Home Inspiration แชร์มุมมอง “แก้ปัญหา” ให้ตรงจุด!

“แก้ปัญหา” ให้ตรงจุด!

ภาพจาก Macau Photo Agency on Unsplash

ปัญหาการขาดแคลน “หน้ากากอนามัย” จากผลกระทบของ COVID-19 ดูเหมือนจะขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่เพียงแค่ประชาชนทั่วไปเท่านั้น แม้แต่โรงพยาบาลที่มีความจำเป็นต้องใช้มากที่สุดเพราะมีความเสี่ยงสูงสุด ก็ยังไม่สามารถจัดสรรหน้ากากให้กับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยที่มาใช้บริการได้อย่างเพียงพอ

ปัญหาดังกล่าวหนักหน่วงถึงขั้นที่เครือข่ายโรงพยาบาลกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย นำโดยรองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ต้องยื่นหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อแจ้งให้ทราบว่าโรงพยาบาลนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข 13 แห่ง อาทิ ศิริราช, รามาธิบดี, จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ไม่สามารถจัดหาหน้ากากอนามัยได้ หลังจากร้องเรียนไปยังอธิบดีกรมการค้าภายในแล้วเรื่องเงียบ

ที่สำคัญ ต้นตอการขาดแคลนหน้ากากกลับเกิดจากการดำเนินงานของภาครัฐเสียเอง เมื่อกรมการค้าภายใน (สังกัดกระทรวงพาณิชย์) มีคำสั่งให้โรงงานที่ผลิตหน้ากากอนามัยจัดสรรหน้ากากไปให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงสาธารณสุขก่อน จากนั้นจึงค่อยดำเนินการแจกจ่ายไปให้บุคลากรทางการแพทย์ผ่านโรงพยาบาลและองค์การเภสัชกรรม โดยกำหนดโควต้าที่ชัดเจนในแต่ละวัน ทำให้โรงงานผู้ผลิตไม่สามารถจัดสรรหน้ากากให้กับโรงพยาบาลได้โดยตรงเหมือนเช่นที่ผ่านมา จนเป็นที่มาของแฮชแท็ก #โรงพยาบาลขาดหน้ากากหนักมาก

เมื่ออุปสงค์และอุปทานไม่บรรจบกัน ราคาหน้ากากอนามัยในท้องตลาดจึงพุ่งพรวดจากเดิมเกือบ 10 เท่า ทั้งการกักตุนสินค้าและโก่งราคาโดยกลุ่มคนที่หวังฉวยโอกาสอย่างไร้จิตสำนึก ทำให้คนที่ไม่มีทางเลือกจำใจต้องยอมรับสภาพ แม้รู้ทั้งรู้ว่ากำลังถูกเอารัดเอาเปรียบจากพวกเหลือบสังคม

กว่าจะมีการควบคุมราคาในประกาศของราชกิจจานุเบกษา ที่กำหนดราคากลางของหน้ากากอนามัยให้ไม่เกินชิ้นละ 2.50 บาท พร้อมทั้งกำหนดให้ผู้นำเข้าหน้ากากแจ้งราคาทุน และบวกราคาขายได้ไม่เกินตามเกณฑ์ที่กำหนดนั้น ก็ล่วงเลยเข้าสู่เดือนที่ 3 ไปแล้ว

แม้ภาครัฐจะแสดงท่าทีในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แต่ดูเหมือนจะไม่ถูกใจคนในประเทศสักเท่าไร โดยมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด และบางครั้งก็มีความย้อนแย้งกันเอง อาทิ

-กระทรวงการคลังเคาะมาตรการแจกเงินให้ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร และผู้ประกอบอาชีพอิสระรวม 20.8 ล้านคน เป็นเวลา 2 เดือน เดือนละ 1,000 บาท เพื่อลดผลกระทบจาก COVID-19

-รัฐบาลเปิดบัญชีรับบริจาคจากภาคเอกชนที่ต้องการสนับสนุนกองทุนสนับสนุนการดำเนินการแก้ไขปัญหาจาก COVID-19 แต่ยืนยันว่าไม่มีเจตจำนงรับบริจาคจากประชาชน

-คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบกลางมากถึง 225 ล้านบาท เพื่อจัดสรรให้กับเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 7,774 แห่ง ในการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับ “การทำหน้ากากอนามัยผ้า”

-รัฐบาลมีประกาศให้ “ผีน้อย” ที่เดินทางเข้าประเทศก่อนวันที่ 4 มีนาคม 2563 กักตัว 14 วัน มิเช่นนั้นจะมีโทษปรับหนักตามพ.ร.บ. ควบคุมโรคติดต่อ พ.ศ.2558 แต่กลับมีผีน้อยหนีจากด่านกักกันโรคที่สัตหีบไปได้ร่วม 70-80 คน

เมื่อแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ไม่มีมาตรการที่พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงทำให้ผู้คนเริ่มเสื่อมศรัทธาลงเรื่อย ๆ และไม่รู้ว่าจะถึงจุดที่ “หมดความอดทน” กันเมื่อใด?