โลกใบเดิม เพิ่มเติมคือ “New Normal”

ภาพจาก freepik.com

“อะไรที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมทำให้ชีวิตของคนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เหมือนกับที่ COVID-19 ทำให้ชีวิตของประชากรโลกต้องเปลี่ยนไปเช่นกัน”

New Normal คืออะไร?

New Normal เป็นคำที่เราได้ยินกันบ่อยมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา และปรากฏให้เห็นในแทบทุกข่าวที่เกี่ยวกับ COVID-19 ซึ่ง New Normal ที่ว่า เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตแบบใหม่ เช่น การสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน การล้างมือบ่อย ๆ พกแอลกอฮอล์ติดกระเป๋า และเมื่อไปไหนมาไหนก็อาจเจอเจ้าหน้าที่ขอตรวจวัดอุณหภูมิทุกครั้ง ซึ่งหมายความว่า แม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายแล้ว แต่เราอาจจะไม่ได้กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม ๆ ที่คุ้นเคยอีกต่อไป

เมื่อ COVID-19 เป็นตัวเร่งให้พฤติกรรมของคนในสังคมต้องเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น ราชบัณฑิตยสภาจึงบัญญัติใช้คำว่า New Normal ในภาษาไทย เพื่อให้ประชาชนได้ทราบและให้เข้าใจตรงกันว่าหมายถึง “ความปกติใหม่” “ฐานวิถีชีวิตใหม่” และ “บรรทัดฐานใหม่” หากจะใช้ทับศัพท์ก็คือ “นิวนอร์มัล”

ส่วนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวกับ COVID-19 ได้ให้ความหมายของ New Normal ว่าเป็น “ชีวิตวิถีใหม่”

New Normal กับความเป็นไปได้

เพราะ “ชีวิตวิถีใหม่” เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตที่จะทำให้ชีวิตเรายุ่งยากขึ้น รวมถึงมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นด้วย สุดท้ายแล้ว มนุษย์เราจะสามารถใช้ชีวิตแบบนี้ได้หรือไม่ จะมีสักกี่คนที่จะยอมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา เพราะอย่างไรก็ตามการหายใจผ่านหน้ากากอนามัยก็ไม่ได้สะดวกเท่ากับการไม่ใส่อยู่แล้ว และแน่นอนว่า หากโรคนี้หยุดระบาด พฤติกรรมในการใช้ชีวิตของเราจะต้องเปลี่ยนไป และคงต้องปรับตัวกันในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าช่วงแรกอาจจะไม่คุ้นเคยอยู่บ้าง แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใดก็ตาม ย่อมต้องอาศัยเวลาในการปฏิบัติซ้ำ ๆ จนเกิดความเคยชิน และกลายเป็นนิสัยใหม่ได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย University College London (อ้างอิงข้อมูลจาก sciencealert) พบว่าโดยเฉลี่ยแล้วคนเราจะสามารถสร้างนิสัยใหม่จากการทำสิ่งใดต่อเนื่องเป็นเวลา 66 วัน

หากดูจากระยะเวลาที่เราอยู่กับ COVID-19 มานานกว่า 2 เดือนแล้ว จึงเป็นไปได้ว่าทุกคนน่าจะเริ่มคุ้นชินกับชีวิตวิถีใหม่กันแล้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีตราบใดที่ทุกคนยังให้ความสำคัญกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 อย่างต่อเนื่อง เพราะตอนนี้ ยังไม่มีใครฟันธงได้ว่า COVID-19 จะอยู่กับเราไปอีกนานแค่ไหน และไม่รู้ด้วยว่าอนาคตจะมีโรคระบาดที่ร้ายแรงกว่านี้เกิดขึ้นมาอีกหรือเปล่า