สำหรับคนที่ติดตามหนังไทย หรือไม่ก็เห็นผ่าน ๆ ตาก็ตาม เราจะเห็นหนังไทยจำนวนไม่น้อยที่ทำเนื้อหาเกี่ยวกับพระ มีให้เห็นแทบทุกปีกับภาพยนตร์ที่ใช้พระเป็นตัวละครหลักในการดำเนินเรื่อง แต่กลับเป็นหนังตลกซะส่วนใหญ่ จนกลายเป็นว่าจะหาหนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับพระหรือพุทธศาสนาในมุมอื่นกลับยากขึ้นมาซะงั้น ถึงกับเคยเกิดคำถามและเป็นดราม่าขึ้นมาแล้วกับประเด็นนี้ ว่าพอทำหนังเกี่ยวกับพระทีไร ทำได้แต่เรื่องตลกหรือไงนะ?
ความจริงแล้วหนังเกี่ยวกับพระหรือศาสนาไม่ได้มีแค่หนังตลกหรอก มีหลายเรื่องที่ทำเนื้อหาซีเรียสจริงจัง สะท้อนสังคม แต่สิ่งที่ตามมานั่นคือการถูกสั่งแก้เนื้อหา ตัดบางตอนทิ้ง หรือแม้แต่ถูกห้ามฉาย เพราะอาจจะมีเนื้อหาที่ละเอียดอ่อนหรือเนื้อหาที่สื่อไปในทางรุนแรงเกินไป หรือทำให้ภาพลักษณ์ของพระสงฆ์และศาสนาเสื่อมเสีย
ที่เราพอจะคุ้นหูก็คือเรื่อง นาคปรก เกี่ยวกับโจรที่ปลอมตัวมาเป็นพระเพื่อมาขุดหาเงินที่ซ่อนไว้ เรียกได้ว่าต้องใช้เวลาหลายปีในการเกลาเนื้อหาเพื่อให้ไม่รุนแรงเกินจะเข้าฉายได้ , อาปัติ (ชื่อเดิม อาบัติ) เป็นอีกเรื่องที่โดนสั่งให้แก้ไขเนื้อหาบางส่วนจนจำเป็นต้องเลื่อนฉาย เนื่องจากมีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักต้องห้ามของพระและผู้หญิง มีฉากที่ดูไม่สำรวมของพระสงฆ์ แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้โดยการแก้ไขและเปลี่ยนชื่อ หรือจะเรื่องที่เพิ่งผ่านไปอย่าง ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.2 ที่โดนสั่งให้ตัดฉากที่พระร้องไห้หน้าโรงศพทิ้งถึงจะกลับมาฉายได้
สิ่งที่ตามมาเลยกลายเป็นว่าหนังเกี่ยวกับพระมีแต่หนังตลก?
เรื่องศาสนาถือเป็นประเด็นอ่อนไหวตลอดเวลาอยู่แล้ว ส่วนหนึ่งคงเพราะเป็นลัทธิความเชื่อของคน และเหมือนเป็นศูนย์รวมจิตใจเพื่อให้มีที่พึ่งทางจิตใจ มีคำสอนเพื่อให้คนที่นับถือศาสนาปฏิบัติในทางที่ดี เพราะฉะนั้นคนที่เป็นเหมือนสาวกของพระพุทธเจ้า เป็นตัวแทนการสืบทอดศาสนาอย่างพระสงฆ์ก็ย่อมถูกถ่ายทอดออกมาในมุมที่ดีเพื่อคงความน่าเลื่อมใสศรัทธาของผู้นับถือศาสนา
แต่สิ่งที่เราเห็นในปัจจุบันอย่างภาพยนตร์จำนวนไม่น้อยที่ทำเนื้อหาเกี่ยวกับพระสงฆ์หรือมีพระสงฆ์เป็นตัวดำเนินเรื่อง แต่ดันเป็นหนังตลกซะส่วนใหญ่ ทำให้เกิดคำถามจากคนที่ตามภาพยนตร์ไทยขึ้นมาเหมือนกันว่า สุดท้ายแล้วจะมีภาพยนตร์เรื่องไหนที่สามารถทำให้เราฉุกคิด ถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องศาสนาในเชิงลึกได้รึเปล่า
ทำให้เราคิดถึงภาพยนตร์และละครบางเรื่องที่นำเสนอเกี่ยวกับพระ ศาสนาจนทำให้คนดูเกิดคำถาม ไม่ใช่ในทางที่ไม่ดี แต่เป็นในเชิงศึกษา และวิเคราะห์
PK เล่นเรื่องศาสนาให้ตลก แต่ร้าย
หนังอินเดียที่สร้างความฮือฮากับคนที่ได้ดูแน่ ๆ เพราะเล่นประเด็นตั้งคำถามเกี่ยวกับศาสนาออกมาได้ถึงพริกถึงขิง จนต้องซี๊ดปากแล้วอุทานในใจว่า “เออว่ะ” แน่นอน
PK เป็นเรื่องที่เล่าถึงมนุษย์ต่างดาวที่เดินทางมายังโลก แถมยังโดนขโมยรีโมตที่จะเรียกยานมารับกลับดวงดาวอีกต่างหาก ทำให้”นายเมา”ตัวเอกของเรื่องต้องทำทุกวิถีทางเพื่อหารีโมตที่หายไป สิ่งหนึ่งที่”นายเมา”ทำก็คือการหันไปหาศาสนาต่าง ๆ เพราะไปได้ยินคนพูดว่าพระเจ้าทำได้ทุกอย่าง

สิ่งที่เรียนรู้ได้จากเรื่องนี้หลัก ๆ เลยคือการหัดตั้งคำถามกับสิ่งที่เราเห็น หรือสิ่งที่เราได้ยินมา ศาสนาคืออะไร? สุดท้ายแล้วพระเจ้าคืออะไรกันแน่? ศาสนาสามารถช่วยให้สมหวังได้จริงหรือ? พิธีกรรมต่าง ๆ ที่ตัวแทนแต่ละศาสนาคิดขึ้นมา การต้องกลิ้งไปกับพื้นเพื่อจะได้เข้าถึงพระเจ้า แท้จริงแล้วสมเหตุสมผลหรือได้ผลจริงรึเปล่า? มีประเด็นอีกเยอะแยะที่ปรากฏในเรื่องนี้เพราะตัวหลักของเรื่องตั้งคำถามกับทุกศาสนาที่มีอยู่ในประเทศอินเดีย ถึงแม้จะเล่าออกมาแบบตลก ๆ ด้วยความ Innocent ของตัวพระเอก แต่เราขำออกมาเพราะความตลกร้ายมากกว่า
(ดู PK ได้ใน Netflix)
มะลิลา เรื่องพระและเรื่องเพศ อยู่ในเรื่องเดียวกันได้

อีกเรื่องที่เราประทับใจและอยากจะนำเสนอคือ มะลิลา เป็นเรื่องที่ใครเห็นแล้วอาจจะตีไปเลยว่าเป็นหนังชายรักชาย แต่ความจริงแล้วตัวหนังมันเล่าอะไรเรามากกว่านั้น จุดชูโรงของเรื่องก็คือ บายศรี ที่ไว้ใช้สำหรับงานบวชในภาคอีสาน เพราะฉะนั้นเลยมีฉากการเตรียมตัวบวชและขั้นตอนการบวชด้วย ครึ่งเรื่องหลังของมะลิลาเป็นเรื่องของ พระเชน ที่บวชเป็นพระแล้วออกธุดงค์ในป่า มีการเล่าถึงวิถีของพระธุดงค์ว่าใช้ชีวิตในป่ายังไง การมองลายนิ้วมือตัวเองในตอนเช้ามืดเพื่อดูว่าสว่างพอที่จะเดินบิณฑบาตหรือยัง พระธุดงค์ห้ามนอนราบ การทำอสุภนิมิต หรือการจ้องมองศพเพื่อปลงสังขาร

สิ่งที่น่าสนใจมาก ๆ คือฉากก่อนจบของเรื่อง เป็นการทำอสุภนิมิต(การจ้องซากศพ) แต่ในมโนภาพของพระเชนกลับเห็นศพนั้นเป็นอดีตคนรักของตัวเองที่ตายไปแล้ว เข้าไปกอดศพ แล้วพูดคำว่า “ขอโทษ” เหมือนเป็นการสื่อสารครั้งสุดท้ายกับภาพคนรักในมโนของตัวเอง ทำให้เราเห็นอีกขั้นของหนังไทยเกี่ยวกับพระสงฆ์ที่สามารถเล่นประเด็นอันสับสนนี้ออกมา และด้วยความที่อดีตคนรักของพระเชนเป็นผู้ชาย เลยสามารถเกิดภาพนี้ออกมาได้ (ภาพที่พระสงฆ์กอดกับผู้ชายในมโนภาพ) เพราะหากคนรักของพระเชนเป็นผู้หญิง อาจจะต้องพิจารณาฉากนี้กันใหม่

หรือจะเป็นพระสัญชัย พระสงฆ์พี่เลี้ยงที่ธุดงค์พร้อมกับพระเชนที่ดูเหมือนว่าบวชมานานกว่ามีประสบการณ์มากกว่า ก็ยังไม่สามารถปลงกับซากศพได้ แต่เห็นมโนภาพเป็นเพื่อนของตัวเองที่ตายในสงคราม และยังคงร้องไห้เสียใจกับเหตุการณ์นั้น
มันเหมือนเป็นการให้คนดูได้ตั้งคำถามกับความเป็นพระสงฆ์และศาสนาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้มันปกติหรือไม่ หากเกิดขึ้นแล้วเป็นเรื่องผิดหรือไม่? พระสงฆ์สามารถเสียใจได้หรือไม่? สิ่งที่เราได้นั่นคือพระสงฆ์ก็เคยเป็นคนปกติที่มีกิเลสมีความคิดเหมือนคนปกติทั่วไป เมื่อวันหนึ่งต้องไปถือศีลแล้วดำรงตนด้วยการแค่ รู้ และ เห็น แต่ห้ามรู้สึก ก็อาจจะทำไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เสมอไป
กาหลมหรทึก พระจริง พระปลอม และความเหมะสมในการแสดงออกของพระสงฆ์

หากใครได้ดูละครสืบสวนของไทยเรื่องกาหลมหรทึกคงจะจำได้ดีว่ามีคดีหนึ่งที่เกี่ยวกับวัดและพระสงฆ์ ซึ่งมีทั้งพระจริงพระปลอมอยู่ในวัดเดียวกัน ทำให้เราสงสัยว่าใครกันแน่เป็นคนขโมยเงินบริจาค? เป็นคนนอกหรือพระสงฆ์ในวัด? พระสงฆ์ในวัด ใครเป็นพระจริงพระปลอมกันแน่? และการแสดงออกทางพฤติกรรมของพระจริงที่ค่อนไปทาง เกรี้ยวกราด เป็นพฤติกรรมที่เหมาะสมหรือไม่? เหล่านี้เป็นฉากที่แสดงออกมาในละครซึ่งทำให้ผู้ชมเกิดการถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นา ๆ และที่เราเห็นคือความคิดเห็นไปในทางเดียวกันของผู้ชมที่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในละครและเกิดขึ้นในชีวิตจริง แถมยังวิจารณ์อย่างเข้าใจโลกถึงพฤติกรรมการแสดงออกของพระสงฆ์ที่ดูไม่เหมาะสมนั้นอีกด้วย

สุดท้ายแล้วเราเชื่อว่าคนดูมีวิจารณญาณมากพอที่จะตัดสินว่าสิ่งที่ตัวเองเห็น ไม่ว่าจะเป็นในนิยาย ภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ และสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคม อะไรคือความเหมาะสม อะไรคือความไม่เหมาะสม เพราะในทุก ๆ อย่างย่อมมีตัวอย่างที่ดีและไม่ดี ซึ่งผู้ชมจะเป็นคนตัดสินสิ่งนั้นเองว่าเราเลือกจะเลื่อมใสศรัทธาในสิ่งที่เราเห็นหรือไม่ ทั้งในเรื่องจริงและในละคร บางทีการปิดกั้นมากเกินไป การพยายามสร้างภาพลักษณ์ในมุมเดียวอาจทำให้สังคมสงสัยและตั้งคำถามมากกว่าด้วยซ้ำ






























