หน้าฝนนี้ อย่ามองข้าม “โรคไข้เลือดออก”

ภาพจาก Pixabay

ข่าวคราวเรื่องโรคภัยไข้เจ็บในช่วงนี้ ส่วนใหญ่สนใจและติดตามเฉพาะข่าวการแพร่ระบาดของ COVID-19 กันทั้งนั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่เราทุกคนต่างติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อพร้อมรับมือหากเกิดการระบาดรุนแรงอีกครั้ง

แต่เมื่อ COVID-19 มาแรงจนทำให้คนละเลยการดูแลสุขภาพจากโรคภัยไข้เจ็บอื่น ๆ โดยเฉพาะโรคที่ระบาดเป็นปกติทุกปีอย่าง “ไข้เลือดออก” ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่มีการประกาศเตือนให้เป็นโรคเฝ้าระวังในประเทศไทย เพราะมีอัตราการป่วยและการแพร่ระบาดค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนนี้

โดยรายงานสถานการณ์โรคไข้เลือดออกของกองควบคุมโรคติดต่อ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รับรายงานเฝ้าระวังโรคจากสถานพยาบาลภาครัฐ และเอกชน ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค. – 4 ก.ค. 63 พบว่าผู้ป่วยสะสมโรคไข้เลือดออกของกรุงเทพมหานครมีจำนวน 1,661 ราย ผู้ป่วยสะสมทั้งประเทศ 25,708 ราย ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 15 ราย ซึ่งถือเป็นการระบาดที่รุนแรง และกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย แต่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ได้ตระหนักถึงความร้ายแรงของโรคไข้เลือกออกกันเท่าที่ควร

ทั้งนี้ ช่วงนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงฤดูฝน ที่เป็นฤดูการระบาดของโรคเป็นปกติอยู่แล้วด้วย ทำให้สถานการณ์โรคไข้เลือดออกค่อนข้างน่ากลัว เพราะถูกมองข้าม โดยเมื่อใดที่ฝนตกจะมีแอ่งน้ำท่วมขังในพื้นที่ต่าง ๆ มีน้ำขังตามภาชนะ วัสดุ ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ชั้นดีของยุงลาย พาหะของโรคไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever) เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue) โดยมียุงลายเพศเมียซึ่งจะออกหากินเฉพาะช่วงกลางวันเป็นพาหะนำโรค เมื่อยุงลายเพศเมียดูดเลือดของผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสเดงกี เชื้อไวรัสจะเข้าไปเติบโตในตัวยุง จากนั้นเมื่อยุงไปกัดคนอื่นต่อ ก็จะสามารถแพร่เชื้อไวรัสเดงกีไปยังผู้นั้นได้ ซึ่งโรคไข้เลือดออกไม่ได้ติดต่อจากคนสู่คน แต่เกิดจากยุงลาย

หากถูกยุงกัดแล้วมีไข้สูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียส นาน 2-7 วัน ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร คลื่นเหียนอาเจียน มีอาการตับโต เมื่อกดแล้วจะรู้สึกเจ็บ มีรอยจ้ำเลือดสีแดงตามตัว บางรายท้องเสีย ถ่ายเป็นเลือด ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจเป็นโรคไข้เลือดออก จากนั้นให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะผู้ป่วยไข้เลือดออกมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนสูง เนื่องจากมีเลือดออกตามเนื้อเยื่อและอวัยวะภายใน ความดันเลือดต่ำ การไหลเวียนโลหิตล้มเหลว นำไปสู่ภาวะช็อก ถ้ายังไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ก็มีโอกาสเสียชีวิตได้

ปกติระยะฟักตัวของเชื้อไวรัสเดงกี ในคนอยู่ที่ประมาณ 3-14 วัน โดยทั่วไปประมาณ 5-8 วัน ส่วนระยะเพิ่มจำนวนไวรัสเดงกีในยุงอยู่ที่ประมาณ 8-10 วัน เมื่อมีอาการป่วย จะแบ่งอาการได้ 3 ระยะ คือ ระยะไข้ ซึ่งจะมีอาการดังกล่าวมาแล้วข้างต้น จากนั้นจะเข้าสู่ระยะวิกฤติ/ช็อก ระยะนี้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน อาจส่งผลให้เสียชีวิตได้ แต่หากได้รับการรักษาแล้วจะเข้าสู่ระยะฟื้นตัว ซึ่งอาการผู้ป่วยจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ตาม โรคไข้เลือดออกไม่ติดต่อจากคนสู่คน แต่จะติดต่อกันโดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค การติดต่อจึงมีระยะเวลาทั้งในผู้ป่วยและยุง ในระยะที่ผู้ป่วยมีไข้สูงช่วงวันที่ 2-4 จะมีไวรัสเดงกีอยู่ในกระแสเลือดมาก ระยะนี้จึงเป็นระยะติดต่อจากคนสู่ยุง และระยะเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสในยุงจนมากพออีกประมาณ 8-10 วัน จนเข้าสู่ระยะติดต่อจากยุงสู่คน

ในปัจจุบัน ยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี รวมถึงยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคด้วย เมื่อป่วยด้วยโรคนี้ แพทย์จะให้การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ ให้การดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด จะต้องมีการดูแลรักษาพยาบาลที่ดีตลอดระยะวิกฤต คือ ช่วง 24-48 ชั่วโมง ที่มีการรั่วของพลาสมา สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกหรือเลือดออก แพทย์จะต้องให้การรักษาเพื่อแก้ไขสภาวะดังกล่าว ด้วย สารน้ำ พลาสมา หรือสาร colloid อย่างระมัดระวัง เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยและป้องกันโรคแทรกซ้อน

ฉะนั้น เราจึงทำได้เพียงระวังตนเองอย่าให้ถูกยุงกัด โดยเฉพาะช่วงกลางวัน ใช้สารทากันยุง ใช้สารไล่ยุง สวมเสื้อผ้าที่ปิดร่างกายมิดชิด และต้องไม่ลืมกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ด้วยมาตรการ 3 เก็บ คือ เก็บบ้าน เก็บขยะ และเก็บน้ำ ด้วยการปิดฝาภาชนะที่ใช้เก็บน้ำ หรือใส่ทรายอะเบทในน้ำเพื่อกำจัดลูกน้ำยุงลาย หมั่นเปลี่ยนน้ำบ่อย ๆ คว่ำวัสดุที่อาจมีน้ำขัง และควรจัดบ้านให้โล่งโปร่ง จะได้ไม่มีมุมอับที่ยุงจะไปซ่อนตัวอยู่ ก็จะช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคได้มากเลยทีเดียว

ข้อมูล : กรมควบคุมโรค, กองควบคุมโรคติดต่อ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร