่ที่สุดในการลงมือทำ คือ สิ่งที่เข้ามารบกวนในระหว่างทาง การโฟกัสที่เป้าหมายก็เพื่อไม่ให้ไขว้เขวในระหว่างทาง จึงทำให้เราเห็นภาพชีวิตของตัวเองชัดขึ้นกว่าที่เราเห็นเมื่อวาน

ในความเป็นจริงแล้ว การคิดแบบ OKR ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะหลาย ๆ คนก็ร่างวัตถุประสงค์ของตัวเองออกมาชัดเจนก่อนที่จะลงมือทำ และกำหนดผลลัพธ์ไว้แล้วด้วยว่าต้องได้ผลลัพธ์อะไร นั่นจึงแปลว่าหลักการคิดแบบ OKR ที่พูดถึงในเรื่องการทำงานระดับองค์กร สามารถนำมาประยุกต์ดัดแปลงเข้ากับเป้าหมายส่วนตัวของแต่ละคนได้ทันที ขอแค่เริ่มที่จะเขียน OKR ของตัวเอง

การนำแนวคิด OKR มาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

ปกติแล้วการกำหนดวัตถุประสงค์ของแต่ละคน (ที่พอจะมุ่งมั่นได้) จะทำให้ภาพทุกอย่างที่เคยกระจัดกระจายเป็นระบบระเบียบมากกว่าเดิม แต่ไม่ควรตั้งเกิน 3-5 ข้อ วัตถุประสงค์ที่มากข้อไปจะทำให้เราเบื่อและหมดไฟไปเสียก่อน จนไม่สามารถทำภารกิจได้สําเร็จตามเป้าหมาย

ส่วนระยะเวลาในการลงมือทำ ไม่ควรจะตั้งกว้างหรือนานเกินไป เพื่อที่จะได้ไม่หลงทางหรือไฟหมด ระยะเวลาที่เหมาะสมคือประมาณ 1 เดือน แต่นานสุดไม่ควรเกิน 3 เดือน ทั้งนี้ก็ปรับเปลี่ยนได้ตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้

ตัวอย่างการนำแนวคิด OKR มาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

  • ฉันต้องได้เลื่อนตำแหน่งภายในปีนี้
  • ฉันต้องพิสูจน์ศักยภาพในการทำงาน เพื่อให้บริษัทปรับเงินเดือนขึ้นให้ภายในปีนี้
นอกจากเรื่องการทำงานแล้ว OKR ก็นำมาใช้กับเรื่องส่วนตัวได้ เช่น
  • ฉันต้องมีเงินเก็บ 1 แสนบาท ภายใน 2 ปี
  • ฉันจะลดน้ำหนักให้ได้ 5 กิโลกรัม ภายในครึ่งปี
จะเห็นได้ว่าเมื่อวัตถุประสงค์ ระยะเวลา และผลลัพธ์ที่วางไว้ชัดเจน เราก็มีความมุ่งมั่นที่จะเพิ่มศักยภาพในการทำงานเพื่อเลื่อนตำแหน่ง เพื่อปรับฐานเงินเดือน หรืออะไรก็ตามแต่ การวัดผลตรงนี้จะช่วยให้เราเห็นว่าเราเข้าใกล้ความสำเร็จมากแค่ไหนแล้ว และมาได้ไกลแค่ไหนแล้ว เพราะฉะนั้น ก่อนจะลงมือทำอะไรก็ตาม ลองกำหนดทั้ง O และ KR ดูก่อน แล้วประเมินว่าสามารถโฟกัสกับภารกิจตรงหน้าได้ดีแค่ไหน แล้วสุดท้าย ทำได้สำเร็จหรือไม่