
ช่วงนี้ ยังคงมีข่าวปลดพนักงานฟ้าผ่า หรือประกาศเลิกจ้าง (Lay Off) ของบริษัทต่าง ๆ กันอย่างต่อเนื่อง ทำให้มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายต้องคอยเกาะติดสถานการณ์กันอย่างใกล้ชิด เพราะไม่แน่ว่าจะโดนหางเลขถูกเลิกจ้างไปด้วยหรือไม่
Tonkit360 จึงรวบรวมข้อมูลที่ควรรู้เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ลูกจ้างต้องได้รับ หากถูกเลิกจ้าง หรือตกงานแบบไม่ทันตั้งตัว
ค่าชดเชย ตามกฎหมายแรงงาน กระทรวงแรงงาน
1. กรณีนายจ้างเลิกจ้าง โดยลูกจ้างไม่มีความผิด มีรายละเอียด ดังนี้
- ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน
- ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน
- ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 3 ปีแต่ไม่ครบ 6 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน
- ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 240 วัน
- ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 10 ปีขึ้นไป มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน
2. กรณีนายจ้างเลิกจ้าง เพราะเหตุปรับปรุงหน่วยงาน อันเป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนลูกจ้างลง ต้องดำเนินการ ดังนี้
(1) นายจ้างต้องแจ้งวันที่จะเลิกจ้าง เหตุผลของการเลิกจ้าง และรายชื่อลูกจ้างที่จะถูกเลิกจ้าง ให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงาน ทราบล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า 60 วัน ก่อนวันที่จะเลิกจ้าง
(2) ถ้านายจ้างไม่แจ้งแก่ลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้า หรือแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่าระยะเวลา 60 วัน นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่ลูกจ้างเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 60 วัน หรือเท่ากับค่าจ้างของการทำงาน 60 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
นอกจากนี้ นายจ้างยังจำต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยปกติอีก ในกรณีดังนี้
(1) ลูกจ้างทำงานติดต่อกันครบ 6 ปีขึ้นไป นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยปกติ ซึ่งลูกจ้างมีสิทธิได้รับอยู่แล้ว ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 15 วันต่อการทำงานครบ 1 ปี หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 15 วันสุดท้ายต่อการทำงานครบ 1 ปี สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(2) ค่าชดเชยพิเศษนี้ รวมแล้วต้องไม่เกินค่าจ้างอัตราสุดท้าย 360 วัน หรือไม่เกินค่าจ้างของการทำงาน 360 วันสุดท้าย สำหรับลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย แต่ทั้งนี้ รวมแล้วต้องไม่เกินค่าจ้างอัตราสุดท้าย 360 วัน
(3) เพื่อประโยชน์ในการคำนวณค่าชดเชยพิเศษ เศษของระยะเวลาทำงานที่มากกว่า 180 วัน ให้นับเป็นการทำงานครบ 1 ปี
3. กรณีนายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่น อันมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัว
(1) นายจ้างต้องแจ้งล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนย้าย ถ้าลูกจ้างไม่ประสงค์จะไปทำงานด้วย ลูกจ้างมีสิทธิ์บอกเลิกสัญญาจ้างได้โดยได้รับค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่า 50% ของอัตราค่าชดเชยปกติที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิ์ได้รับ
(2) ถ้านายจ้างไม่แจ้งให้ลูกจ้างทราบถึงการย้ายสถานประกอบกิจการล่วงหน้า นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษ แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน
ข้อยกเว้น ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เมื่อลูกจ้างกระทำการ ดังนี้
(1) ลูกจ้างลาออกเอง
(2) ลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง
(3) ลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
(4) ลูกจ้างประมาทเลินเล่อ จนเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
(5) ลูกจ้างกระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรง นายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน ซึ่งหนังสือเตือนนั้นให้มีผลบังคับได้ไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่ลูกจ้างได้กระทำผิด
(6) ลูกจ้างละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกัน ไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตาม โดยไม่มีเหตุอันสมควร
(7) ลูกจ้างได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
(8) กรณีการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน และนายจ้างเลิกจ้าง ตามกำหนดระยะเวลานั้น ได้แก่
- การจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจ หรือการค้าของนายจ้าง ซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน
- งานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว ซึ่งมีกำหนดงานสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงาน
- งานที่เป็นไปตามฤดูกาล และได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ซึ่งจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกิน 2 ปี โดยนายจ้างได้ทำสัญญาเป็นหนังสือกับลูกจ้างไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้างสิทธิอันพึงมี ตามสำนักงานประกันสังคม
เงินทดแทนกรณีว่างงาน กองทุนประกันสังคม
สำหรับกรณีที่ลูกจ้างที่ที่จ่ายเงินสบทบเข้ากองทุนประกันสังคม มาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน จะได้รับเงินช่วยเหลือกรณีว่างงาน ดังนี้
1. กรณีถูกเลิกจ้าง
ในกรณีนี้ ลูกจ้างได้รับเงินทดแทนปีละไม่เกิน 180 วัน ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย โดยคำนวณจากฐานเงินสมทบขั้นต่ำเดือนละ 1,650 บาท และฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท
2. กรณีลาออก หรือสิ้นสุดสัญญาจ้างตามกำหนดระยะเวลา
ลูกจ้างจะได้รับเงินทดแทนปีละไม่เกิน 90 วัน ในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้างเฉลี่ย โดยคำนวณจากฐานเงินสมทบขั้นต่ำเดือนละ 1,650 บาท และฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท
*** โดยลูกจ้างคนดังกล่าว ต้องขึ้นทะเบียนที่สำนักงานจัดหางานของรัฐ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ว่างงาน
ทั้งนี้ คุณในฐานะลูกจ้างที่ลาออกจากงาน ยังได้รับความคุ้มครองจากสำนักงานประกันสังคมต่อไปอีก 6 เดือน นับจากวันที่ลาออกจากงาน ดังนี้
- กรณีเจ็บป่วย เฉพาะผู้จ่ายเงินสมทบ ในส่วนของกรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตรายมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนวันรับบริการทางการแพทย์
- กรณีคลอดบุตร เฉพาะผู้ที่จ่ายเงินสมทบมาไม่น้อยกว่า 5 เดือน ภายใน 15 เดือน ก่อนเดือนคลอดบุตร
- กรณีทุพพลภาพ เฉพาะผู้จ่ายเงินสมทบครบ 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนทุพพลภาพ
- กรณีเสียชีวิต (ไม่ใช่จากการทำงาน) เมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้ว 1 เดือน ภายในระยะเวลา 6 เดือน ก่อนเดือนถึงแก่ความตาย
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
สำหรับ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” นั้น เป็นหนึ่งในสวัสดิการที่นายจ้างมีให้มนุษย์เงินเดือนอย่างเราได้เก็บออมเงินอย่างต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อเก็บไว้ใช้ยามเกษียณหรือลาออกจากงาน ฉะนั้น เมื่อคุณลาออกจากงาน ย่อมเท่ากับสิ้นสุดการเป็นสมาชิกกองทุนฯ ทันที เมื่อเป็นเช่นนั้น คุณจะได้รับเงินที่จ่ายเข้ากองทุนฯ คืน ส่วนเงินสมทบของนายจ้างที่จ่ายเข้ากองทุนฯ และผลตอบแทนการลงทุน จะถูกคำนวณคืนให้คุณตามสัดส่วนและตามอายุงาน






























