Home Inspiration My Dear มีเดีย ข้อคิดจาก ไคลฟ์ เทลด์สลี่ย์ กับการเป็นนักพากย์ที่ดี

ข้อคิดจาก ไคลฟ์ เทลด์สลี่ย์ กับการเป็นนักพากย์ที่ดี

พี่บัญชา อ่อนดี อดีตบรรณาธิการเซคชั่น “ผู้จัดกวน” ของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน เคยสอนเอาไว้สมัยที่เรายังเป็นศิษย์เดินตามอาจารย์ แล้วพี่บัญชาเห็นข่าวกีฬาข่าวหนึ่งที่พาดหัวถึงนักฟุตบอลชื่อดังในเวลานั้นโดยให้ฉายาเอามันว่า “เหยิน”

พี่บัญชา บอกกับผู้เขียนว่า “จำไว้นะ เวลาเขียนข่าวอย่าได้เที่ยวเอาความผิดปกติทางร่างกาย หรือความต่างของเชื้อชาติของคนที่เป็นข่าวมาเขียนล้อเป็นฉายาเพื่อหวังจะให้ข่าวนั้นมีสีสัน หรือมีความสนุกเด็ดขาด เพราะไม่เพียงข่าวนั้นจะดูราคาถูกแล้ว แต่ยังทำให้เห็นถึงทัศนคติของคนเขียนด้วยอีกต่างหาก”

เป็นคำสอนที่จนถึงทุกวันนี้เราก็ยังคงนำมาสอนน้องที่ทำงานร่วมกัน และเมื่อสัปดาห์ก่อนมีข่าวหนึ่งที่ทำให้คิดถึงพี่บัญชาขึ้นมา เพราะข่าวที่ว่านั้นเป็นเรื่องของนักพากย์ชื่อดังที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นนักพากย์คุณภาพคนหนึ่งของวงการมีชื่อว่า ไคลฟ์ เทลด์สลี่ย์ (Clive Tydesley) ผู้บรรยายฟุตบอลหมายเลขหนึ่งของสถานีโทรทัศน์ไอทีวี แต่ถูกปลดชนิดที่เจ้าตัวเองยังออกมายอมรับว่ารู้สึกงงและไม่เข้าใจ

ไคลฟ์ นั้นเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นผู้บรรยายแถวหน้า เพราะแม้แต่แฟนบอลยุคใหม่ยังยอมรับเสียงของ ไคลฟ์ และในวัย 65 ปี ไคลฟ์ ยังคงบอกผ่านคลิปที่เขาอัดเพื่อเผยความในใจในวันที่ถูกปลดว่า “เขายังมีไฟในการทำงาน แม้ว่าการถูกปลดจากผู้บรรยายของไอทีวีในครั้งนี้ จะทำให้เขาผิดหวังและเสียใจมากเพราะเป็นงานที่รัก และเขาเองยังแข็งแรงดีไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการทำงานและจะมองหาโอกาสเพื่อก้าวเดินต่อไป”

หลายคนที่ไม่เคยได้ฟังเสียง ไคลฟ์ อาจสงสัยว่าผู้บรรยายคนนี้มีอิทธิพลขนาดไหนต่อวงการสื่อฟุตบอลในอังกฤษ เอาเป็นว่าการถูกปลดจากไอทีวีในครั้งนี้ ไคลฟ์ได้รับการเขียนถึงในทางบวกจากสื่อเกือบทุกฉบับไม่ว่าจะเป็น Gurdian, Independent, Dailymail หรือแม้กระทั่งแกรี่ย์ ลินิเกอร์ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ และยังเป็นพิธีกรรายการ Match Of The Day ยังทวีตคลิปของไคลฟ์ว่าเป็นผู้บรรยายฟุตบอลที่มีฝีมือคนหนึ่งของวงการ

และถ้าอยากรู้ว่าไคลฟ์มืออาชีพขนาดไหน คลิปก่อนหน้านี้ของไคลฟ์ที่กลายเป็นข่าวใหญ่ก่อนที่เขาจะถูกปลดจากไอทีวี คือสิ่งที่ทำให้เราคิดถึงคำสอนของพี่บัญชา ไคลฟ์พูดถึงการทำงานของผู้บรรยายฟุตบอลที่ควรทำหน้าที่อย่างมีความรับผิดชอบไม่ใช่สักแต่พากย์เอามันอย่างเดียว

ซึ่งไคลฟ์พูดถึงการทำงานของผู้บรรยายในปัจจุบัน หลังจากที่ได้รับรายงานผลสำรวจของสถาบัน RunRepeat ซึ่งทำงานร่วมกับ PFA หรือสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ ที่ระบุว่าผู้บรรยายพูดถึงนักฟุตบอลผิวสีในแง่มุมที่ไม่ดีนักต่างจากนักฟุตบอลผิวขาว ซึ่งทำให้ ไคลฟ์ เขียนจดหมายถึง PFA ว่าควรจะมีการสอนหรือชี้แจงถึงความเหมาะสมในการทำหน้าที่ผู้บรรยายหรือนักพากย์

ขณะเดียวกัน ไคลฟ์ เองยังได้พูดผ่านโซเชียลมีเดียของตนเองถึงการทำงาน ว่าการเป็นนักพากย์ที่ดีนั้น คือการเตรียมความพร้อม และต้องคาดเดาได้ด้วยว่าเกมที่เราจะต้องบรรยายนั้นจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เพื่อเตรียมข้อมูลที่ไม่ใช่แค่รายชื่อนักฟุตบอล หรือนักเตะคนนี้ลงสนามมาแล้วกี่ครั้ง ทำประตูได้เท่าไร อันเป็นสถิติทั่ว ๆ ไป

แต่การเป็นผู้บรรยายที่ดี หมายถึงการเตรียมตัวเองด้วยว่าจะต้องพูดอย่างไรเพื่อให้คนที่ฟังการบรรยายรู้สึกสนุกไปกับเกม และคำที่ใช้ในการบรรยายนั้นจะไม่ไปกระทบใคร เพราะหลังจากพูดออกไปในการบรรยายแล้ว คนฟังได้ยินแล้ว “คุณจะต้องรับผิดชอบสิ่งที่พูดออกไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

ขณะเดียวกันไคลฟ์ยังบอกด้วยว่า “ผู้บรรยายในปัจจุบันควรจะต้องพยายามมากขึ้นเพื่อรับผิดชอบงานของตัวเอง เพราะสังคมในปัจจุบันนั้นมีความอ่อนไหว การพูดในทางลบไม่ว่าจะโดยตรงหรืออ้อมเกี่ยวกับเชื้อชาติหรือสีผิวนั้นเป็นสิ่งที่ผิดมหันต์สำหรับการเป็นผู้บรรยาย แสดงให้เห็นถึงความไม่รู้และไม่รับผิดชอบ ทำงานแบบคนขี้เกียจ ไร้ความคิด ซึ่งไม่ควรจะมีผู้บรรยายแบบนี้อยู่ในวงการ”

นี่ละค่ะ คนแบบไคลฟ์ ที่ไอทีวีไม่เอาซึ่งทำให้คอลัมนิสต์ของเดลี่ย์เมลอย่าง แมตต์ บาร์โลว์ ตำหนิไอทีวีในการตัดสินใจปลดไคลฟ์ และยังเปรียบว่าไอทีวีได้ทำให้ของดีหลุดมือไปอย่างน่าเสียดาย

เขียนมาถึงตรงนี้ไม่แวะเข้าวงการผู้บรรยายกีฬาในเมืองไทยก็ใช่ที่นะคะ เพราะชอบมีคนถามบ่อย ๆ ว่าทำไมพี่คนนี้ไม่ได้พากย์แล้ว พี่คนนั้นเสียงก็ดีน่าเสียดาย ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงได้แต่ยิ้มตอบไม่อธิบายอะไร

แต่ถ้าเล่าเรื่องของไคลฟ์แล้วก็อดไม่ได้ขอแถมให้เล็ก ๆ เพราะผู้บริหาร “ระดับกลาง” ของไอทีวี ที่ปลดไคลฟ์ ก็ไม่ต่างอะไรจากผู้บริหาร “ระดับกลาง” ของเมืองไทย ด้วยลักษณะของผู้บริหาร “ระดับกลาง” นั้น ส่วนใหญ่จะตัดสินใจอะไรไม่ค่อยได้ มีอำนาจก็มีไม่เต็มมือ พอได้รับมอบหมายก็จะแสดงออกชนิด Overrate บางคนยังสะกดคำว่า “นักพากย์” เป็น “นักพากษ์” อยู่เลย แล้วเราจะไปคาดหวังให้ คนพากย์ ที่เราอยากให้พากย์กลับมาพากย์ให้เราฟังได้อย่างไร

สถานการณ์ของผู้บรรยายกีฬาในเมืองไทยในปัจจุบันก็ไม่ได้ต่างจากที่ไคลฟ์กล่าวไว้หรอกค่ะ เพราะผู้บรรยายที่เน้นพากย์เอามันไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลยนอกจากถือไอแพด แล้วเดินเข้าห้องพากย์นั้นเดินสวนกันเต็มวงการ

แต่เราในฐานะคนฟังสามารถเลือกได้ค่ะ ถ้าอะไรที่ฟังแล้วขัดหู ก็ฟังเสียงบรรยายภาษาอังกฤษไปก็เพลิดเพลินไปอีกแบบนะคะ แถมได้ฝึกทักษะภาษาอังกฤษไปด้วย ส่วนอะไรที่มันเสื่อมก็ปล่อยให้เสื่อมไปตามสภาพค่ะ เพราะ “สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อในตน” ยากที่จะแก้ไขเสียแล้ว

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า