
ทุกวันนี้ต้องยอมรับเลยว่า เรื่องการเมืองกลายเป็นปัจจัยสำคัญในชีวิตพวกเราไปแล้ว เนื่องจากเราอยู่ในวัยที่รับรู้ว่า ประเด็นทางการเมืองส่งผลต่อชีวิตประจำวันของตัวเรา
เพราะอย่างนั้นเราจึงเห็นได้ว่า ทั้งหน้าไทม์ไลน์ หรือ ฟีด ในโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ที่นอกจากผู้คนจะอัพรูปหรืออัพเดทข่าวคราวส่วนตัว กลายเป็นว่าส่วนที่เพิ่มเข้ามาและกินพื้นที่ทั้งสื่อและโซเชียลก็คือเรื่อง การเมือง
อคติที่เกิดง่าย หายยาก
บนโลกนี้มีคนเป็นล้านคนทุกคนมีเป็นล้านใจ คุณก็ไม่ใช่ใครก็แค่คนหนึ่ง โลกเราดูช่างกว้างใหญ่ ท้องฟ้าดูช่างกว้างไกลคุณแปลกใจบ้างไหม “ว่าทำไมต้องเกลียดกันเพราะเรื่องการเมือง”
จากกาลครั้งหนึ่งที่ผ่านมา ความสงบสุขปกคลุมพื้นที่โซเชียลมีเดีย เรากดไลค์และคอมเมนต์แซวกันไปมา จนกระทั้งถึงจุดหนึ่งเราเห็นใครคนนั้น อัพเดทสเตตัสความเห็นทางการเมือง ซึ่งขัดแย้งกับความคิดของเรา ทันใดนั้นพลันหน้ามืดตามัวทุกเรื่องราวดี ๆ ที่เคยเกิด ถูกตัดกลบด้วยความคิดเชิงลบ เกิดอคติขึ้นภายในใจ
เรื่องราวยาวนานยังไม่จบ บ่อยครั้งเข้า จากความขัดตาขยายไปสู่ความเกลียดที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดความคันมือตอบโต้ ถึงตาเราโพสต์โจมตีฝ่ายที่เขาเชียร์ เกิดการรับรู้ขึ้นทั้งสองฝ่าย โพสต์แขวะกันไปมา จบลงด้วยการไม่ชอบหน้ากัน อันฟอลโลวหรืออันเฟรนด์ หนักสุดคือบล๊อคหนีกันไปเลย
รู้ตัวอีกที เพื่อนหายไปเป็นสิบ
ไม่มีใครถูกไม่มีใครผิด แต่ถ้ามัวคิดว่าตัวเองถูก นั่นแหละที่ผิด
อันที่จริง ไม่เคยมีใครกำหนดเลยว่าการชอบ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเรื่องผิด หรือใครรักธนาธรเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุด ดังเช่นหากจะเปรียบเทียบบริบทของเรื่องนี้ คนที่ชอบกินโค้กจะไปชี้หน้าด่าคนที่ชอบเป๊ปซี่ หรือ คนใช้แอนดรอยด์จะมาคอยแขวะคนที่ใช้ ios ก็ไม่ถูก
ความชอบนั้นเป็นเรื่องส่วนบุคคล ทุกคนมีเหตุผลและทางเลือกเป็นของตัวเองกันทั้งนั้น อย่าไปตัดสินใครเพราะรสนิยมของเขาไม่ตรงกับความชอบของเราเลย องค์ประกอบของชีวิตคน ๆ หนึ่ง มีหลากหลายมิติ เราอาจจะชอบเขาในมุมอื่น ๆ ก็ได้
ใช้เหตุผล ประคองสังคม
แต่ในบางกรณี การแสดงความเห็นทางการเมืองที่สุดโต่งของใครสักคน ซึ่งได้มาจากการศึกษาข้อมูลที่เป็นเท็จ สิ่งที่ควรทำคือการเข้าไปชี้แจงความจริงให้เขาฟัง ว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นมีความจริงเท็จและที่มาอย่างไร ซึ่งวิธีนี้ก็เป็นอีกหนทางหนึ่งในการลดความขัดแย้งในสังคมลงได้เช่นกัน
ตามเกมให้ทัน ไม่ตีกันเอง
อันที่จริง การเมืองมันก็คือเกมในรูปแบบหนึ่ง (ในกรณีนี้ตัดประเด็นการทุจริตและเรื่องต่าง ๆ ออกไปก่อน) ของกลุ่มคนที่ต้องพิสูจน์ตัวและเอาชนะใจผู้คน ในการก้าวขึ้นมามีตำแหน่งหน้าที่บริหารประเทศ เท่านั้นเอง
บทบาทต่าง ๆ ที่พวกเขาแสดงให้เราเห็น ที่เถียงกันคอเป็นเอ็น เบื้องหลังแล้วเขาอาจจะจับมือกัน ยิ้มให้กันเป็นปกติก็ได้ เพราะมันคือบทบาทหน้าที่การทำงาน ผิดกับเราฝ่ายกองเชียร์ ที่ถ่มถุยด่าทอ สาดโคลนกันไม่หยุดหย่อน จนสุดท้ายต้องเกิดความแตกหักกันไป
นักมวยที่ชกกันเอาเป็นเอาตายบนเวที พอสิ้นเสียงระฆัง ยังลงเอยด้วยการจับมือกัน
อันที่จริง สิ่งที่สำคัญที่สุดของหน้าที่พลเมืองอย่างเรา ๆ คือการร่วมมือกันจับตามองการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ มากกว่ายกประเด็นเล็ก ๆ น้อย ๆ มาถกเถียงทะเลาะกันเอง ชี้แจงกันด้วยเหตุผล หรือถ้าอีกฝ่ายไม่รับฟังกันจริง ๆ ก็อย่าไปโกรธเขาเลย หันด้านอื่นเข้าหากันแทนดีกว่า
ซึ่งหากเรายังไม่เปิดใจ ไม่ยอมรับว่าสังคมประชาธิปไตยใช่ว่าจะมีแต่คนที่เห็นดีเห็นงามกันไปในทิศทางเดียว เมื่อนั้นสังคมเราก็ยังไม่ใช่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และก็ยังวนเวียนอยู่แต่ในวังวนของการด่าทอเหยียดหยามสร้างวาทกรรมเหยียบย่ำกันเอง สุดท้ายแล้วเรื่องราวเช่นนี้จะจบลงด้วยการมีผู้แพ้แต่ไร้ซึ่งผู้ชนะ เป็นแน่






























