“เงินออมฉุกเฉิน” วางแผนอย่างไรถึงจะรอด

ภาพจาก freepik.com

สถานการณ์ COVID-19 ในประเทศไทยขณะนี้แม้ว่าจะคลี่คลายบ้างแล้ว แต่ก็ยังไว้วางใจไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้ให้บทเรียนหลายอย่าง เมื่อ COVID-19 เข้ามา Disrupt ทุกอย่างโดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจการเงิน จนทำให้ทุกสิ่งอย่างหยุดชะงัก หลายคนกลายเป็นคนว่างงาน และหลายกิจการต้องปิดตัวลง การประคับประคองตนเองให้ผ่านช่วงเวลาที่ไม่มีรายได้ไปให้ได้ จึงต้องพึ่งพา “เงินเก็บ” ที่หลายคนอาจจะเพิ่งมาเห็นความสำคัญในตอนนี้ว่ามีความจำเป็นมากขนาดไหน

COVID-19 จึงเป็นบทเรียนให้กับใครหลายคนที่ไม่มีหรือไม่เคยคิดจะมีเงินเก็บให้หันมาตระหนักว่า ต้องเริ่มต้นเก็บออมตั้งแต่วันนี้ เพราะความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา จึงต้องวางแผนให้รัดกุม เพื่อบริหารความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

หากวางแผนเริ่มออมเงินตั้งแต่วันนี้ วันข้างหน้าก็จะไม่เดือดร้อนมาก และถ้าไม่ได้นำมาใช้ในช่วงที่มีสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด เงินเก็บส่วนนี้ก็จะเป็นเงินที่มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับอนาคตในบั้นปลาย ดังนั้น เราควรมีเงินเก็บสำรองไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉินจำนวน 6 เดือนของรายได้ปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพเศรษฐกิจ รายได้ และภาระค่าใช้จ่ายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เทคนิคการเก็บออมเงินจึงต้องประยุกต์ให้เข้ากับตนเอง และเริ่มต้นเท่าที่ตนเองไหว โดยอาศัยเทคนิคเหล่านี้

1. ระมัดระวังการใช้จ่าย

การเริ่มต้นเก็บเงินในช่วงที่สภาพทางการเงินไม่เอื้ออำนวย ต้องเริ่มจากการค่อย ๆ ตัดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยออกก่อน จากนั้นจึงจัดสรรค่าใช้จ่ายออกเป็นรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือนให้ชัดเจน ซึ่งต้องวางแผนให้รัดกุม ปรับเปลี่ยนแผนไปทีละขั้นตอน หากเก็บเงินได้ระยะหนึ่งแล้ว จึงเริ่มผ่อนปรนให้ตัวเองใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้บ้าง แต่ต้องรักษาวินัยในการใช้เงินตลอดไป

2. เตรียมแผนสำรองอยู่เสมอ

การประเมินค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยในแต่ละเดือน จะช่วยให้เรากำหนดแผนคร่าว ๆ ได้ว่าต้องเตรียมรับความเสี่ยงเรื่องการเงินอย่างไรบ้าง สิ่งที่จำเป็นต้องใช้ในการวางแผนคือ “บันทึกรายรับรายจ่าย” ที่บันทึกอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพราะถ้าหากไม่นับรวมรายจ่ายฟุ่มเฟือย ค่าใช้จ่ายจำเป็นในแต่ละเดือนก็จะไม่ต่างกันมาก ซึ่งจะช่วยให้เราเห็นภาพว่าต้องจัดการเรื่องการสำรองเงินอย่างไร

3. อาชีพหลักต้องมีอาชีพเสริมต้องหา

หลายคนถูกพักงานยาวไม่มีกำหนด หลายคน Work from Home แบบโดนลดเงินเดือน และบางคนก็โชคร้ายถึงขั้นตกงาน แต่ถ้าหากก่อนหน้านี้ยังมีอาชีพเสริมรองรับ ก็ยังพอจะวางแผนไปต่อได้คล่องตัวขึ้นเล็กน้อย หรือเริ่มต้นหาตอนนี้ก็ยังไม่สาย อาจเริ่มต้นจากความสนใจ ทักษะที่ทำได้ ทุนที่มีอยู่ อะไรที่พอทำได้ก็ต้องทำไปก่อน อีกทั้งในช่วง Work from Home ถ้าเราตัดระยะเวลาในการเดินทางไปทำงาน ก็สามารถใช้เวลานั้นทำอาชีพเสริมอย่างอื่นได้

4. ไม่มองข้ามเรื่องแหล่งเก็บเงิน

เมื่อมีเหตุจำเป็นต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วน แหล่งเก็บเงินของเราต้องมีสภาพคล่อง พร้อมให้เราถอนเงินมาใช้ได้ในทันที อย่างเช่น “บัญชีออมทรัพย์” ที่มีความยืดหยุ่นสามารถฝาก-ถอน-โอนได้เสมอไม่มีเงื่อนไข อีกอย่างที่สำคัญ คือ ควรมีแอปพลิเคชันธนาคารไว้ด้วยเพื่อรองรับการทำธุรกรรมออนไลน์ ในกรณีที่ไม่สามารถไปทำธุรกรรมที่สาขาธนาคารได้นั่นเอง

5. มีวินัยในการออมเงิน

สูตรที่ 1 คิดจากเงินเดือน ซึ่งแต่ละเดือนควรออมเงินให้ได้ 10 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ โดยแบ่งออมก่อนใช้ “รายได้-เงินออม=รายจ่าย” อย่างเช่น หากมีรายได้ 15,000 บาท ควรออมให้ได้อย่างน้อยเดือนละ 1,500 บาท ออมไปเรื่อย ๆ

สูตรที่ 2 คิดจากค่าใช้จ่าย ใช้วิธีคิดแบบ “ค่าใช้จ่ายรายเดือน x จำนวนเดือนความเสี่ยง” ซึ่งค่าใช้จ่ายรายเดือนนี้ต้องคิดรวมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ส่วนจำนวนเดือนความเสี่ยง อาจดูตามประเภทของอาชีพ (หรืออย่างน้อย 6 เดือน) เพื่อให้มีเงินใช้ระหว่างตั้งหลักหางานใหม่ เช่น หากแต่ละเดือนมีค่าใช้จ่าย 8,000 บาท จะต้องมีเงินฉุกเฉินอย่างน้อย…

  • รับราชการ เป็นอาชีพที่มั่นคงที่สุด เสี่ยงตกงานน้อยที่สุด ใช้สูตรคูณ 3 เดือน ควรมีเงินฉุกเฉินอย่างน้อย 24,000 บาท
  • พนักงานบริษัทเอกชน ใช้สูตรคูณ 6 เดือน ควรมีเงินฉุกเฉินอย่างน้อย 48,000 บาท
  • อาชีพอิสระ เป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด เพราะมีรายได้ไม่แน่นอน ใช้สูตรคูณ 12 เดือน ควรมีเงินฉุกเฉินอย่างน้อย 96,000 บาท

สูตรที่ 3 เป็นสูตรประเมินความสามารถในการแบกรับภาระหนี้ของลูกหนี้ของธนาคารในการกู้เงินซื้อบ้าน โดยภาระหนี้สินของคนที่ธนาคารนำมาคิดจะอยู่ที่ 40 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ซึ่งนั่นจะประมาณค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนว่าเรามีค่าใช้จ่ายเท่าไร จากนั้นค่อยนำมาคำนวณเรื่องจำนวนเงินเก็บที่ควรมีตามระยะเวลา เช่น รายได้ 15,000 บาท ภาระค่าใช้จ่าย 40 เปอร์เซ็นต์จะอยู่ที่ 6,000 บาทต่อเดือน แต่ทั้งนี้ต้องรวมค่าผ่อนบ้านเข้าไปด้วย ซึ่งก็คือ 40 เปอร์เซ็นต์ที่ว่า คือ 6,000 บาท นั่นเท่ากับว่าหากต้องการมีเงินเก็บสำรอง 6 เดือน ก็ควรมีเงินฉุกเฉินอย่างน้อย (6,000+6,000) x 6 เดือน เท่ากับ 72,000 บาท นั่นเอง