
หลายคนคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ศิลปินไส้แห้ง” หรือ “เต้นกินรำกิน” กันมาบ้าง คำพูดเหล่านี้ เป็นสิ่งที่คนทำงานศิลปะในประเทศไทยมักได้ยินอยู่ตลอด แม้ว่าในปัจจุบันมุมมองการมองคนทำงานศิลปะจะเปลี่ยนไปบ้าง แต่ก็ยังมีให้ได้ยินประปราย
สังคมทวิตภพมักมีเรื่องราวดราม่าเกิดขึ้นเสมอ เมื่อไม่นานมานี้ ก็มีดราม่าที่เกี่ยวกับการตีค่าราคางานศิลปะ โดยผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับราคางานเพนต์กระจก ว่า “แพง” เกินไป โดยคิดว่าค่าอุปกรณ์ไม่ได้มีราคาแพง ลากยาวไปจนถึงดูถูกชีวิตส่วนตัวของเจ้าของผลงาน และพูดในเชิงแช่งว่า หากต้องการจะซื้ออะไร ขอให้เจ้าของผลงานต้องซื้อในราคาแพง ๆ เช่นเดียวกัน
จากนั้นจึงเกิดกระแสตีกลับทันที ว่าผู้ใช้ทวิตเตอร์รายนี้ตีราคางานศิลปะจากสิ่งที่เห็นด้วยตาเท่านั้น ไม่มองไปถึงเบื้องหลัง ว่าวัสดุที่นำมาประกอบเป็นชิ้นงานมีต้นทุน รวมถึงไม่ให้ค่าความสามารถและความเพียรพยายามของเจ้าของผลงานที่กว่าจะสร้างสรรค์งานศิลปะขึ้นมาแต่ละชิ้น ต้องผ่านการฝึกฝนมามากแค่ไหน ไม่ใช่ใครก็สร้างงานให้ดีได้ และตีราคาว่า “แพงเกินไป” ทั้งที่สิ่งที่แพงที่สุดของงานศิลปะไม่ใช่ค่าอุปกรณ์ แต่คือฝีมือและความพยายามในการสร้างความงาม
จากนั้นก็มีคนพยายามตีความต่อ ว่า “คนจน” ไม่เข้าใจเรื่องต้นทุนในการสร้างงานศิลปะ จึงกดราคางานศิลปะของคนอื่นให้ต่ำโดยประเมินค่าเพียงแค่จากวัสดุที่ใช้งานเท่านั้น ไม่ให้ค่าความสามารถ และไม่มีความรู้มากพอที่เสพงานศิลปะ
เราเข้าใจงานศิลปะกันมากแค่ไหน?
ทุกวันนี้ยังมีคนไทยบางส่วนที่เข้าใจงานศิลปะตื้นเขินเกินไป หลายคนยังมองว่า ศิลปะ คือ งานจิตรกรรมราชสำนัก ภาพวาดที่เกี่ยวกับศาสนา การแสดงชั้นสูง วรรณคดีชั้นครู โดยลืมมองว่าภาพวาดขีดเขียนของเด็ก การแสดงลิเก นิยายที่คนทั่วไปแต่ง เสียงนกร้อง หรือแม้แต่การจินตนาการก้อนเมฆบนท้องฟ้าเป็นรูปต่าง ๆ ก็เป็นศิลปะเช่นเดียวกัน
ศิลปะมีความผูกพันที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ในแง่ของจิตวิญญาณ เรื่องของสุนทรียภาพ และความงามทั้งหลาย เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกับอุดมคติความเป็นมนุษย์ หากความงามสามารถเชื่อมโยงกับความเป็นมนุษย์ได้ฉันใด ศิลปะก็เชื่อมโยงกับความเป็นมนุษย์ได้ฉันนั้น ศิลปะจึงมีความสำคัญต่อสังคม เพราะช่วยจรรโลงจิตใจของมนุษย์ ทำให้เกิดทัศนคติ รู้จักผิดชอบชั่วดีในจิตใจ รวมถึงบำบัดสุขภาพจิตได้ เช่น การทำอาหารช่วยบำบัดอาการซึมเศร้าได้
ดังนั้น คนที่จะเห็นคุณค่างานศิลปะ คือการมองงานศิลปะว่ามีคุณค่าทางจิตใจ เริ่มเสพจากความรู้สึกชอบและต้องการเสพ คนที่จะเสพงานศิลป์ได้ลึกซึ้งจึงต้องรู้จักและเข้าใจว่าศิลปินจะสื่ออะไรโดยไม่จำกัดเรื่องฐานะว่ายากดีมีจน และให้ค่าความสร้างสรรค์มากกว่าต้นทุนและอุปกรณ์
เพราะศิลปะไม่มีเกณฑ์ตัดสินถูกผิด ขึ้นอยู่กับรสนิยมในการมองความงามของแต่ละบุคคลมากกว่า จึงทำให้คุณค่าของงานศิลปะไม่สามารถวัดออกมาในเชิงรูปธรรมได้






























