
คุณผู้อ่านเคยได้รับคำตอบแบบนี้ไหมคะ เวลาถามหาข้อมูลหรือข้อเท็จจริงจากคนที่ทำท่าเหมือนว่าจะรู้ “ไม่ค่อยแน่ใจครับ/ค่ะ” หรือ “เหมือนเคยรู้มาก่อนแต่ตอนนี้จำรายละเอียดไม่ได้” หรือ “รู้จักครับ/ค่ะ แต่อธิบายไม่ถูก” คำตอบแบบนี้แปลความหมายได้เลยว่าพวกเขาไม่เคยรู้ข้อมูลที่แท้จริง แต่เข้าใจไปว่าตัวเองรู้ข้อมูล พอให้อธิบายก็ไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ การตอบในลักษณะนี้เป็นแค่วิธีที่หลีกเลี่ยง เพื่อไม่ให้คนอื่นรู้ว่าพวกเขาไม่รู้จริง
เรื่องแบบนี้ช่างพ้องกับหนังสือที่ผู้เขียนได้อ่านเมื่อสัปดาห์ก่อนหนังสือที่มีชื่อว่า “21 Lessons for the 21st Century” ชื่อภาษาไทยคือ “21 บทเรียนสำหรับศตวรรษที่ 21” ในบทที่ 15 ความโง่เขลา คุณรู้น้อยกว่าที่คิด : จึงขออนุญาตหยิบเอาบางช่วงบางตอนมาแบ่งปันเพื่อให้ลองคิดตามกันค่ะ
“เราคิดว่าปัจจุบันเรารู้มากขึ้น แต่ในฐานะปัจเจกบุคคลที่จริงแล้วเรารู้น้อยกว่านั้นมาก ส่วนใหญ่แล้วเราต้องพึ่งพาความเชึ่ยวชาญของผู้อื่นเพื่อตอบสนองความต้องการของเรา ในการทดลองอันเรียบง่ายครั้งหนึ่งได้สอบถามผู้คนให้ประเมินว่าตนเองรู้ถึงการทำงานของ ‘ชิป’ ธรรมดาอันหนึ่งอย่างไร ผู้คนส่วนมากตอบอย่างมั่นใจว่าเขารู้เป็นอย่างดี …จากนั้นจึงขอให้พวกเขาอธิบายขั้นตอนการทำงานของชิปให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ คนส่วนใหญ่กลับพูดไม่ออก” นี่คือสิ่งที่ สตีเวน สโลมาน และ ฟิลิป เฟิร์นบาค เรียกว่า “ภาพลวงตาของความรู้”
อ่านแล้วคุ้น ๆ ไหมคะ เชื่อว่าคุณเองก็เคยเจอเหตุการณ์ “ภาพลวงตาของความรู้กัน” มากับตัวเองบ้างแล้วไม่ว่าจะเป็นตัวคุณเอง หรือ คนรอบข้าง เหนืออื่นใดเรื่องแบบนี้ไม่ได้มีเฉพาะในสังคมไทย แต่เป็นสังคมทั่วโลก จึงไม่น่าแปลกใจที่ มีหลายคนพร้อมจะเชื่อข่าวลือ ข่าวลวงผ่านโซเชียลมีเดีย ขณะที่บางคนตั้งตัวเป็นกูรูในทุกเรื่อง ทั้งที่ไม่ได้มีความรู้จริง หากแต่ปะติดปะต่อ “ขี้ปากคนอื่น” แล้วเอามาปั้นเป็น “ขี้ปากตนเอง”
ถามว่าแล้ว “ภาพลวงตาของความรู้” จะสร้างผลเสียต่อสังคมอย่างไร อยากให้คุณผู้อ่านดู สังคมไทยในเวลานี้ทีกำลังเต็มไปด้วยความแตกตื่นจากโรคระบาด แม้ว่าจะมีแพทย์ และเจ้าหน้าที่ทางสาธารณสุข ออกมาให้ความรู้ ทั้งในเชิงสุขอนามัย และวิทยาศาสตร์ แต่ปรากฏว่ายังมีคนพร้อมที่จะปฏิเสธข่าวสารที่ถูกต้อง และพร้อมใจกันไปเชื่อเรื่องที่ใครก็ไม่รู้ส่งต่อกันมาทางโซเชียลมีเดีย พร้อมกับที่ประโยคประเภท “วงในบอกว่า” กลายเป็นประโยคสุดคลาสสิค ที่ต้องได้เห็นทุกครั้งที่สังคมเต็มไปด้วยข่าวลือ
จากบท “ความโง่เขลา” คุณรู้น้อยกว่าที่คิด” ในหนังสือ 21 Lessons for the 21st Century” ได้ระบุถึงความไม่เชื่อในข้อเท็จจริงของผู้คนเอาไว้ว่า “ผู้คนไม่ค่อยสำนึกถึงความไม่รู้ของตนเองเพราะพวกเขาขังตัวเองไว้ภายในห้องโถงเสียงสะท้อนของเพื่อนที่ความคิดคล้ายกัน (โซเชียลมีเดีย) ฟีดข่าวที่ยืนยันความเห็นแบบเดียวกัน ขณะที่ความเชื่อของเขายิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆและไม่ค่อยถูกท้าทาย”
ดูจะเป็นเหตุผลที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุดนะคะ เพราะทุกวันนี้การใช้โซเชียลมีเดียยิ่งกลับทำให้คุณรู้น้อยลงไปเรื่อยๆ เหนืออื่นใดคุณได้ขังตนเองไว้ในห้องโถงเสียงสะท้อน ที่ทำให้คุณได้อ่านเฉพาะเรื่องที่คุณอยากอ่าน แม้จะไม่ใช่ข้อเท็จจริงหากคุณเองก็พร้อมที่จะเชื่อ หากมีคนท้วงติงด้วยข้อเท็จจริงที่ชัดเจน คุณก็พร้อมที่จะเถียงอย่างเอาเป็นเอาตาย เพราะ “ผู้คนส่วนมากไม่ชอบข้อเท็จจริงที่มากเกินไป และยิ่งไม่ชอบอย่างแน่นอนที่จะรู้สึกโง่”
ถ้าคุณคิดว่าตนเองกำลังจะเข้าสู่ลูป “ภาพลวงตาของความรู้” ลองไปหาหนังสือ “21 Lessons for the 21st Century” มาอ่านดูค่ะ หนังสือราคา 495 บาท ตั้งสติอ่านให้จบทั้ง 21 ข้อน่าจะช่วยทำให้คุณได้เห็นความเป็นจริงที่ชัดเจนมากขึ้น
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า






























