
เหมือนว่าชีวิตจะไม่ค่อยเหมาะกับอะไรใส ๆ ฟรุ้งฟริ้งสักเท่าไร สุดท้ายแล้ว ก็ถูกปริศนาดึงดูดให้กลับมาเสพซีรีส์แนวสืบสวนสอบสวนอีกครั้ง ก็หัวใจมันเรียกร้องอะไรลุ้น ๆ ตื่นเต้น ๆ นี่นา
Secret Forest Season 2 เป็นซีรีส์ภาคต่อของ Secret Forest (Stranger) ซีรีส์แนวสืบสวนเรื่องดังของเกาหลีใต้ที่หลายคนประทับใจ และรอภาคต่อเพื่อร่วมเปิดโปงความลับต่าง ๆ ไปพร้อมกันอีกครั้ง ในที่สุดซีซันที่สองก็กลับมา หลังจากเคยประสบความสำเร็จไปแล้วในซีซันแรกเมื่อปี 2017
เพราะป็นซีซันที่ 2 นักแสดงหลัก ๆ เลยยังเป็นคนเดิม (จริง ๆ ไม่เคยดูซีซันแรกหรอก แต่ทำการบ้านมา) และยังคงคอนเซปต์เดิม คือ สืบหาความจริงของเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกซ่อนไว้ เพื่อเปิดโปงให้คนในสังคมได้รับรู้
ซีซัน 2 ใน EP แรกนี้ (เพิ่งดู EP เดียวจาก 2 EP) ไม่ได้เท้าความคดีไปถึงซีซันแรก เอาเป็นว่าถ้าไม่ได้ดูซีซันแรกมาก็ไม่งงอะไรมากมาย ที่เชื่อมโยงมาน่าจะมีแค่ความสัมพันธ์ของตัวละครหลังจากที่ระยะเวลาผ่านไป 2 ปี (ในเรื่องเป็นปี 2019) ตัวเรื่องเป็นเรื่องราวการทำงานร่วมกันระหว่างพระเอกที่ทำงานเป็นอัยการอยู่สำนักอัยการท้องถิ่น กับนางเอกที่เป็นตำรวจนักสืบอยู่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เหมือนว่าทั้งคู่ถูกย้ายมาประจำที่นี่เมื่อ 2 ปีก่อน ฉะนั้นซีซันแรกทั้งคู่คงไปทำอะไรมาเลยโดนย้าย แต่สิ่งที่เหมือนเดิมที่ทั้งคู่เจอคือความฟอนเฟะของวงการราชการ

ในซีรีส์มีทั้งรับสินบน การบังคับใช้กฎหมายที่ดูเหมือนว่าคนรวยและเจ้าหน้าที่สามารถลอยตัวได้แค่ใช้ทริคนิดหน่อย การข่มขู่และปิดปากพยาน การแทรกแซงการทำงานของกระบวนการยุติธรรม สามารถปิดคดีได้ทั้งที่ไม่สืบ ปัญหาส่วนรวมฉันไม่แคร์เพราะมันไม่แมส ฉันจะทำแต่งานที่เรียกเรตติ้ง (ความคิดของหัวหน้าหน่วยข่าวกรองตำรวจ) อะไรทำนองนี้
จริง ๆ เราเองก็ไม่ได้รู้เรื่องการสังคมหรือการเมืองของเกาหลีใต้เท่าไรนัก เพราะวัน ๆ เอาแต่อวยเมน ปั่นแท็กทวิตเตอร์ ตามติดชีวิตในกรมของเมน (ไร้สาระจริง ๆ) แต่เท่าที่ได้เห็นข่าวบ้าง เกาหลีใต้เองก็มีการชุมนุมอยู่บ่อยครั้ง (ย้ำว่าmujเกาหลีใต้ ทัวร์อย่าลง) ที่ได้เห็นล่าสุดคือหมอกับพยาบาลนัดหยุดงานมาชุมนุม เรื่องอะไรไม่รู้แหละ แต่คงเป็นเพราะไม่พอใจการทำงานของรัฐบาลที่สร้างความเดือดร้อนมากกว่าประโยชน์ ไม่งั้นคงไม่มีหมอพยาบาลสติดีที่ไหนทิ้งคนไข้นัดกันหยุดงานลงถนนแบบนั้นหรอก
กลับมาที่ซีรีส์ ในเมื่อมีคนทำผิดกติกา สมดุลของโลกจะดึงคนที่จะทำหน้าที่ถ่วงอีกฝั่งไว้ขึ้นมา หรือพูดง่าย ๆ ก็คือนักเปิดโปงที่คอยสืบหาความจริง (ซึ่งก็คือพระเอกนางเอกค่าา) เพราะพวกเขาเชื่อว่า “การตามหาความจริง การมุ่งหน้าไปสู่ทางที่ถูกต้อง เป็นกระบวนการที่ไม่มีที่สิ้นสุด แม้ว่าจะเดินต่อไปด้วยความหวังอันน้อยนิด แต่ก็ยังดีกว่าคิดว่ามันสิ้นหวัง ซึ่งถ้าหยุดเมื่อไรก็เท่ากับล้มเหลว”

ดังนั้น การทำงานร่วมกันของพวกเขาจึงเป็นการผดุงความยุติธรรมให้กับทุกฝ่าย แต่ระหว่างทางก็จะมีเรื่องของความสัมพันธ์นิด ๆ หน่อย ๆ พอหอมปากหอมคอตามประสาพระเอกนางเอก เท่าที่อ่านรีวิวจากคนที่ดูซีซันที่แล้ว ฉากกุ๊กกิ๊กมีไม่เยอะ แต่ฟินหนักมาก ก็คงต้องไปย้อนดูซีซันแรกด้วยเพื่ออรรถรสในการฟิน
ซื่อกินไม่หมดคดกินไม่นาน
เป็นสำนวนพื้น ๆ เมื่อพูดถึงการกระทำทุจริต (แต่บางทีก็แอบนานไปหน่อย รอจนเหนื่อย) อย่างที่แนะนำไปตั้งแต่ต้น เจ้าหน้าที่รัฐในเรื่องนี้ล้วนทำตัวสุ่มเสี่ยงที่จะทุจริต มีช่องว่างไม่ได้ต้องใช้ประโยชน์ตลอด ซึ่งตัวแปรสำคัญก็ล้วนแล้วแต่เป็น “เงิน” กับ “อำนาจ”
คือถ้าคุณมีเงินจ้างทนายเก่ง ๆ ฝีมือดีมีอำนาจ คดีก็ถูกปิดได้อย่างรวดเร็ว เขาสามารถทำให้อัยการยกฟ้องได้ด้วยเหตุผลว่าหลักฐานไม่เพียงพอที่จะดำเนินคดี ซึ่งนั่นก็เพราะไปข่มขู่พยานด้วยการทำให้กลัวว่าจะกลายเป็นผู้ส่งเสริมให้กระทำผิด หรือใช้เงิน (ชดเชย) ปิดปาก ก่อนที่พยานจะให้การอะไรออกมา
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “เงิน” เป็นปัจจัยสำคัญให้คดีพลิก ไม่เพียงแต่การรับสินบนของเจ้าหน้าที่รัฐหรอก แต่รวมถึงพยานด้วย ถึงขั้นที่ทนายในเรื่องยังพูดเลย ว่าขนาดคนที่ลูกถูกรถชนตาย แค่เสนอเงินสักก้อนยังยอมตกลงที่จะจบคดี

ดังนั้น ปมหลัก ๆ ของซีรีส์เรื่องนี้คือการติดสินบนเพื่อเปลี่ยนแปลงรูปคดี การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เท่าเทียม ทั้งที่ทุกคนควรจะอยู่ภายใต้กฎหมายมาตรฐานเดียวกัน แต่คนมีเงินมีอำนาจกลับได้รับการยกเว้น แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ยังหาโอกาสลอยตัว การข่มขู่และปิดปากพยานด้วยเงิน เพราะ “เงิน เคยไม่ได้ผลด้วยเหรอ” การแทรกแซงการทำงานกระบวนการยุติธรรมของคนมีอำนาจ ที่ถ้ายื่นมือเข้ามาเมื่อไรคดีก็จบได้ในไม่กี่วัน แม้แต่หน่วยข่าวกรองของกรมตำรวจยังเลือกที่จะทำข่าวของคนดังเพื่อเรียกเรตติ้ง แต่โยนปัญหาของประชาชนตาดำ ๆ ทิ้งเพราะมันไม่น่าสนใจ
เอาที่ตัวเองสะดวก ทำที่ตัวเองสบาย แต่ทำคนอื่นเดือดร้อน
อ้างอิงจากในซีรีส์ มีคู่รักคู่หนึ่งที่ทำบางอย่าง (งดสปอยล์) เพื่อความสะดวกของตัวเอง ฝ่าฝืนทำในสิ่งที่เขาห้าม ทำลายทรัพย์สินของสาธารณะ แต่สุดท้ายมันทำให้มีคนตายถึง 2 ศพ ตัดมาที่ภาพความเป็นจริง บ้านเราก็ใช่ว่าจะไม่มี ซึ่งอันที่จริงจะไปโทษการทำงานของราชการอย่างเดียวมันก็ไม่ถูก เพราะ “จิตสำนึก” เป็นสิ่งที่ต่อให้ไม่มีใครสอน ไม่มีกฎหมายบังคับ ก็ควรจะมี

ยกตัวอย่างการขับขี่ย้อนศร ที่ต้องใช้คำว่าขับขี่ เพราะเพิ่งเห็นเหตุการณ์ด้วยตัวเองไม่กี่วันก่อน (แต่ปกติก็เห็นบ่อย) รถที่ย้อนศรคือรถยนต์ ย้อนมันดื้อ ๆ บนถนนใหญ่สายหลักที่การจราจรคับคั่งในช่วงเร่งด่วนเลย ตัดหน้ารถทุกคันเพื่อย้อนขึ้นไปจุดกลับรถที่อยู่เยื้องกับซอยบ้าน ที่สำคัญคือตัดหน้ารถเมล์ที่มีคนบนรถไม่ต่ำกว่า 10 คน แน่นอนว่าทำให้ผู้ขับขี่ที่เขามาตามทางปกติเดือดร้อน ถ้ารถเมล์เบรกไม่ทันจะเป็นโศกนาฏกรรมใหญ่แค่ไหน ไม่ใช่แค่ 10 คนบนรถเมล์ แต่ครอบครัวของเขาล่ะ แล้วถ้าคนที่ทำผิดกฎก็ตายด้วย ใครจะรับผิดชอบ 10 ครอบครัวนี้
เอาเป็นว่าเหตุการณ์ในซีรีส์ (ทั้งที่เพิ่งดูไปตอนเดียว) จะค่อนข้างคล้ายคลึงกับสิ่งที่หลายคนคุ้นเคยดี บอกได้เลยว่าถ้าไม่เคยมาสัมผัสก็ไม่รู้หรอกว่าเดือดร้อนแค่ไหน เหมือนถ้าคุณเป็นคนขับรถใหญ่บนถนนที่มีน้ำขัง คุณคิดแค่ว่าคุณรีบและคุณไม่เปียก เหยียบซะมิดไมล์ แล้วมอเตอร์ไซค์ล่ะ คนเดินข้างทางล่ะ คุณรู้ได้ยังไงว่าเขาไม่รีบ แล้วเขาผิดอะไร ผิดที่นั่งมอเตอร์ไซค์ ผิดที่เดินไปป้ายรถเมล์เหรอ ทั้งที่คุณรู้แน่ ๆ ว่าเขาต้องเลอะถ้าน้ำกระเด็นใส่ แต่แล้วไงใครแคร์แบบนี้ก็ไม่ได้นะ หยุดเห็นแก่ตัวเถอะ ใจเขาใจเรา มีจิตสำนึกบ้าง
สาธารณูปโภคไม่ดี มีคนตาย
ปรากฏขึ้นมานิดเดียวในซีรีส์ ที่พูดถึงว่าถ้าทำ (ไม่พูด สปอยล์) ให้มันดี ๆ ก็คงไม่มีใครตาย ซึ่งถ้ามองตามหลักความเป็นจริง สาธารณูปโภคคือสิ่งที่ภาครัฐต้องจัดเตรียมไว้ให้สาธารณชน ซึ่งก็คือประชาชนที่มากกว่า 1 คนได้ใช้ร่วมกัน นั่นแปลว่าถ้าสิ่งเหล่านั้นมันไม่มีคุณภาพพอที่จะรองรับการใช้งานของสาธารณชน ก็ย่อมมีคนเดือดร้อน
อย่างไม่กี่วันก่อนก็มีข่าวเด็กนักเรียนเดินตกท่อ แต่คงมีคนออกมารับบทนางฉอดก่อนอยู่แล้ว รู้จริงบ้างไม่จริงบ้าง ว่าคนเดินต้องคอยมองทางไม่ใช่มัวแต่ก้มเล่นโทรศัพท์ แต่ ๆๆ ของที่ใช้ร่วมกันของสาธารณชนก็ควรจะมีมาตรฐานไม่ใช่เหรอ ถ้าเป็นคนที่เขาก็เดินมาดี ๆ ระมัดระวังตัวอย่างดี แต่เกิดตกท่อเพราะไปเหยียบฝาท่อยุบงี้ ทั้งที่ปกติฝาท่อบนทางเท้ามันถูกออกแบบมาให้เหยียบได้อยู่แล้ว เอาเข้าจริง ต่อให้เดินเล่นโทรศัพท์ ก็ไม่ควรมีใครเจ็บตัวเพราะสาธารณูปโภคชำรุดหรอกนะ
ยิ่งดูซีรีส์เรื่องนี้ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเหยื่อคนนึงเหมือนกัน (เครียดเลย) ยอมรับว่าหลายครั้งที่เจ็บตัวเป็นเพราะความประมาทของตัวเอง แต่ก็ไม่น้อยครั้งเหมือนกันที่กลายเป็นเหยื่อทั้งที่ทำถูกทุกอย่าง มันก็คงไม่ใช่เรื่อง เอาเป็นว่าสังคมเกาหลีใต้ที่เราเห็นในซีรีส์รัก ๆ ฟิน ๆ มันก็เป็นแค่ภาพที่ตกแต่งเพื่อการโฆษณาเท่านั้น ทุกที่มีมุมดีและมุมมืด มีคนดีและคนไม่ดี เราควบคุมสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ ฉะนั้นก็มาทำในสิ่งที่เราทำได้ด้วยการควบคุมตัวเองเอาแล้วกัน ^_^






























